
Vitalik Buterin คือใคร ประวัติผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ตั้งแต่เขียนข่าว Bitcoin จนถึงยุค The Merge
ประวัติ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ตั้งแต่วัยเด็กที่รัสเซียและแคนาดา งานเขียนที่ Bitcoin Magazine Whitepaper ปี 2013 เหตุการณ์ The DAO การเปลี่ยนเป็น Proof of Stake จนถึงงาน Devcon ที่กรุงเทพฯ และบทบาทในปี 2026
Vitalik Buterin คือโปรแกรมเมอร์ชาวรัสเซียแคนาดา ผู้เขียน Whitepaper และผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum บล็อกเชนที่ทำให้ Smart Contract กลายเป็นของที่ใครก็เขียนได้ เขาเริ่มเขียนเรื่อง Bitcoin ตั้งแต่อายุ 17 ปี ร่างแนวคิด Ethereum ตอนอายุ 19 ปี และยังเป็นเสียงที่มีน้ำหนักที่สุดคนหนึ่งในการกำหนดทิศทางของเครือข่ายมาจนถึงปี 2026
เส้นทางของ Vitalik ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิค ชีวิตของเขาผ่านทั้งการระดมทุนจากคนทั่วโลกในปี 2014 เหตุการณ์ The DAO ที่ทำให้เชนแตกเป็นสองสายในปี 2016 การเปลี่ยนเครือข่ายจาก Proof of Work เป็น Proof of Stake ในปี 2022 การบริจาคเหรียญมูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์ และการปรับโครงสร้างมูลนิธิ Ethereum ในปี 2025 ถึง 2026 บทความนี้ไล่ประวัติของเขาตั้งแต่วัยเด็กในรัสเซียจนถึงเดือนตุลาคม 2026 โดยอ้างอิงจากบล็อกของ Vitalik เอง เว็บไซต์ ethereum.org บล็อกของ Ethereum Foundation และสื่อการเงินหลัก

Vitalik Buterin ที่งาน TechCrunch Disrupt London วันที่ 8 ธันวาคม 2015 ภาพ: John Phillips/TechCrunch (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons
Vitalik Buterin คือใคร
Vitalik Buterin คือผู้คิดค้นและผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เขาเผยแพร่ Whitepaper ปลายปี 2013 ตอนอายุ 19 ปี และเครือข่ายเปิดใช้งานจริงในเดือนกรกฎาคม 2015 ปัจจุบันเขาเป็นกรรมการของ Ethereum Foundation และยังเป็นนักวิจัยที่เขียนแผนพัฒนาโปรโตคอลอย่างต่อเนื่อง
ในสายตาคนวงการคริปโต Vitalik ต่างจากผู้ก่อตั้งบล็อกเชนรายอื่นตรงที่เขาแทบไม่พูดเรื่องราคาเหรียญ แต่เขียนบทความยาวเรื่องการเข้ารหัส เศรษฐศาสตร์ การปกครอง และ AI ลงบล็อกส่วนตัวเป็นประจำ บทความเหล่านั้นหลายครั้งกลายเป็นแผนงานจริงของ Ethereum ในอีกไม่กี่ปีต่อมา
ข้อมูลส่วนตัวโดยย่อของ Vitalik Buterin มีดังนี้
- ชื่อเต็ม: Vitaly Dmitrievich Buterin
- เกิด: 31 มกราคม 1994 ที่เมือง Kolomna ประเทศรัสเซีย
- สัญชาติ: รัสเซียและแคนาดา และได้รับสัญชาติมอนเตเนโกรเพิ่มในปี 2022
- การศึกษา: The Abelard School ในโตรอนโต และ University of Waterloo ซึ่งเขาลาออกในปี 2014
- ผลงานหลัก: Ethereum Whitepaper (2013) และเป็นผู้เขียนร่วมของ EIP-1559 และ EIP-4844
- ตำแหน่งปัจจุบัน: ผู้ก่อตั้งและกรรมการของ Ethereum Foundation
- รางวัลที่ได้รับ: Thiel Fellowship (2014), World Technology Award (2014), ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาเศรษฐศาสตร์จาก University of Basel (30 พ.ย. 2018) และรายชื่อ TIME100 ประจำปี 2021 (ที่มา: Bitcoin Magazine, University of Basel, TIME)
วัยเด็กของ Vitalik Buterin เป็นอย่างไร
Vitalik เกิดที่เมือง Kolomna ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก พ่อของเขาชื่อ Dmitry Buterin เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตาม Wikipedia ครอบครัวอาศัยอยู่ในรัสเซียจนเขาอายุ 6 ปี แล้วพ่อแม่จึงย้ายไปแคนาดาเพื่อหางานที่ดีกว่า นิตยสาร Cointelegraph ที่สัมภาษณ์ Dmitry ในปี 2021 เล่าว่าการย้ายประเทศครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียยังวุ่นวายและไม่แน่นอน
Dmitry เองก็เป็นผู้ประกอบการ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาคือ Wild Apricot ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรไม่แสวงกำไรที่ใช้จัดการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลสมาชิก และการลงทะเบียนงาน ก่อนจะขายให้บริษัท Personify ในปี 2017 ตอนมีลูกค้าที่จ่ายเงินราว 10,000 ราย Dmitry ยังเป็นคนสำคัญในชีวิตของลูกชาย เพราะเขาคือคนที่แนะนำให้ Vitalik รู้จัก Bitcoin เป็นครั้งแรก

บทสัมภาษณ์ Dmitry Buterin พ่อของ Vitalik ผู้แนะนำให้ลูกชายรู้จัก Bitcoin เดือนพฤศจิกายน 2021 ภาพ: Cointelegraph Magazine
ตอนเรียนชั้นประถมปีที่ 3 ในแคนาดา Vitalik ถูกจัดเข้าห้องเรียนสำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์ เขาสนใจคณิตศาสตร์ การเขียนโปรแกรม และเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ต่อมาเข้าเรียนมัธยมที่ The Abelard School โรงเรียนเอกชนในโตรอนโต และได้เหรียญทองแดงจากการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (International Olympiad in Informatics) ในปี 2012
เรื่องเล่าที่ถูกยกมาบ่อยที่สุดเกี่ยวกับวัยเด็กของเขาคือเกม World of Warcraft Wikipedia อ้างข้อความจากประวัติส่วนตัวของเขาว่าเขาเล่นเกมนี้อย่างมีความสุขช่วงปี 2007 ถึง 2010 จนวันหนึ่งบริษัท Blizzard ลดความสามารถของคาถาที่ตัวละครของเขาใช้ประจำ เขาเล่าว่าวันนั้นทำให้เขาเห็นว่าบริการที่ถูกควบคุมจากศูนย์กลางสามารถเปลี่ยนกติกาได้ตามใจผู้ให้บริการ ประสบการณ์เล็กๆ นี้มักถูกยกเป็นต้นทางของความสนใจเรื่องระบบกระจายศูนย์ (Decentralization) ของเขา
Vitalik เริ่มต้นกับ Bitcoin ได้อย่างไร
ปี 2011 ตอน Vitalik อายุ 17 ปี พ่อของเขาเล่าเรื่อง Bitcoin ให้ฟัง เขาเริ่มค้นข้อมูลเองจนสนใจจริงจัง แล้วไปรับงานเขียนให้เว็บไซต์ Bitcoin Weekly ซึ่งเจ้าของเว็บเสนอจ่าย 5 BTC ต่อบทความ Wikipedia ระบุว่าตอนนั้น 5 BTC มีมูลค่าเพียงราว 3.50 ดอลลาร์ เว็บไซต์นี้ปิดตัวไปไม่นานหลังจากนั้น
เดือนกันยายน 2011 Mihai Alisie ติดต่อ Vitalik เพื่อทำสิ่งพิมพ์ใหม่ชื่อ Bitcoin Magazine Vitalik ตอบรับเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนแรกและเป็นนักเขียนหลักของนิตยสาร งานนี้ทำให้เขาได้เดินทางไปพบนักพัฒนาและชุมชน Bitcoin หลายประเทศ และได้เห็นโปรเจกต์ที่พยายามต่อยอด Bitcoin ไปทำอย่างอื่นนอกจากการโอนเงิน เช่น Colored Coins ที่ใช้แทนสินทรัพย์ หรือระบบจดชื่อโดเมน
ช่วงเดียวกันนั้นเขาเข้าเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ University of Waterloo และเป็นผู้ช่วยวิจัยของ Ian Goldberg นักวิทยาการเข้ารหัสผู้ร่วมพัฒนาโปรโตคอลแชตเข้ารหัส Off-the-Record Messaging ประสบการณ์จากทั้งงานเขียนและงานวิจัยทำให้ Vitalik เห็นปัญหาเดียวกันซ้ำๆ คือทุกโปรเจกต์ต้องสร้างบล็อกเชนหรือภาษาเฉพาะของตัวเองขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง
เมื่อ Bitcoin Magazine แสดงความยินดีกับเขาในเดือนกรกฎาคม 2014 นิตยสารเรียกเขาว่าอดีตนักเขียนหลักที่ตอนนั้นนั่งอยู่ในกองบรรณาธิการ และระบุว่าเขาเคยมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ KryptoKit และ Dark Wallet มาก่อน

