Narrative คืออะไร ทำไมกระแสขับเคลื่อนราคาคริปโตได้มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Narrative คืออะไร ทำไมกระแสขับเคลื่อนราคาคริปโตได้มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน

Narrative crypto คือกระแสที่ดันราคาเหรียญได้แม้ไม่มีปัจจัยพื้นฐาน เจาะ Narrative ระยะสั้น-ระยะยาว ตัวอย่างจริงจาก Metaverse ถึง AI Agent พร้อมความเสี่ยงที่ต้องรู้

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ต่อจาก Tokenomics คืออะไร วิเคราะห์มูลค่าเหรียญเบื้องต้น (เร็วๆ นี้) และ On-Chain Analysis คืออะไร อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

เคยไหมที่เปิดทวิตเตอร์หรือกลุ่มเฟซบุ๊กสายคริปโตแล้วเจอเหตุการณ์แปลกๆ อยู่ดีๆ นักวิเคราะห์และอินฟลูเอนเซอร์หลายคนที่ไม่ได้รู้จักกันก็เริ่มพูดถึงเหรียญกลุ่มเดียวกันพร้อมๆ กันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันแค่ไม่กี่วัน ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อนแทบไม่มีใครพูดถึงเหรียญกลุ่มนี้เลย หรือลองเปิดดูราคาเหรียญสัก 10 ตัวที่มีคำว่า "AI" ติดอยู่ในชื่อโปรเจกต์ แล้วพบว่าทุกตัวขึ้นพร้อมกันเป็นแท่งเขียวยกแผงในวันเดียวกัน ทั้งที่แต่ละโปรเจกต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย บางตัวยังไม่มีสินค้าจริงให้ใช้งานด้วยซ้ำ นั่นคือจุดที่คนส่วนใหญ่เจอปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Narrative เป็นครั้งแรกโดยไม่รู้ตัวว่ามันมีชื่อเรียก

ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหรียญเหล่านั้นจู่ๆ ก็มีเทคโนโลยีดีขึ้นพร้อมกันในคืนเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า "กระแส" หรือ "เรื่องเล่า" ที่กำลังไหลเวียนอยู่ในตลาด ณ ช่วงเวลานั้น บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่ Narrative คืออะไรกันแน่ ทำไมมันถึงขยับราคาได้แม้ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไปจนถึงตัวอย่างจริงในประวัติศาสตร์คริปโตตั้งแต่ยุค Metaverse จนถึงกระแสล่าสุดที่กำลังถูกพูดถึงในปี 2026 พร้อมวิธีติดตามกระแสและความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนเข้าไปเล่นเกมนี้

จำลองสถานการณ์ที่คนทั่วไปมักเจอ Narrative เป็นครั้งแรก คือเห็นเหรียญกลุ่มที่มีธีมเดียวกันขึ้นราคาพร้อมกันทั้งที่แต่ละโปรเจกต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกันจริง

ภาพ: จำลองสถานการณ์ที่คนทั่วไปมักเจอ Narrative เป็นครั้งแรก คือเห็นเหรียญกลุ่มที่มีธีมเดียวกันขึ้นราคาพร้อมกันทั้งที่แต่ละโปรเจกต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกันจริง

Narrative คืออะไร ต่างจากการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานยังไง

คำว่า "Narrative" แปลตรงตัวเป็นไทยคือ "เรื่องเล่าหรือเนื้อเรื่อง" ซึ่งฟังดูไม่เกี่ยวกับการลงทุนเลย แต่เมื่อนำไปรวมกับคำว่า Investment จนเป็น Investment Narrative ความหมายจะเปลี่ยนไปทันทีเป็น "การลงทุนตามแนวโน้มและกระแสของตลาด" คือการที่นักลงทุนตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ตามเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นหรือมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าจะตัดสินใจซื้อขายตามปัจจัยพื้นฐานของโปรเจกต์นั้นๆ

จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ การลงทุนตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) จะดูที่ตัวเทคโนโลยี ทีมพัฒนา รายได้ หรือการใช้งานจริงของโปรเจกต์เป็นหลัก ราคาจะขยับตามสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างช้าเพราะต้องรอให้ผลลัพธ์จริงเกิดขึ้นก่อน ในขณะที่ Narrative สามารถดันราคาขึ้นได้ล่วงหน้าก่อนที่ปัจจัยพื้นฐานจะตามทัน หรือในบางกรณีดันราคาขึ้นได้โดยที่ปัจจัยพื้นฐานไม่เคยตามทันเลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญกว่านั้นคือ Narrative สามารถจางหายไปได้แม้ปัจจัยพื้นฐานของโปรเจกต์นั้นจะยังคงดีอยู่เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนราคาไม่ใช่ตัวเลขงบการเงินหรือการใช้งานจริง แต่คือความสนใจของตลาด ณ ขณะนั้น

เบื้องหลังพฤติกรรมนี้คืออารมณ์ ความกลัว และความโลภของนักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังสือสอนการลงทุนหลายสำนักมักพูดถึงในหัวข้อจิตวิทยาการลงทุน (Investment Mindset) เพราะเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์พื้นฐานหรือกราฟเทคนิคัล ในช่วงที่กระแสเริ่มก่อตัว คนกลุ่มเล็กๆ ทั้งนักลงทุนรายใหญ่และสถาบันจะเริ่มพูดถึงธีมที่น่าสนใจก่อน พอกระแสเป็นที่รู้จักวงกว้างขึ้น ราคาก็จะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ดึงดูดรายย่อยเข้ามาซื้อตามจากความกลัวตกรถ และถ้ากระแสนั้นเป็นเพียงกระแสชั่วคราวที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับมากพอ สุดท้ายก็จะถูกเทขายทำกำไรโดยคนที่เข้าซื้อก่อนตลาดจะรู้ตัว

เปรียบเทียบว่าการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานกับการลงทุนตาม Narrative ต่างกันตรงไหน โดยเฉพาะเรื่องความเร็วในการตอบสนองของราคาต่อข่าวหรือกระแส

ภาพ: เปรียบเทียบว่าการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานกับการลงทุนตาม Narrative ต่างกันตรงไหน โดยเฉพาะเรื่องความเร็วในการตอบสนองของราคาต่อข่าวหรือกระแส

ทำไมกระแสถึงเอาชนะปัจจัยพื้นฐานได้ในตลาดคริปโต

ในตลาดหุ้นดั้งเดิม (Traditional Finance) การเก็งกำไรตามกระแสไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเท่าไหร่ เพราะหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่คนคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น อุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ หรือธนาคาร ส่วนหุ้นเติบโต (Growth Stock) ก็มักเป็นธุรกิจที่มีผู้เล่นน้อยรายจนไม่สามารถกลายเป็นกระแสหลักในวงกว้างได้ง่ายๆ แต่ตลาดคริปโตกลับตรงกันข้าม เพราะเป็นตลาดที่ยังใหม่ นักลงทุนจำนวนมากมั่งคั่งขึ้นจากการเก็งกำไรมากกว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เมื่อรวมกับอารมณ์และความโลภของผู้เล่นในตลาดที่ล้นหลาม ทำให้เหรียญกลุ่มที่โดนเก็ง Narrative สามารถพุ่งได้รุนแรงกว่าตลาดหุ้นหลายสิบถึงร้อยเท่า