Bitcoin Magazine แสดงความยินดีกับ Vitalik Buterin อดีตนักเขียนหลักของนิตยสาร ที่ได้รับทุน Thiel Fellowship ปี 2014 ภาพ: Bitcoin Magazine
Ethereum Whitepaper เขียนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร
ข้อสรุปที่ Vitalik ได้จากการตามโปรเจกต์ต่อยอด Bitcoin คือ แทนที่จะสร้างฟีเจอร์ใหม่ทีละอย่าง ควรมีบล็อกเชนตัวเดียวที่มีภาษาโปรแกรมครบถ้วนในตัว ให้นักพัฒนาเขียนกติกาอะไรก็ได้ขึ้นไปเอง ไทม์ไลน์ของ ethereum.org บันทึกว่าเขาเผยแพร่ Whitepaper ฉบับแรกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2013 ตอนอายุ 19 ปี
ย่อหน้าแรกของ Whitepaper เริ่มด้วยการยกย่อง Bitcoin ว่าเป็นตัวอย่างแรกของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผู้ออกหรือผู้ควบคุมจากศูนย์กลาง แต่ชี้ว่าส่วนที่อาจสำคัญกว่าคือบล็อกเชนในฐานะเครื่องมือสร้างฉันทามติแบบกระจายศูนย์ จากนั้นเอกสารจึงอธิบายเป้าหมายของ Ethereum ไว้ในประโยคเดียว
"สิ่งที่ Ethereum ตั้งใจจะมอบให้ คือบล็อกเชนที่มีภาษาโปรแกรมแบบ Turing-complete ครบถ้วนในตัว ซึ่งใช้สร้าง "สัญญา" ที่เข้ารหัสฟังก์ชันการเปลี่ยนสถานะแบบใดก็ได้"
Vitalik Buterin ใน Ethereum Whitepaper ปี 2013 ต้นฉบับ "What Ethereum intends to provide is a blockchain with a built-in fully fledged Turing-complete programming language that can be used to create "contracts" that can be used to encode arbitrary state transition functions"
Turing-complete หมายความว่าภาษานั้นเขียนตรรกะได้ทุกแบบที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำได้ ต่างจากภาษา Script ของ Bitcoin ที่ถูกจำกัดไว้โดยตั้งใจเพื่อความปลอดภัย ส่วนคำว่า "สัญญา" ในที่นี้คือสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า Smart Contract หรือโปรแกรมที่รันบนบล็อกเชนตามเงื่อนไขที่เขียนไว้โดยไม่ต้องมีคนกลาง
Whitepaper ยังกำหนดให้มีเหรียญประจำเครือข่ายชื่อ Ether ซึ่งเอกสารเรียกว่า "เชื้อเพลิง" หลักของ Ethereum ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรม แนวคิดนี้กลายเป็นที่มาของคำว่า Gas ที่ผู้ใช้ทุกคนคุ้นเคยในปัจจุบัน คือทุกคำสั่งที่รันบนเครือข่ายต้องจ่ายค่าประมวลผล เพื่อกันไม่ให้ใครเขียนโปรแกรมวนลูปไม่รู้จบจนเครือข่ายล่ม

Ethereum Whitepaper ที่ Vitalik Buterin เขียนปลายปี 2013 ภาพ: ethereum.org
Vitalik ประกาศโปรเจกต์ Ethereum ต่อสาธารณะครั้งแรกบนเวที North American Bitcoin Conference ที่เมือง Miami เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2014 หลังจากนั้นมีนักพัฒนาเข้าร่วมทีมหลายคน รายชื่อผู้ร่วมก่อตั้งที่ Wikipedia บันทึกไว้ได้แก่ Gavin Wood, Charles Hoskinson, Anthony Di Iorio และ Joseph Lubin โดย Gavin Wood เป็นผู้เขียน Yellow Paper เอกสารนิยามทางเทคนิคของโปรโตคอลที่ออกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2014
ทำไม Vitalik ถึงลาออกจากมหาวิทยาลัย
วันที่ 2 มิถุนายน 2014 Peter Thiel นักลงทุนผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุน Thiel Fellowship ประจำปี 2014 Vitalik เป็นหนึ่งในนั้น ทุนนี้มอบเงินให้คนหนุ่มสาวที่อยากสร้างสิ่งใหม่แทนการนั่งเรียนในห้อง ในตอนนั้นทุนมีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ แบ่งจ่ายในสองปี โดยมีเงื่อนไขว่าผู้รับทุนต้องหยุดเรียนเพื่อทำโปรเจกต์ของตัวเองเต็มเวลา
Vitalik ตัดสินใจลาออกจาก University of Waterloo ในปี 2014 เพื่อทำ Ethereum เต็มตัว ทุนนี้เป็นของมูลนิธิ Thiel Foundation ไม่ใช่เงินลงทุนแลกหุ้นจากบริษัทร่วมทุน ปีเดียวกันนั้นเขายังได้รางวัล World Technology Award สาขาซอฟต์แวร์ไอที
ในอีกมุมหนึ่ง การที่ Ethereum เกิดขึ้นด้วยเงินทุนแบบนี้ ทำให้ทีมไม่ต้องพึ่งกองทุนร่วมลงทุนรายใหญ่ตั้งแต่แรก แต่หันไปขายเหรียญให้คนทั่วไปโดยตรงแทน ซึ่งมักถูกยกเป็นต้นแบบของการระดมทุนแบบ ICO ที่แพร่หลายในวงการช่วงหลังจากนั้น
ICO ของ Ethereum ปี 2014 ระดมทุนได้เท่าไหร่
วันที่ 22 กรกฎาคม 2014 Vitalik เขียนประกาศบนบล็อกของ Ethereum Foundation เปิดขาย Ether ล่วงหน้าเป็นเวลา 42 วัน สิ้นสุดวันที่ 2 กันยายน 2014 ผู้ซื้อต้องจ่ายเป็น Bitcoin ราคาเริ่มต้นที่ 2,000 ETH ต่อ 1 BTC ในช่วงสองสัปดาห์แรก แล้วค่อยๆ ลดลงเหลือ 1,337 ETH ต่อ 1 BTC ประกาศฉบับนั้นย้ำว่า Ether คือเหรียญสำหรับใช้งานบนแพลตฟอร์ม ไม่ใช่หลักทรัพย์หรือข้อเสนอการลงทุน

ประกาศเปิดการขาย Ether ครั้งแรก เขียนโดย Vitalik Buterin วันที่ 22 กรกฎาคม 2014 ภาพ: Ethereum Foundation Blog
การขายได้รับความสนใจสูงกว่าที่ทีมคาด หนังสือ The Infinite Machine ของ Camila Russo ระบุว่าใน 12 ชั่วโมงแรกขาย Ether ได้มากกว่า 7 ล้าน ETH หรือราว 2.2 ล้านดอลลาร์ วันที่ 8 สิงหาคม 2014 Vitalik เขียนสรุปสถิติกลางทางว่าระดมได้แล้วกว่า 25,000 BTC ขายไปแล้วกว่า 50 ล้าน ETH จาก 6,670 ธุรกรรม และคำสั่งซื้อใหญ่ที่สุดคือ 500 BTC ซึ่งได้ Ether 1 ล้าน ETH
เมื่อปิดการขาย ยอดรวมอยู่ที่กว่า 60 ล้าน ETH มูลค่าราว 18.3 ล้านดอลลาร์ ในเวลานั้นถือเป็นการขายโทเคนผ่านคริปโตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี ประกาศเปิดขายยังกำหนดให้ออก Ether เพิ่มอีกสองก้อน ก้อนละราว 9.9% ของยอดที่ขาย ก้อนหนึ่งสำหรับผู้มีส่วนร่วมรุ่นแรก อีกก้อนสำหรับมูลนิธิ ข้อมูลที่ The Block สรุปในปี 2026 ระบุว่ามูลนิธิได้ Ether มาราว 6 ล้าน ETH อุปทาน Ether ตอนเปิดเครือข่ายจึงอยู่ที่ราว 72 ล้าน ETH
เงินจากการขายถูกใช้พัฒนาโปรโตคอลผ่านองค์กรที่ตั้งในเมือง Zug ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ งานเริ่มผ่านบริษัท Ethereum Switzerland GmbH ก่อนจะมีมูลนิธิไม่แสวงกำไรชื่อ Stiftung Ethereum หรือ Ethereum Foundation ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาในระยะยาว
Ethereum เปิดตัวเมื่อไหร่
วันที่ 30 กรกฎาคม 2015 เวลา 15:26:13 ตามเวลาสากล (UTC) เครือข่าย Ethereum สร้างบล็อกแรก (Genesis Block) สำเร็จ ถือเป็นการเปิดตัวรุ่นแรกที่ชื่อ Frontier ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะ ช่วงแรกแต่ละบล็อกรับ Gas ได้เพียง 5,000 หน่วย จนยังโอนเงินหรือรันสัญญาแทบไม่ได้ ระบบจะ "ละลาย" ข้อจำกัดนี้ในวันที่ 7 กันยายน 2015 ที่บล็อก 200,000
Stephan Tual เขียนประกาศบนบล็อกของ Ethereum Foundation ในวันเปิดตัวว่า เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ผู้ร่วมเครือข่ายจำนวนมากได้สร้างและโหลด Genesis Block เป็นจุดเริ่มต้นของ Frontier รุ่นใช้งานจริงรุ่นแรกของ Ethereum เขาบรรยายเป้าหมายว่าเป็น "คอมพิวเตอร์โลก" ที่ต้านการเซ็นเซอร์ ใครก็เขียนโปรแกรมได้ และจ่ายเฉพาะส่วนที่ใช้

ประกาศเปิดเครือข่าย Ethereum รุ่น Frontier วันที่ 30 กรกฎาคม 2015 ภาพ: Ethereum Foundation Blog
เดือนธันวาคม 2015 Vitalik ขึ้นเวทีงาน TechCrunch Disrupt ที่ลอนดอน ภาพถ่ายจากงานนั้นกลายเป็นรูปของเขาที่ถูกใช้แพร่หลายที่สุดภาพหนึ่ง ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม 2016 เครือข่ายอัปเกรดเป็นรุ่น Homestead ที่บล็อก 1,150,000 ซึ่งถือเป็นรุ่นเสถียรรุ่นแรก ปี 2016 Ethereum เริ่มมีโปรเจกต์ทดลองที่สร้างบนเครือข่ายมากขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ The DAO ซึ่งกำลังจะกลายเป็นวิกฤตใหญ่ครั้งแรก
เหตุการณ์ The DAO ปี 2016 ทำให้ Ethereum แยกเป็นสองเชนได้อย่างไร
The DAO คือกองทุนลงทุนแบบไร้ผู้จัดการที่เขียนเป็น Smart Contract บน Ethereum ผู้ร่วมกองทุนโหวตกันเองว่าจะให้ทุนโปรเจกต์ไหน กองทุนนี้ได้รับ Ether จากผู้ร่วมลงทุนจำนวนมากจนเป็นสัญญาที่ถือเงินมากที่สุดบนเครือข่ายในตอนนั้น แต่ในเดือนมิถุนายน 2016 ผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในโค้ดดูด Ether ออกไปราว 3.6 ล้าน ETH ตามบันทึกของ ethereum.org
ชุมชนเถียงกันหนักว่าควรแก้ด้วยการเปลี่ยนสถานะของบล็อกเชนหรือไม่ ฝ่ายหนึ่งมองว่าต้องคืนเงินให้ผู้เสียหาย อีกฝ่ายมองว่าการแก้ประวัติของเชนขัดกับหลักการ "Code is Law" ที่บล็อกเชนควรยึดถือ สุดท้ายเครือข่ายส่วนใหญ่เลือกทำ Hard Fork ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2016 ที่บล็อก 1,920,000
Vitalik เขียนประกาศบนบล็อกของมูลนิธิในวันเดียวกันว่า บล็อก 1,920,000 มีการเปลี่ยนสถานะแบบพิเศษที่ย้าย Ether ราว 12 ล้าน ETH จากสัญญาของผู้โจมตีและสัญญาของกลุ่มแฮกเกอร์หมวกขาวไปไว้ในสัญญาสำหรับขอคืนเงิน และภายในเวลาไม่นานมีการคืนเงินให้ผู้ถือโทเคนไปแล้วราว 4.5 ล้าน ETH

ประกาศฮาร์ดฟอร์กที่บล็อก 1,920,000 เขียนโดย Vitalik Buterin วันที่ 20 กรกฎาคม 2016 ภาพ: Ethereum Foundation Blog
ผู้ที่ไม่ยอมรับการฟอร์กยังคงรันเชนเดิมต่อ เชนนั้นกลายเป็น Ethereum Classic (ETC) ที่ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน ส่วนเชนที่คืนเงินแล้วคือ Ethereum ที่คนส่วนใหญ่ใช้ เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนเรื่องความปลอดภัยของ Smart Contract ที่นักพัฒนาทุกรุ่นยังต้องเรียน อ่านรายละเอียดเหตุการณ์เต็มได้ที่ The DAO แฮ็กปี 2016
ปลายปีเดียวกัน เครือข่ายยังต้องอัปเกรดฉุกเฉินอีกสองครั้ง คือ Tangerine Whistle วันที่ 18 ตุลาคม 2016 และ Spurious Dragon วันที่ 22 พฤศจิกายน 2016 เพื่อรับมือการโจมตีแบบ DoS ที่ใช้คำสั่งราคาถูกเกินจริงถล่มเครือข่าย
Vitalik มีบทบาทอะไรใน Ethereum Foundation
Ethereum Foundation ไม่ได้เป็นเจ้าของเครือข่าย Ethereum และไม่สามารถสั่งให้ผู้รันโหนดทำตามได้ มูลนิธิทำหน้าที่ให้ทุนวิจัย ดูแลทีมพัฒนาบางส่วน จัดงานประชุมนักพัฒนาอย่าง Devcon และสื่อสารแผนงานกับชุมชน การตัดสินใจอัปเกรดแต่ละครั้งเกิดผ่านกระบวนการเสนอ EIP (Ethereum Improvement Proposal) และการประชุมของทีมพัฒนาไคลเอนต์หลายทีม
บทบาทของ Vitalik ในมูลนิธิคือผู้ก่อตั้งและกรรมการ ประกาศของคณะกรรมการมูลนิธิเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2025 ระบุชื่อกรรมการสี่คน ได้แก่ Aya Miyaguchi ในตำแหน่งประธาน Vitalik Buterin ในฐานะผู้ก่อตั้ง Patrick Storchenegger ที่ปรึกษาฝั่งสวิส และ Hsiao-Wei Wang ผู้อำนวยการบริหารร่วม
ในทางปฏิบัติ อิทธิพลของ Vitalik มาจากงานวิจัยมากกว่าตำแหน่ง เขาเป็นผู้เขียนหรือผู้เขียนร่วมของข้อเสนอสำคัญหลายฉบับ ทั้งกลไกค่าธรรมเนียม EIP-1559 และธุรกรรมแบบ Blob ใน EIP-4844 และบทความในบล็อกของเขามักเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงว่า Ethereum ควรเดินไปทางไหน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เขาเขียนว่ามูลนิธิควรเป็น "หนึ่งโหนดที่มีจุดประสงค์ชัดเจน อยู่ร่วมกับโหนดอื่น" (ต้นฉบับ "one node, with a defined purpose, alongside other nodes" อ้างผ่าน The Block วันที่ 24 พ.ค. 2026) ไม่ใช่ศูนย์กลางที่คุมทุกอย่าง
EIP-1559 และ Ultrasound Money คืออะไร
ก่อนปี 2021 ค่าธรรมเนียมบน Ethereum ใช้ระบบประมูล ผู้ใช้ต้องเดาเองว่าจะเสนอค่า Gas เท่าไหร่ ช่วงเครือข่ายแออัดอย่างตอนที่เกม CryptoKitties ดังในปี 2017 ค่าธรรมเนียมจึงพุ่งแรงและคาดเดาไม่ได้ EIP-1559 ที่สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2019 มีผู้เขียนหกคน โดยชื่อแรกคือ Vitalik Buterin ตามด้วย Eric Conner, Rick Dudley, Matthew Slipper, Ian Norden และ Abdelhamid Bakhta
กลไกใหม่แยกค่าธรรมเนียมเป็นสองส่วน คือ Base Fee ที่ระบบคำนวณเองตามความแออัดของบล็อก และ Priority Fee หรือทิปที่ผู้ใช้จ่ายเพิ่มให้ผู้สร้างบล็อก จุดที่สำคัญที่สุดคือ Base Fee ไม่ได้ตกเป็นของใคร แต่ถูกเผาทิ้งออกจากระบบ ยิ่งคนใช้เครือข่ายมาก Ether ก็ยิ่งถูกเผามาก EIP-1559 เปิดใช้จริงในอัปเกรด London วันที่ 5 สิงหาคม 2021 ที่บล็อก 12,965,000