เหตุผลที่กระแสมีพลังขนาดนี้ในคริปโตมาจากปัจจัยที่เสริมกันหลายชั้น ชั้นแรกคือเรื่อง "เศรษฐศาสตร์ความสนใจ" (Attention Economy) ตลาดคริปโตเปิดทำการ 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่มีเวลาปิดตลาดให้อารมณ์สงบลงเหมือนหุ้น ข้อมูลไหลผ่านโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ ใครก็ตามที่ดึงความสนใจของตลาดได้ก่อนก็มีโอกาสได้เปรียบ ชั้นที่สองคือการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างเซกเตอร์ (Capital Rotation) เพราะเงินที่ไหลเข้าตลาดคริปโตในแต่ละรอบมีจำกัด เมื่อกระแสหนึ่งเริ่มอิ่มตัว เงินก็จะไหลออกไปหาธีมใหม่ที่ยังไม่ขึ้นราคา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เซกเตอร์ต่างๆ ผลัดกันเป็นพระเอกในแต่ละช่วงเวลา ชั้นที่สามคือแรงขยายจากโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้กระแสหนึ่งกลายเป็นเรื่องพูดถึงในวงกว้างได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง และชั้นสุดท้ายคือวงจรเงินทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (VC) ที่มักลงทุนตามธีมเดียวกันเป็นคลื่นๆ เมื่อกองทุนกลุ่มหนึ่งเริ่มทุ่มเม็ดเงินเข้าไปในเซกเตอร์ใดเซกเตอร์หนึ่ง ก็มักดึงความสนใจของตลาดโดยรวมตามไปด้วย

สรุป 4 ชั้นของปัจจัยที่ทำให้กระแส Narrative มีพลังขับเคลื่อนราคาในตลาดคริปโตได้มากกว่าตลาดการเงินทั่วไป

ภาพ: สรุป 4 ชั้นของปัจจัยที่ทำให้กระแส Narrative มีพลังขับเคลื่อนราคาในตลาดคริปโตได้มากกว่าตลาดการเงินทั่วไป

Narrative ระยะสั้น กับ Narrative ระยะยาว เกมคนละแบบที่ต้องเล่นต่างกัน

การเก็ง Narrative ในตลาดคริปโตแบ่งได้เป็นสองรูปแบบที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

Narrative ระยะสั้น ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความโลภ และความสนุกของนักลงทุน แทบไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ มักเกิดถี่ในช่วงตลาดขาลงที่ยาวนาน เพราะนักลงทุนทำกำไรจากเหรียญใหญ่อย่าง BTC หรือ ETH ไม่ได้ จึงหันไปหาเหรียญนอกสายตาเพื่อเก็งกำไรแทน วัฏจักรของ Narrative แบบนี้สั้นมาก มักอยู่แค่ไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน ผลตอบแทนที่คาดหวังสูงมาก (ตั้งแต่ 100% ไปจนถึงหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์) แต่ก็มีโอกาสสูงเช่นกันที่เงินต้นจะเหลือศูนย์ ผู้เขียนอธิบายรูปแบบการสร้างกระแสประเภทนี้ไว้เป็นขั้นตอนคร่าวๆ คือเริ่มจากสร้างเหรียญแบบ "Fair Launch" ที่ทุกคนซื้อได้พร้อมกันในราคาเดียวเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นธรรมและดึงชุมชนเข้ามาสนับสนุน ตามด้วยการกระจายข่าวให้วงในหรือนักลงทุนรายใหญ่ช่วยกันซื้อดันราคาช่วงแรก จากนั้นจึงจ้าง Influencer หรือ KOL มาช่วยพูดถึงเหรียญให้รายย่อยรู้จักมากขึ้น จนสุดท้ายกลายเป็นกระแสหลักที่ดึงแรงซื้อจากความโลภและความกลัวตกรถของรายย่อยเข้ามาเสริมอีกชั้น

Narrative ระยะยาว มีแนวคิดใกล้เคียงกับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investors) ในตลาดหุ้นมากกว่า คือมีการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก่อนลงทุน เลือกโปรเจกต์ที่เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมหรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และมองภาพใหญ่ว่าเทคโนโลยีกำลังเดินไปทิศทางไหน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีของ Ethereum ที่มีเป้าหมายระยะยาวคือการเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลก (Mass Adoption) ระหว่างทางไปสู่เป้าหมายนั้นก็เกิด Narrative ย่อยขึ้นมาแก้ปัญหาต่างๆ เช่น กลุ่มโปรเจกต์ด้านการเก็บข้อมูลธุรกรรม (Data Availability) อย่าง Celestia ที่ช่วยลดค่าธรรมเนียมของบล็อกเชนที่นำไปใช้ได้หลายสิบเท่า และกลุ่ม Layer 2 อย่าง Arbitrum กับ Optimism ที่ช่วยขยายขีดความสามารถของ Ethereum โดยยังได้รับความปลอดภัยจาก Ethereum โดยตรง โปรเจกต์เหล่านี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อแย่งชิงผู้ใช้งานจาก Ethereum แต่เกิดมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้รากฐานเดิม และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนใหญ่รวมถึงสำนักวิจัยอย่าง Messari อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น Narrative ที่แข็งแกร่งในระยะยาวจริงๆ

เปรียบเทียบลักษณะของ Narrative ระยะสั้นที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความเร็ว กับ Narrative ระยะยาวที่มีปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

ภาพ: เปรียบเทียบลักษณะของ Narrative ระยะสั้นที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความเร็ว กับ Narrative ระยะยาวที่มีปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

ตัวอย่าง Narrative ในประวัติศาสตร์คริปโต จาก Metaverse ถึงกระแสล่าสุด

การเห็นตัวอย่างจริงจะช่วยให้เข้าใจภาพชัดกว่าคำอธิบายเชิงทฤษฎี

Metaverse (ปลายปี 2021) วันที่ 28 ตุลาคม 2021 Facebook ประกาศรีแบรนด์บริษัทเป็น Meta พร้อมประกาศจะสร้างแพลตฟอร์ม Metaverse ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในวันที่คนทั่วโลกยังแทบไม่รู้จักคำว่า Metaverse คำนี้ก็กลายเป็นกระแสหลักของทุกสื่อในชั่วพริบตา เหรียญ SAND ของโปรเจกต์ Sandbox พุ่งจาก 0.76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแตะจุดสูงสุดที่ 8.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมากกว่า 10 เท่าภายในเวลาเพียง 1 เดือน พร้อมดันเหรียญตระกูล Metaverse อื่นอย่าง Decentraland (MANA) และ Enjin (ENJ) ขึ้นตามกันไป แต่เมื่อโลก Metaverse ที่พูดถึงยังไม่เกิดขึ้นจริง ตลาดก็ค่อยๆ ซึมซับความจริงว่าราคาที่ขึ้นมาเป็นเพียงกระแสระยะสั้นจากข่าว สุดท้ายราคาเหรียญกลุ่มนี้ร่วงลงจากจุดสูงสุดมากกว่า -95%

เหรียญมีม Fair Launch (2021-2023) SHIB ถูกสร้างขึ้นช่วงตลาดขาขึ้นเดือนพฤษภาคม 2021 โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานใดๆ นอกจากการเป็นเหรียญตามชื่อสุนัขที่ Elon Musk เลี้ยง อาศัยกระแสของ Dogecoin ที่ Elon Musk พูดถึงบ่อยครั้งจนราคา SHIB พุ่งขึ้นจนมูลค่าตลาดแตะ 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดท็อป 20 เหรียญที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด ส่วนกรณี COQ Inu บน Avalanche ราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 40,000% ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังเปิดตัวช่วงเดือนธันวาคม 2023 โดยได้อานิสงส์จากกระแสเหรียญมีมบน Solana อย่าง BONK ที่พุ่งขึ้นก่อนหน้าจากความคาดหวังว่า Solana จะกลับมายิ่งใหญ่หลังวิกฤต FTX

Telegram Bot (2022-2023) โปรเจกต์บอทช่วยเทรดผ่าน Telegram อย่าง Unibot ที่เปิดตัวเดือนพฤษภาคม 2023 จุดกระแสให้เกิดโปรเจกต์ลักษณะเดียวกันตามมาอีกหลายสิบตัว ราคา Unibot พุ่งขึ้นมากกว่า 6,000% จากจุดเปิดตัวถึงจุดสูงสุดในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ก่อนจะร่วงลงเมื่อกระแสซาลง แต่สิ่งที่ต่างจากกรณี Metaverse หรือเหรียญมีมคือกลุ่ม Telegram Bot ยังมีผู้ใช้งานจริงต่อเนื่องแม้ราคาจะปรับฐานลงแล้ว สะท้อนว่ากระแสนี้มีปัจจัยพื้นฐานบางส่วนรองรับอยู่จริง ไม่ได้เป็นแค่การเก็งกำไรล้วนๆ