เอกสาร EIP-1559 กลไกค่าธรรมเนียมใหม่ที่มี Vitalik Buterin เป็นผู้เขียนคนแรก ภาพ: eips.ethereum.org
กลไกเผาเหรียญนี้ทำให้ชุมชนตั้งฉายาให้ Ether ว่า Ultrasound Money ล้อกับคำว่า Sound Money ที่สาย Bitcoin ใช้เรียกเงินที่มีอุปทานจำกัด แนวคิดคือถ้าเหรียญที่ถูกเผามากกว่าเหรียญที่ออกใหม่ อุปทานของ Ether จะลดลงได้จริง ซึ่งเกิดขึ้นจริงอยู่ช่วงหนึ่งหลัง The Merge
ข้อมูลจากเว็บไซต์ ultrasound.money ที่ The Block รายงานเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2023 ระบุว่าใน 217 วันหลัง The Merge อุปทาน Ether ลดลง 103,092 ETH เหลือราว 120.42 ล้าน ETH คิดเป็นอัตราลดลงราว 0.144% ต่อปี ขณะที่ถ้ายังใช้ Proof of Work ต่อไป อุปทานจะเพิ่มราว 3.53% ต่อปี
แต่ภาพนี้เปลี่ยนไปในปีต่อมา หลังอัปเกรด Dencun ในปี 2024 ธุรกรรมจำนวนมากย้ายไปทำบน Layer 2 ที่ค่าธรรมเนียมถูก ซึ่งมักถูกอธิบายว่าเป็นเหตุให้ค่าธรรมเนียมและการเผาบนเชนหลักลดลง ข้อมูลจาก CoinGecko วันที่ 7 ตุลาคม 2026 แสดงอุปทาน Ether ราว 122.11 ล้าน ETH สูงกว่าช่วง The Merge ราว 1.6 ล้าน ETH ฉายา Ultrasound Money จึงยังเป็นเรื่องที่ชุมชนถกเถียงกันอยู่
The Merge คืออะไร และ Vitalik พูดว่าอะไรในวันนั้น
แนวคิดเปลี่ยน Ethereum จาก Proof of Work ที่ใช้เครื่องขุดแข่งกันแก้โจทย์ ไปเป็น Proof of Stake ที่ใช้การวางเหรียญค้ำประกัน มีมาตั้งแต่ช่วงแรกของโปรเจกต์ แต่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำได้จริง ขั้นแรกคือการเปิด Beacon Chain เชนสำหรับฉันทามติแบบ Proof of Stake ในวันที่ 1 ธันวาคม 2020 หลังมีผู้ฝาก 32 ETH ครบ 16,384 ครั้ง ช่วงนั้นเครือข่ายเดิมยังรันแบบ Proof of Work คู่ขนานไปก่อน
วันที่ 15 กันยายน 2022 ที่บล็อก 15,537,394 สองเชนถูกรวมเข้าด้วยกันในอัปเกรดชื่อ Paris หรือที่รู้จักกันว่า The Merge การขุดถูกปิด และความปลอดภัยของเครือข่ายเปลี่ยนมาอยู่ที่ Ether ที่ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator) วางค้ำไว้ หน้าอธิบาย The Merge บน ethereum.org ระบุว่าการใช้พลังงานของ Ethereum ลดลงประมาณ 99.95%

หน้าอธิบาย The Merge ระบุว่าการใช้พลังงานของ Ethereum ลดลงราว 99.95% ภาพ: ethereum.org
ไทม์ไลน์ของ ethereum.org บันทึกเวลาการรวมเชนไว้ที่ 06:42:42 UTC และ Fortune รายงานว่าเครือข่ายเริ่มยืนยันบล็อกแบบถาวร (Finalized) ได้ราวตีสามตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ เมื่อถึงจุดนั้น Vitalik โพสต์บน Twitter สั้นๆ ว่า
"เรายืนยันบล็อกได้แล้ว! สุขสันต์วัน Merge ทุกคน นี่คือช่วงเวลาสำคัญของระบบนิเวศ Ethereum ทุกคนที่ช่วยให้ Merge เกิดขึ้นได้ควรภูมิใจมากในวันนี้"
Vitalik Buterin โพสต์บน Twitter วันที่ 15 ก.ย. 2022 (อ้างผ่าน Fortune) ต้นฉบับ "And we finalized! Happy merge all. This is a big moment for the Ethereum ecosystem. Everyone who helped make the merge happen should feel very proud today."
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ The Merge ไม่ได้ทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงและไม่ได้ทำให้เครือข่ายเร็วขึ้นโดยตรง ผลหลักคือการลดพลังงานและลดการออกเหรียญใหม่ ส่วนการขยายความสามารถในการรองรับธุรกรรมเป็นงานของอัปเกรดชุดต่อมา ผู้ที่วาง Ether ไว้ยังถอนออกไม่ได้จนถึงอัปเกรด Shapella วันที่ 12 เมษายน 2023 ที่บล็อก 17,034,870 อ่านเรื่อง The Merge เพิ่มเติมได้ที่ ทำความรู้จัก ETH The Merge และเรื่องการ Staking ผ่านบริการอย่าง Lido ได้ที่ Lido คืออะไร

ไทม์ไลน์การอัปเกรดเครือข่าย Ethereum ตั้งแต่ปี 2015 ภาพ: ethereum.org
Roadmap หลัง The Merge มีอะไรบ้าง
หลัง The Merge Vitalik แบ่งแผนพัฒนา Ethereum เป็นหลายกลุ่มที่ตั้งชื่อให้คล้องจองกัน ในเดือนตุลาคม 2024 เขาเขียนซีรีส์ชื่อ Possible futures of the Ethereum protocol หกตอน ทยอยลงบล็อกทุกสามวันตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 29 ตุลาคม 2024 แต่ละตอนอธิบายเป้าหมาย ปัญหาที่ยังเหลือ และทางเลือกทางเทคนิคของแต่ละกลุ่ม

ซีรีส์ Possible futures of the Ethereum protocol ตอนแรก วันที่ 14 ตุลาคม 2024 ภาพ: vitalik.eth.limo
เป้าหมายของแต่ละกลุ่มสรุปได้ดังนี้
- The Merge: ทำให้ Proof of Stake เรียบง่าย ทนทาน และกระจายศูนย์ เช่น ทำให้บล็อกยืนยันถาวรเร็วขึ้น และลดจำนวน ETH ขั้นต่ำที่ต้องใช้รัน Validator
- The Surge: ขยายความสามารถรองรับธุรกรรม ทั้งบนเชนหลักและผ่าน Rollup บน Layer 2
- The Scourge: ลดความเสี่ยงที่อำนาจจะรวมศูนย์จากเรื่องเศรษฐศาสตร์ เช่น การแย่งกำไรจากการเรียงธุรกรรม (MEV) และการรวมตัวของผู้ให้บริการ Staking
- The Verge: ทำให้การตรวจสอบเชนง่ายจนรันบนอุปกรณ์เล็กได้ เช่น มือถือหรือเบราว์เซอร์
- The Purge: ลดข้อมูลย้อนหลังที่โหนดต้องเก็บ และตัดความซับซ้อนของโปรโตคอลที่สะสมมานาน
- The Splurge: งานปรับปรุงอื่นที่ไม่เข้ากลุ่มไหน เช่น ประสบการณ์ใช้งานกระเป๋าเงินและการเข้ารหัสรุ่นใหม่

แนวคิด roadmap ของ Ethereum หกส่วนตามซีรีส์ Possible futures of the Ethereum protocol ปี 2024 ได้แก่ Merge, Surge, Scourge, Verge, Purge และ Splurge (ไดอะแกรมแนวคิด ไม่มีตัวเลข) ภาพ: Bitcoin Addict
งานชิ้นใหญ่ของ The Surge ที่เกิดขึ้นจริงแล้วคือ EIP-4844 หรือ Proto-Danksharding ซึ่งมี Vitalik เป็นผู้เขียนคนแรกร่วมกับ Dankrad Feist และนักพัฒนาอีกห้าคน ข้อเสนอนี้เพิ่มธุรกรรมแบบใหม่ที่พก "Blob" หรือก้อนข้อมูลขนาดใหญ่ที่ Smart Contract อ่านไม่ได้แต่ตรวจสอบได้ เหมาะสำหรับให้ Rollup ฝากข้อมูลไว้บนเชนหลักในราคาถูก EIP-4844 เปิดใช้ในอัปเกรด Dencun วันที่ 13 มีนาคม 2024 ที่บล็อก 19,426,587

เอกสาร EIP-4844 ที่ทำให้ค่าธรรมเนียมของ Layer 2 ถูกลงในอัปเกรด Dencun ภาพ: eips.ethereum.org
อัปเกรดต่อจากนั้นเดินตามทิศเดียวกัน Pectra วันที่ 7 พฤษภาคม 2025 เพิ่ม EIP-7702 ให้กระเป๋าเงินทั่วไปทำงานแบบ Smart Contract ได้ และปรับปรุงระบบ Staking ส่วน Fusaka เปิดใช้ตามมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ที่บล็อก 23,935,694 ในช่วงต้นปี 2025 Vitalik เขียนบทความหลายชิ้นที่สนับสนุนให้เพิ่ม Gas Limit ของเชนหลักด้วย ไม่ใช่พึ่ง Layer 2 อย่างเดียว ซึ่งสะท้อนว่าแผนงานยังปรับตามสถานการณ์อยู่เสมอ
ราคา ETH ในวันอัปเกรดสำคัญเป็นอย่างไร
หลายคนเข้าใจว่าทุกครั้งที่ Ethereum อัปเกรดใหญ่ ราคา ETH จะต้องขึ้น ข้อมูลจริงบอกอีกแบบ กราฟด้านล่างแสดงราคาปิดของ ETH ในตลาด Bitstamp ในวันที่อัปเกรดแต่ละครั้งเปิดใช้งาน ตั้งแต่ Beacon Chain ในเดือนธันวาคม 2020 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2026

จากข้อมูลชุดนี้ วัน The Merge ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Ethereum ราคาปิดอยู่ที่ราว 1,473 ดอลลาร์ ต่ำกว่าวันอัปเกรด London เมื่อปีก่อนหน้าเกือบครึ่ง เพราะตรงกับช่วงตลาดหมีหลังการล่มของ Terra ส่วนวันอัปเกรด Dencun ในเดือนมีนาคม 2024 ราคาปิดราว 4,008 ดอลลาร์ ในช่วงตลาดขาขึ้นต้นปี 2024 ขณะที่วัน Pectra ในเดือนพฤษภาคม 2025 ราคาปิดเพียงราว 1,812 ดอลลาร์
ข้อสังเกตคือราคาในวันอัปเกรดสะท้อนภาวะตลาดโดยรวมในช่วงนั้นมากกว่าตัวอัปเกรด ราคาวันเดียวไม่ได้บอกว่าอัปเกรดเป็นสาเหตุให้ราคาขึ้นหรือลง ต่อมา ETH ทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ราว 4,946 ดอลลาร์ในวันที่ 24 สิงหาคม 2025 ตามข้อมูลของ CoinGecko ก่อนจะย่อลงมา โดยราคาปิดวันที่ 6 ตุลาคม 2026 ใน Bitstamp อยู่ที่ราว 2,698 ดอลลาร์ ส่วนกองทุน Spot ETH ETF ในสหรัฐเริ่มซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2024
แนวคิด d/acc ของ Vitalik คืออะไร และเขามอง AI อย่างไร
นอกจากงานโปรโตคอล Vitalik ยังเขียนเรื่องปรัชญาเทคโนโลยีจำนวนมาก บทความที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ My techno-optimism ที่ลงบล็อกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2023 ในช่วงที่วงการเทคโนโลยีแบ่งเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งอยากเร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วที่สุด อีกขั้วกังวลความเสี่ยงและอยากให้รัฐเข้ามาควบคุม
Vitalik เสนอทางที่สามที่เขาเรียกว่า d/acc ย่อมาจาก Decentralized หรือ Defensive Acceleration คือยังเชื่อว่าเทคโนโลยีให้ประโยชน์มหาศาล แต่ควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันและกระจายอำนาจก่อน มากกว่าเทคโนโลยีที่ทำให้อำนาจรวมศูนย์หรือทำให้การโจมตีง่ายขึ้น
"ตัว d ในที่นี้หมายถึงได้หลายอย่าง โดยเฉพาะการป้องกัน การกระจายศูนย์ ประชาธิปไตย และความแตกต่าง"
Vitalik Buterin บทความ My techno-optimism วันที่ 27 พ.ย. 2023 ต้นฉบับ "The "d" here can stand for many things; particularly, defense, decentralization, democracy and differential."
ในบทความเดียวกัน เขาอธิบายว่าทำไมเขามองความเสี่ยงจาก AI จริงจังกว่าเทคโนโลยีอื่น เขาเขียนว่าภัยพิบัติส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ยังมีคนรอดมาเริ่มต้นใหม่ได้ แต่ AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ ถ้าตัดสินใจหันมาต่อต้านมนุษย์ อาจไม่เหลือผู้รอดชีวิตเลย

โพสต์ My techno-optimism ที่เปิดตัวแนวคิด d/acc วันที่ 27 พฤศจิกายน 2023 ภาพ: vitalik.eth.limo
แนวคิดนี้ถูกต่อยอดในบทความชุดถัดมา ได้แก่ d/acc: one year later เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2025 AI as the engine, humans as the steering wheel เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025 ที่เสนอให้ AI เป็นเครื่องยนต์แต่มนุษย์ยังถือพวงมาลัย และ My response to AI 2027 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2025 ที่โต้แย้งฉากทัศน์ว่า AI จะชนะมนุษย์อย่างง่ายดาย Vitalik ชี้ว่าเทคโนโลยีป้องกัน เช่น ระบบกรองอากาศ การตรวจจับเชื้อโรคแบบเรียลไทม์ และความปลอดภัยไซเบอร์ จะทำให้การโจมตีแบบนั้นยากกว่าที่คิดมาก
ในเดือนเมษายน 2026 เขายังเขียนเล่าการตั้งระบบ AI ที่รันในเครื่องของตัวเองแบบส่วนตัวและปลอดภัย และเรื่องความเป็นส่วนตัวก็เป็นธีมที่เขาย้ำมาตลอด ทั้งบทความ Make Ethereum Cypherpunk Again เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2023 และ Why I support privacy เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2025
Zuzalu เมืองทดลองของ Vitalik คืออะไร
ปี 2023 Vitalik ทดลองแนวคิดเรื่องชุมชนในโลกจริง ด้วยการรวมคนราว 200 คนไปอยู่ด้วยกันที่ Lustica Bay ประเทศมอนเตเนโกร เป็นเวลาสองเดือน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 25 พฤษภาคม 2023 โครงการนี้ชื่อ Zuzalu และถูกเรียกว่า "Pop-up City" หรือเมืองชั่วคราว
ผู้เข้าร่วมเป็นคนจากหลายสาย ทั้งนักพัฒนาคริปโต นักวิจัย AI ผู้เชี่ยวชาญด้านการยืดอายุขัย (Longevity) วิทยาศาสตร์แบบกระจายศูนย์ (DeSci) และการปกครอง พวกเขาใช้ชีวิต ทำงาน และทดลองเครื่องมือใหม่ร่วมกัน หนึ่งในผลงานที่ออกมาจริงคือ Zupass ระบบยืนยันตัวตนด้วย Zero-Knowledge Proof ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสมาชิกโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