ขั้นตอนทั่วไปของการก่อตัวและจางหายของ Narrative ระยะสั้นในตลาดคริปโต ตั้งแต่การเปิดตัวแบบ Fair Launch ไปจนถึงจุดที่กระแสถูกแทนที่ด้วยธีมใหม่

ภาพ: ขั้นตอนทั่วไปของการก่อตัวและจางหายของ Narrative ระยะสั้นในตลาดคริปโต ตั้งแต่การเปิดตัวแบบ Fair Launch ไปจนถึงจุดที่กระแสถูกแทนที่ด้วยธีมใหม่

Real Yield และ Perpetual DEX (2022-2023) ในช่วงตลาดหมี นักลงทุนหันมาสนใจเหรียญที่สร้างรายได้จากการใช้งานจริงแทนเหรียญที่แจกรางวัลจูงใจแบบเงินเฟ้อ โปรเจกต์อย่าง GMX ที่ให้บริการเทรด Perpetual Futures ราคาพุ่งขึ้นกว่า 500% ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ส่วน Level Finance ที่เปิดตัวต้นปี 2023 ราคาเหรียญ LVL พุ่งกว่า 50 เท่าตัวภายในไม่ถึง 4 เดือน จากการที่นักลงทุนแห่ตามหาโปรเจกต์รูปแบบเดียวกัน

AI และคริปโต (2023-2024) กระแส AI จากการมาของ ChatGPT ในช่วงปี 2023 ไม่ได้ดันแค่หุ้นเทคโนโลยีอย่าง NVIDIA ที่ราคาพุ่งขึ้นกว่า 270% ตั้งแต่ปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2024 แต่ยังลามมาถึงเหรียญคริปโตที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันอย่าง RENDER ซึ่งให้บริการประมวลผลกราฟิกแบบกระจายศูนย์ ราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 970% ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ก็ผันผวนรุนแรงกว่ามาก โดยเคยร่วงหนักกว่า 50% ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าโดยทั่วไปคริปโตมักขยายทั้งกำไรและความเสี่ยงของกระแสเดียวกันให้รุนแรงกว่าตลาดหุ้น

จากนั้นตลาดก็หมุนเวียนไปหา Narrative ใหม่ต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2024-2026 เริ่มจากกระแส AI Agent ที่มาแรงตลอดปี 2024 จากแพลตฟอร์มอย่าง Virtuals Protocol และ ai16z ที่เปิดให้คนสร้างบอท AI ของตัวเองมาทำงานหรือเทรดบนเชนได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ตามมาด้วยกระแสการนำสินทรัพย์โลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน หรือ RWA Tokenization ที่ได้แรงหนุนสำคัญจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง BlackRock ที่เข้ามาเปิดกองทุนโทเคนไนซ์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2024 พร้อมกับกระแส Restaking ที่ต่อยอดจากโปรเจกต์อย่าง EigenLayer ให้เหรียญที่ Stake ไว้แล้วสามารถนำไปค้ำความปลอดภัยให้ระบบอื่นซ้อนได้อีกชั้น เข้าสู่ปี 2025-2026 กระแสเริ่มขยับไปที่จุดตัดระหว่าง AI กับโครงสร้างพื้นฐานจริง (AI x DePIN) และ Stablecoin ที่ถูกใช้เป็นช่องทางชำระเงินในโลกจริงมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดกับ Metaverse หรือ AI Agent มาก่อน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อธีมไปตามยุคสมัย

ไทม์ไลน์ตัวอย่าง Narrative สำคัญในตลาดคริปโตตั้งแต่กระแส Metaverse ปี 2021 จนถึงกระแส RWA และ Restaking ที่กำลังถูกพูดถึงในปี 2026

ภาพ: ไทม์ไลน์ตัวอย่าง Narrative สำคัญในตลาดคริปโตตั้งแต่กระแส Metaverse ปี 2021 จนถึงกระแส RWA และ Restaking ที่กำลังถูกพูดถึงในปี 2026