กรณีศึกษา Zuzalu เมืองชั่วคราวที่ประเทศมอนเตเนโกร ปี 2023 ภาพ: Gitcoin
กรณีศึกษาของ Gitcoin ระบุว่าภายใน 18 เดือนหลัง Zuzalu มีหมู่บ้านชั่วคราวลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกว่า 20 แห่งทั่วโลก และบางโครงการอย่าง Edge City กลายเป็นธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ ความผูกพันกับมอนเตเนโกรเริ่มก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะในปี 2022 รัฐบาลมอนเตเนโกรมอบสัญชาติให้ Vitalik ตามข้อริเริ่มของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังในตอนนั้น ซึ่งหวังให้เขาช่วยดึงอุตสาหกรรมบล็อกเชนเข้าประเทศ ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 2025 เขาเขียนบทความชื่อ Let a thousand societies bloom ลงบล็อก
Vitalik บริจาคเงินให้ใครบ้าง
Vitalik เป็นหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของวงการคริปโต การบริจาคของเขามักทำผ่านบล็อกเชนตรงจึงตรวจสอบย้อนหลังได้ รายการสำคัญที่มีแหล่งอ้างอิงมีดังนี้
- ปี 2017: บริจาค Ether มูลค่าราว 763,970 ดอลลาร์ ให้ Machine Intelligence Research Institute องค์กรวิจัยความปลอดภัยของ AI
- ปี 2018: บริจาค Ether มูลค่า 2.4 ล้านดอลลาร์ ให้ SENS Research Foundation ที่วิจัยเรื่องการชะลอวัย
- พฤษภาคม 2021: บริจาค SHIB และ ETH ให้กองทุนโควิดของอินเดีย รายละเอียดด้านล่าง
- ปี 2021: บริจาคเหรียญ Dogelon Mars มูลค่าราว 336 ล้านดอลลาร์ ให้ Methuselah Foundation และเหรียญมูลค่าราว 665 ล้านดอลลาร์ ให้ Future of Life Institute ตามตัวเลขที่ Wikipedia รวบรวม
- สิงหาคม 2024: บริจาค 200 ETH มูลค่าราว 532,398 ดอลลาร์ ให้กองทุน Animal Welfare Fund และขอให้คนที่ส่งเหรียญมีมมาให้เขา บริจาคตรงให้การกุศลแทน
- มกราคม 2025: ขายเหรียญมีมที่มีคนส่งมาให้ มูลค่ารวมราว 2.5 ล้านดอลลาร์ เข้ากองทุน Kanro ที่เขาตั้งขึ้นช่วงโควิดเพื่อทำงานด้านโรคระบาด
รายการที่ดังที่สุดคือวันที่ 13 พฤษภาคม 2021 ช่วงที่อินเดียเจอการระบาดของโควิดระลอกหนัก ทีมผู้สร้างเหรียญ Shiba Inu เคยส่ง SHIB ครึ่งหนึ่งของอุปทานไปไว้ในกระเป๋าของ Vitalik โดยคิดว่าเขาจะไม่แตะ แต่เขาโอน SHIB 50 ล้านล้านเหรียญพร้อม 500 ETH ให้กองทุน India Covid Crypto Relief Fund ที่ Sandeep Nailwal ผู้ร่วมก่อตั้ง Polygon จัดตั้งขึ้น Fortune ประเมินมูลค่า SHIB และเหรียญมีมที่โอนไว้ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ ราคา SHIB ร่วงราว 33% หลังข่าวออก

ข่าว Vitalik Buterin บริจาค SHIB และ ETH ให้กองทุน India Covid Crypto Relief Fund วันที่ 13 พฤษภาคม 2021 ภาพ: Fortune
มูลค่าบนกระดาษกับเงินที่ใช้ได้จริงต่างกันมาก เพราะการขาย SHIB จำนวนมหาศาลโดยไม่ทุบราคาตัวเองเป็นเรื่องยาก Gizmodo ซึ่งอ้างข้อมูลจาก Bloomberg รายงานว่าในช่วงแรกเงินที่ถึงมือผู้รับจริงมีเพียงส่วนน้อยของมูลค่าที่ประกาศ เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีศึกษาว่ามูลค่าตลาดของเหรียญที่สภาพคล่องต่ำไม่เท่ากับเงินสดที่ขายออกมาได้จริง
อีกเรื่องที่สะท้อนจุดยืนของเขาคือสงครามในยูเครน Vitalik เกิดในรัสเซีย แต่เมื่อรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 เขาโพสต์ประณามในช่วงต้นของการบุกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022
"นี่คืออาชญากรรมต่อประชาชนชาวยูเครนและชาวรัสเซีย ขอย้ำว่า Ethereum เป็นกลาง แต่ตัวผมไม่ได้เป็นกลาง"
Vitalik Buterin โพสต์บน Twitter ช่วงรัสเซียบุกยูเครน ปี 2022 (อ้างผ่าน Fortune) ต้นฉบับ "This is a crime against the Ukrainian and Russian people. Reminder: Ethereum is neutral, but I am not."
ประโยคนี้แยกจุดยืนส่วนตัวออกจากตัวโปรโตคอลอย่างชัดเจน Fortune รายงานในเดือนเมษายน 2022 ว่าเขาบริจาค 750 ETH ให้โครงการ Aid for Ukraine ของรัฐบาลยูเครน และอีก 750 ETH ให้ Unchain Fund ที่ทำงานด้านมนุษยธรรม รวม 1,500 ETH มูลค่าราว 5 ล้านดอลลาร์ ที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้ประกาศเอง แต่องค์กรผู้รับเป็นคนเปิดเผย

ข่าว Vitalik Buterin บริจาค 1,500 ETH ช่วยยูเครน เดือนเมษายน 2022 ภาพ: Fortune
ต้นปี 2026 เขายังประกาศกัน Ether ส่วนตัว 16,384 ETH เป็นส่วนของเขาในช่วงที่มูลนิธิรัดเข็มขัด เพื่อใช้ทยอยสร้างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์แบบเปิดที่ตรวจสอบได้ในหลายด้าน เช่น การเงิน การสื่อสาร การปกครอง ระบบปฏิบัติการ ฮาร์ดแวร์ และเทคโนโลยีชีวภาพ The Block รายงานในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 ว่า ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ เขาขายไปแล้ว 17,196 ETH มูลค่าราว 35 ล้านดอลลาร์ เกินแผนเดิม 812 ETH
Ethereum Foundation เปลี่ยนผู้นำอย่างไรในปี 2025 ถึง 2026
ต้นปี 2025 มูลนิธิถูกวิจารณ์จากชุมชนเรื่องความโปร่งใสและกลยุทธ์ จน Vitalik ออกมาบอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทีมผู้นำ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2025 มูลนิธิประกาศให้ Aya Miyaguchi ที่เป็นผู้อำนวยการบริหารมาเจ็ดปี ขยับขึ้นเป็นประธาน ดูแลความสัมพันธ์กับสถาบันและวัฒนธรรมขององค์กร
ตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารถูกแบ่งเป็นสองคน มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2025 คนแรกคือ Hsiao-Wei Wang นักวิจัยของมูลนิธิมาเจ็ดปีที่มีส่วนพัฒนา Beacon Chain อีกคนคือ Tomasz Stańczak ผู้ก่อตั้ง Nethermind หนึ่งในทีมพัฒนาไคลเอนต์หลักของ Ethereum

ประกาศรายชื่อคณะกรรมการ Ethereum Foundation วันที่ 9 มีนาคม 2025 ภาพ: Ethereum Foundation Blog
การจัดทัพครั้งนั้นอยู่ได้ราวหนึ่งปี วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 Stańczak ประกาศลงจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารร่วมในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยให้ Bastian Aue ขึ้นรักษาการแทนคู่กับ Hsiao-Wei Wang เขาให้เหตุผลว่าแผนงานชัดขึ้น เป้าหมายถูกตั้งไว้แล้ว และผู้นำในมูลนิธิมั่นใจตัดสินใจเองมากขึ้น
หลังจากนั้นมีนักวิจัยอาวุโสอีกหลายคนออกหรือพักงาน วันที่ 24 พฤษภาคม 2026 Vitalik เขียนอธิบายทิศทางใหม่ว่ามูลนิธิจะเป็น "เรือที่เล็กกว่าปีก่อนๆ และมีจุดยืนชัดกว่า" (ต้นฉบับ "a smaller ship than in previous years, a more opinionated one" อ้างผ่าน The Block วันที่ 24 พ.ค. 2026) เลือกความยั่งยืนระยะยาวมากกว่าการทำทุกอย่าง ซึ่งหมายความว่าจะขาย ETH น้อยลง และจะโฟกัสเฉพาะคุณสมบัติที่เรียกรวมว่า CROPS ได้แก่ การต้านการเซ็นเซอร์และการถูกยึดครอง (Censorship and Capture Resistance) โอเพนซอร์ส (Open Source) ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และความปลอดภัย (Security)

ข่าว Vitalik Buterin บอกว่า Ethereum Foundation จะเล็กลงและขาย ETH น้อยลง วันที่ 24 พฤษภาคม 2026 ภาพ: The Block
ข้อมูลที่ The Block สรุปไว้ในข่าวเดียวกันระบุว่า ปัจจุบันมูลนิธิถือ Ether เพียงราว 0.16% ของอุปทานทั้งหมด ลดลงจากราว 6 ล้าน ETH ที่ได้มาตอนขายเหรียญปี 2014 ตัวเลขนี้ตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่ามูลนิธิยังถือเหรียญมากพอจะคุมตลาดหรือไม่
ปี 2026 Vitalik วางแผนอนาคต Ethereum ไว้อย่างไร
วันที่ 16 มกราคม 2026 Vitalik ประกาศว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ Ethereum ทวงคืนสิ่งที่เสียไปในเรื่องการพึ่งตัวเองได้ (Self-Sovereignty) และการไม่ต้องไว้ใจใคร (Trustlessness) เขายอมรับว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมามีการประนีประนอมหลายจุดเพื่อให้ใช้งานง่ายและขยายตัวได้ เช่น ผู้ใช้ส่วนใหญ่พึ่งผู้ให้บริการโหนดรายใหญ่แทนการตรวจเชนเอง แผนที่เขาพูดถึงมีทั้ง Kohaku ชุดเครื่องมือความเป็นส่วนตัว ไคลเอนต์ Helios ที่ตรวจเชนได้เองแบบเบาๆ และกระเป๋าเงินแบบ Social Recovery
เดือนกรกฎาคม 2026 หลังการประชุมนักวิจัยที่เบอร์ลินในเดือนมิถุนายน เขาเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Lean Ethereum เป็นการปรับใหญ่ระดับเดียวกับ The Merge ที่ต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปี ลำดับความสำคัญคือการต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัม การขยายตัว และความเป็นส่วนตัว ควบคู่กับโพสต์วิจัยชื่อ The Extremely Lean Chain ที่เสนอใช้ STARK แบบซ้อนกันเพื่อลดข้อมูลบนเชนให้เหลือน้อยที่สุด
วันที่ 27 กันยายน 2026 เขาเผยแพร่บทความ The cryptographic world computer ที่วาดภาพ Ethereum ปี 2030 ว่าจะไม่ใช่แค่บล็อกเชนอีกต่อไป แต่เป็นระบบผสมระหว่างบล็อกเชนกับการเข้ารหัสสมัยใหม่ เช่น Zero-Knowledge Proof ที่ให้ตรวจบล็อกด้วยการพิสูจน์แทนการรันซ้ำ The Block สรุปเป้าในบทความว่า บล็อกจะยืนยันถาวรภายใน 8 ถึง 32 วินาที และรอบบล็อกสั้นลงเหลือ 4 ถึง 8 วินาที

โพสต์ The cryptographic world computer วิสัยทัศน์ Ethereum ปี 2030 วันที่ 27 กันยายน 2026 ภาพ: vitalik.eth.limo
ในระยะใกล้ อัปเกรดถัดไปชื่อ Glamsterdam ซึ่งมีจุดเด่นคือการฝังกลไกแยกผู้เสนอบล็อกกับผู้สร้างบล็อกไว้ในโปรโตคอล (ePBS ตาม EIP-7732) และรายการเข้าถึงข้อมูลระดับบล็อก (EIP-7928) ที่ช่วยให้ประมวลผลธุรกรรมแบบขนานได้ ประกาศของ Ethereum Foundation วันที่ 17 กันยายน 2026 ระบุว่า Glamsterdam มีกำหนดเปิดใช้บนเครือข่ายทดสอบ Sepolia วันที่ 6 ตุลาคม 2026 ส่วนวันเปิดบนเครือข่ายจริงยังไม่ได้กำหนด The Block รายงานโดยอ้างโพสต์ของ Ethereum Foundation ว่าคาดว่าจะเปิดใช้บนเครือข่ายจริงในไตรมาส 4 ปี 2026 และ Vitalik มองว่าอัปเกรด Hegota ที่ตามมาน่าจะเป็นฟอร์ก "แบบปกติ" ครั้งสุดท้าย ก่อนที่งานจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องการพิสูจน์ด้วย STARK การตรวจโค้ดเชิงคณิตศาสตร์ และการเข้ารหัสที่ทนคอมพิวเตอร์ควอนตัม

ประกาศของ Ethereum Foundation วันที่ 17 กันยายน 2026 กำหนดเปิดอัปเกรด Glamsterdam บนเครือข่ายทดสอบ Sepolia วันที่ 6 ตุลาคม 2026 ภาพ: Ethereum Foundation Blog
Vitalik เคยมาประเทศไทยไหม
เคย ช่วงวันที่ 12 ถึง 15 พฤศจิกายน 2024 กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพงาน Devcon 7 หรือ Devcon SEA งานประชุมนักพัฒนา Ethereum ระดับโลกที่ Ethereum Foundation เป็นผู้จัด ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) บล็อกของมูลนิธิเรียกงานนี้ว่าการรวมตัวของชุมชน Ethereum ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หกสัปดาห์ก่อนงานมีการขายตั๋วไปแล้วเกือบ 8,000 ใบ และมีผู้สมัครเป็นวิทยากรเกือบ 3,000 คน มากเป็นสองเท่าของ Devcon ครั้งก่อน
ข่าวของ QSNCC ก่อนเปิดงานระบุว่าคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานมากกว่า 12,000 คน เกือบ 30% มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และราว 10% มาจากประเทศไทย งานมีเวทีหลักหกเวที และวันก่อนเปิดงานมี EthSEA Day ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าร่วมด้วยค่าเข้าเพียง 5 ดอลลาร์

ประกาศของ Ethereum Foundation หกสัปดาห์ก่อนงาน Devcon SEA ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ วันที่ 12 ถึง 15 พฤศจิกายน 2024 ภาพ: Ethereum Foundation Blog
Vitalik ขึ้นเวทีเปิดงานด้วย Keynote ประจำตัวของเขาชื่อ Ethereum in 30 minutes อธิบายภาพรวมของ Ethereum ในฐานะคอมพิวเตอร์โลกแบบกระจายศูนย์ ตั้งแต่ Layer 1 ที่เป็นฐานความน่าเชื่อถือ ไปจนถึง Layer 2 ที่ช่วยขยายความสามารถ และย้ำเรื่องการกระจายศูนย์และความหลากหลายของไคลเอนต์ นอกจากนี้เขายังร่วมพิธีเปิดกับ Aya Miyaguchi และทีมผู้จัดงาน

Keynote เปิดงาน Devcon 7 ของ Vitalik Buterin ที่กรุงเทพฯ เดือนพฤศจิกายน 2024 ภาพ: Devcon Archive
นอกเวทีประชุม Bangkok Post รายงานว่า Vitalik ไปเยี่ยมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี เพื่อดูหมูเด้ง ลูกฮิปโปแคระที่โด่งดังไปทั่วโลกในปีนั้น โดยใส่เสื้อลายหมูเด้งไปด้วย และยังมีคนพบเขานั่งรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ปะปนกับผู้โดยสารทั่วไป
สำหรับคนไทยที่สนใจ ETH หรือเหรียญบนเครือข่าย Ethereum ควรซื้อขายผ่านผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และศึกษาความเสี่ยงก่อนเสมอ อ่านพื้นฐานของเครือข่ายเพิ่มเติมได้ที่ Ethereum คืออะไร และ Smart Contract คืออะไร
ไทม์ไลน์ชีวิต Vitalik Buterin ตั้งแต่เกิดจนถึงปี 2026
สรุปเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของ Vitalik Buterin และ Ethereum เรียงตามลำดับเวลา

Vitalik Buterin ภาพถ่ายเดือนมิถุนายน 2016 ภาพ: Romanpoet (CC BY-SA 4.0) ผ่าน Wikimedia Commons
- 31 มกราคม 1994: เกิดที่เมือง Kolomna ประเทศรัสเซีย
- ราวปี 2000: ครอบครัวย้ายไปแคนาดาตอนเขาอายุ 6 ปี
- ปี 2011: รู้จัก Bitcoin จากพ่อ เขียนให้ Bitcoin Weekly และในเดือนกันยายนร่วมก่อตั้ง Bitcoin Magazine
- ปี 2012: ได้เหรียญทองแดงคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ
- 27 พฤศจิกายน 2013: เผยแพร่ Ethereum Whitepaper
- 26 มกราคม 2014: ประกาศ Ethereum ต่อสาธารณะที่เมือง Miami
- 2 มิถุนายน 2014: ได้รับทุน Thiel Fellowship และลาออกจากมหาวิทยาลัย
- 22 กรกฎาคม ถึง 2 กันยายน 2014: ขาย Ether ได้กว่า 60 ล้าน ETH มูลค่าราว 18.3 ล้านดอลลาร์
- 30 กรกฎาคม 2015: เครือข่าย Ethereum เปิดตัวรุ่น Frontier
- 20 กรกฎาคม 2016: Hard Fork หลังเหตุการณ์ The DAO เกิด Ethereum Classic
- 1 ธันวาคม 2020: Beacon Chain เริ่มทำงาน
- 13 พฤษภาคม 2021: บริจาค SHIB และ ETH ให้กองทุนโควิดอินเดีย
- 5 สิงหาคม 2021: อัปเกรด London เปิดใช้ EIP-1559
- ปี 2022: ประณามการบุกยูเครน บริจาค 1,500 ETH และได้รับสัญชาติมอนเตเนโกร
- 15 กันยายน 2022: The Merge เปลี่ยนเป็น Proof of Stake
- 25 มีนาคม ถึง 25 พฤษภาคม 2023: จัด Zuzalu ที่มอนเตเนโกร
- 27 พฤศจิกายน 2023: เผยแพร่บทความ My techno-optimism เปิดตัวแนวคิด d/acc
- 13 มีนาคม 2024: อัปเกรด Dencun เปิดใช้ EIP-4844
- 23 กรกฎาคม 2024: Spot ETH ETF เริ่มซื้อขายในสหรัฐ
- 14 ถึง 29 ตุลาคม 2024: เขียนซีรีส์ Possible futures of the Ethereum protocol
- 12 ถึง 15 พฤศจิกายน 2024: Devcon 7 ที่กรุงเทพฯ
- 17 มีนาคม 2025: Ethereum Foundation มีผู้อำนวยการบริหารร่วมสองคน
- 7 พฤษภาคม 2025: อัปเกรด Pectra
- 24 สิงหาคม 2025: ETH ทำจุดสูงสุดตลอดกาลราว 4,946 ดอลลาร์
- 3 ธันวาคม 2025: อัปเกรด Fusaka
- กุมภาพันธ์ 2026: Tomasz Stańczak ลงจากตำแหน่ง Bastian Aue รักษาการแทน
- 24 พฤษภาคม 2026: ประกาศให้มูลนิธิเล็กลงและโฟกัส CROPS
- กรกฎาคม 2026: เสนอแนวคิด Lean Ethereum
- 17 กันยายน 2026: Ethereum Foundation ประกาศกำหนดเปิด Glamsterdam บนเครือข่ายทดสอบ Sepolia วันที่ 6 ตุลาคม 2026
- 27 กันยายน 2026: เผยแพร่วิสัยทัศน์ The cryptographic world computer
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Vitalik Buterin
Vitalik Buterin เป็นคนชาติอะไร อายุเท่าไหร่
Vitalik เกิดในรัสเซียเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1994 ย้ายไปเติบโตที่แคนาดาตั้งแต่อายุ 6 ปี จึงถือสัญชาติรัสเซียและแคนาดา และได้สัญชาติมอนเตเนโกรเพิ่มในปี 2022 ณ เดือนตุลาคม 2026 เขาอายุ 32 ปี
Vitalik Buterin เป็นเจ้าของ Ethereum ใช่ไหม
ไม่ใช่ Ethereum เป็นเครือข่ายเปิดที่ไม่มีเจ้าของ Vitalik เป็นผู้คิดค้นและผู้ร่วมก่อตั้ง และเป็นกรรมการของ Ethereum Foundation แต่การอัปเกรดเครือข่ายต้องผ่านกระบวนการ EIP และต้องให้ผู้รันโหนดทั่วโลกยอมรับ เหตุการณ์ The DAO ปี 2016 ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนที่ไม่เห็นด้วยสามารถแยกไปรันเชนของตัวเองได้

เว็บไซต์รวมข้อเสนอปรับปรุง Ethereum (EIP) ช่องทางที่ทุกการอัปเกรดต้องผ่าน ภาพ: eips.ethereum.org
Vitalik เขียน Ethereum Whitepaper ตอนอายุเท่าไหร่
เขาเผยแพร่ Whitepaper เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2013 ตอนอายุ 19 ปี และเครือข่ายเปิดตัวจริงเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2015 ตอนเขาอายุ 21 ปี
Ethereum Classic เกิดขึ้นได้อย่างไร
Ethereum Classic คือเชนเดิมของ Ethereum ที่ไม่ยอมรับการ Hard Fork เพื่อคืนเงินจากเหตุการณ์ The DAO ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2016 ผู้ที่ยึดหลักว่าห้ามแก้ประวัติบล็อกเชนยังคงรันเชนเดิมต่อ จึงเกิดเป็นสองเชนจนถึงปัจจุบัน

หน้าประวัติของ Ethereum Classic เชนเดิมที่ไม่ยอมรับการฟอร์กหลังเหตุการณ์ The DAO ภาพ: ethereumclassic.org
The Merge ทำให้ค่าธรรมเนียม Ethereum ถูกลงไหม
ไม่ The Merge เปลี่ยนวิธีสร้างฉันทามติจาก Proof of Work เป็น Proof of Stake ลดการใช้พลังงานลงราว 99.95% และลดการออกเหรียญใหม่ แต่ไม่ได้ลดค่าธรรมเนียมโดยตรง ค่าธรรมเนียมบน Layer 2 ลดลงมากหลังอัปเกรด Dencun ในเดือนมีนาคม 2024
Ultrasound Money หมายความว่าอะไร
เป็นฉายาที่ชุมชนตั้งให้ Ether หลัง EIP-1559 เริ่มเผา Base Fee ทิ้ง แนวคิดคือถ้าการเผามากกว่าการออกเหรียญใหม่ อุปทาน Ether จะลดลงได้ ช่วงหลัง The Merge อุปทานลดลงจริงอยู่ระยะหนึ่ง แต่หลังปี 2024 การเผาลดลง ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2026 อุปทานอยู่ที่ราว 122.11 ล้าน ETH สูงกว่าช่วง The Merge

เว็บไซต์ ultrasound.money ที่ติดตามการเผาและอุปทานของ ETH ภาพ: ultrasound.money
d/acc คืออะไร
d/acc คือแนวคิดที่ Vitalik เสนอในปี 2023 ว่าควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยป้องกัน กระจายอำนาจ และส่งเสริมประชาธิปไตยก่อน ตัว d หมายถึงได้หลายคำ ทั้ง Defense, Decentralization, Democracy และ Differential
Vitalik เคยมาไทยไหม
เคย เขาเป็นวิทยากรเปิดงาน Devcon 7 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12 ถึง 15 พฤศจิกายน 2024 และมีข่าวว่าเขาไปเยี่ยมหมูเด้งที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวในช่วงเดียวกัน
สรุป: Vitalik Buterin นักวิจัยที่ยังกำหนดทิศทาง Ethereum
Vitalik Buterin เริ่มจากเด็กที่เขียนบทความแลก Bitcoin 5 BTC จนเขียน Whitepaper ที่ให้กำเนิด Ethereum ตอนอายุ 19 ปี เครือข่ายที่เขาคิดขึ้นผ่านทั้งวิกฤต The DAO การรวมเชนครั้งใหญ่ใน The Merge และการขยายตัวผ่าน Layer 2 โดยที่เขายังคงเป็นผู้เขียนข้อเสนอสำคัญและผู้วาดแผนระยะยาวมาจนถึงปี 2026
สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากผู้ก่อตั้งโปรเจกต์คริปโตส่วนใหญ่คือการเขียนความคิดทุกอย่างให้คนอื่นอ่านและเถียงได้ ทั้งเรื่องโปรโตคอล AI ความเป็นส่วนตัว และการปกครอง พร้อมยอมรับความผิดพลาดและการประนีประนอมที่ผ่านมาอย่างเปิดเผย ปี 2026 เขาเลือกให้มูลนิธิเล็กลงและกลับไปยึดหลักการพื้นฐาน คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ Ethereum จะทำได้ตามวิสัยทัศน์คอมพิวเตอร์โลกที่ใช้การเข้ารหัสภายในปี 2030 ได้จริงหรือไม่
อ่านประวัติบุคคลสำคัญคนอื่นในโลกคริปโตต่อได้ที่ บุคคลสำคัญในโลกคริปโต ทำความรู้จักเครือข่ายเพิ่มเติมได้ที่ Ethereum 2.0 คืออะไร ส่วนศัพท์คริปโตคำอื่นดูได้ที่ รวมศัพท์คริปโต A-Z
บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจลงทุนใน ETH หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นควรศึกษาความเสี่ยง และเลือกซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.
ภาพปก: Vitalik Buterin โดย John Phillips/TechCrunch (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons ดัดแปลงโดย Bitcoin Addict