จะติดตามกระแส Narrative ได้จากที่ไหนบ้าง

การอยากเป็นคนแรกที่เจอ Narrative และเข้าซื้อก่อนตลาดจะรู้ตัวเป็นสถานการณ์ในอุดมคติที่ทำได้ยากมากและมีความเสี่ยงสูง สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำได้จริงคือการฝึกสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกว่ากระแสหนึ่งกำลังก่อตัวหรือกำลังอิ่มตัวแล้ว ซึ่งมีแหล่งข้อมูลหลักๆ อยู่ 3 ทาง

ทางแรกคือการติดตามความเคลื่อนไหวทางความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย (Social Sentiment) เพราะ Narrative มักเริ่มก่อตัวจากการพูดถึงของคนกลุ่มเล็กก่อนขยายวงกว้าง การสังเกตว่าเริ่มมีหลายบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องกันพูดถึงธีมเดียวกันพร้อมๆ กันในช่วงเวลาสั้นๆ มักเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ชัดที่สุด ทางที่สองคือข้อมูลการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างเซกเตอร์บนเชนโดยตรง เช่น ดูว่าเม็ดเงินฝากรวม (Total Value Locked) ในเซกเตอร์ไหนกำลังเติบโตเร็วผิดปกติเมื่อเทียบกับเซกเตอร์อื่น หรือปริมาณธุรกรรมของกลุ่มโปรเจกต์ใดพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ทางที่สามคือการติดตามข่าวการระดมทุนของกองทุน VC เพราะเงินทุนจากสถาบันมักไหลเข้าธีมเดียวกันเป็นคลื่น การที่กองทุนใหญ่หลายเจ้าเริ่มประกาศลงทุนในเซกเตอร์เดียวกันติดๆ กันมักเป็นสัญญาณว่าเซกเตอร์นั้นกำลังจะกลายเป็นกระแสในไม่ช้า

สรุป 3 แหล่งสัญญาณหลักที่ใช้สังเกตว่า Narrative ใดกำลังก่อตัวขึ้นในตลาดคริปโต ตั้งแต่ความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียไปจนถึงข่าวการระดมทุนของกองทุน

ภาพ: สรุป 3 แหล่งสัญญาณหลักที่ใช้สังเกตว่า Narrative ใดกำลังก่อตัวขึ้นในตลาดคริปโต ตั้งแต่ความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียไปจนถึงข่าวการระดมทุนของกองทุน

ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ ไล่ตามกระแสไม่ทันคือถือของทิ้งไว้คนเดียว

ตรงนี้คือจุดที่ต้องพูดให้ตรงและไม่เคลือบน้ำตาล การลงทุนตาม Narrative โดยเฉพาะแบบระยะสั้นนั้นมีธรรมชาติใกล้เคียงกับการไล่ตามโมเมนตัมมากกว่าการลงทุนตามความหมายดั้งเดิม เพราะราคาที่ขึ้นมาไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานรองรับมากพอ นักลงทุนที่เข้าซื้อช่วงท้ายของกระแสมักเป็นคนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากไม่มีทางรู้แน่ชัดว่ากระแสนั้นจะจบลงเมื่อไหร่ ราคาที่ขึ้นมาแล้วอาจยังไปต่อได้อีก หรืออาจกำลังจะถูกเทขายในวันถัดไปก็ได้เช่นกัน

ความเสี่ยงสำคัญอีกอย่างคือการตีความสัญญาณผิด เมื่อราคาสินทรัพย์เริ่มถูกเทขายหลังขึ้นมาสูงมากแล้ว นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากมักอนุมานไปเองว่าเป็นการเทขายทำกำไรระยะสั้นตามปกติ คิดว่าราคาจะไปต่อได้อีก ทั้งที่ในความเป็นจริงนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการจบรอบกระแสนั้นไปตลอดกาล และเมื่อ Narrative หนึ่งเริ่มเพลาลงหรือมี Narrative ใหม่มาแทนที่ สินทรัพย์กลุ่มเดิมก็อาจไม่มีวันถูกพูดถึงอีกเลย การเก็ง Narrative ระยะสั้นควรมองด้วยแนวคิดใกล้เคียงกับการซื้อสลากมากกว่าการลงทุน เพราะแทบไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าหลังซื้อแล้วราคาจะขึ้นหรือลง รอบนั้นจบไปแล้วหรือยัง และมีความเสี่ยงที่เงินต้นจะเหลือศูนย์ได้จริงเช่นกัน

ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ การวางตัวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่คือไม่เข้าไปยุ่งกับการขึ้นระยะสั้นที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ส่วนคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้และไม่อยากพลาดโอกาสไปเลย ก็ควรจำกัดสัดส่วนเงินลงทุนให้เป็นเงินที่เสียได้จริง กระจายไปในหลายโปรเจกต์แทนการทุ่มเงินก้อนใหญ่ไปกับตัวเดียว และกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้าเสมอ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ความรู้ว่ากลไกของ Narrative ทำงานอย่างไร ไม่ใช่คำแนะนำให้เข้าไปเก็งกำไรตามกระแสใดกระแสหนึ่ง การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละคนเป็นหลัก

วัฏจักรราคาทั่วไปของ Narrative ระยะสั้น แสดงให้เห็นว่านักลงทุนที่เข้าซื้อช่วงท้ายของกระแสมักเป็นกลุ่มที่แบกรับความเสี่ยงมากที่สุด

ภาพ: วัฏจักรราคาทั่วไปของ Narrative ระยะสั้น แสดงให้เห็นว่านักลงทุนที่เข้าซื้อช่วงท้ายของกระแสมักเป็นกลุ่มที่แบกรับความเสี่ยงมากที่สุด

ตลาดหุ้นไทยก็เคยผ่านปรากฏการณ์นี้มาแล้ว เพียงแต่เป็นคนละสินทรัพย์

Narrative ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดเฉพาะในตลาดคริปโต นักลงทุนไทยที่เคยผ่านตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2022 น่าจะเคยเห็นภาพคล้ายกันมาแล้วโดยไม่รู้ตัว หลังรัฐบาลไทยประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 หุ้นกลุ่มที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจกัญชง-กัญชา เช่น GUNKUL, KWM, RS, BC, IP, DOD และ RBF ต่างถูกนักลงทุนแห่เข้าเก็งกำไรจนราคาปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนและหลังวันปลดล็อก ทั้งที่หลายบริษัทในกลุ่มนี้ยังไม่มีรายได้จริงจากธุรกิจกัญชงกัญชาที่ชัดเจนมากพอจะรองรับราคาที่ขึ้นมา เมื่อผลประกอบการจริงทยอยออกมาไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง นักลงทุนก็เริ่มเทขายทำกำไร ทำให้หุ้นกลุ่มนี้หลายตัวปรับฐานลงแรงและเร็วในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

รูปแบบที่เกิดขึ้นแทบจะเหมือนกับกรณี Metaverse ในโลกคริปโตทุกขั้นตอน เริ่มจากข่าวใหญ่ที่จุดกระแส (ประกาศปลดล็อกกัญชา เทียบกับการรีแบรนด์ของ Facebook) ตามด้วยการไล่ซื้อหุ้นหรือเหรียญที่ "ถูกมองว่าเกี่ยวข้อง" กับธีมนั้นแม้ความเชื่อมโยงจะบางมาก และจบลงด้วยการปรับฐานแรงเมื่อตลาดเริ่มยอมรับว่าปัจจัยพื้นฐานจริงยังตามไม่ทันราคาที่ขึ้นไปก่อน ความต่างหลักๆ มีเพียงเรื่องความถี่และความรุนแรง เพราะตลาดหุ้นไทยมีการกำกับดูแลและเพดานราคาต่อวัน (Ceiling/Floor) ที่ช่วยชะลอความผันผวนได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดคริปโตแทบไม่มีกลไกแบบนี้เลย ทำให้ทั้งขาขึ้นและขาลงของ Narrative ในคริปโตรุนแรงกว่ามาก

เทียบรูปแบบการเกิดและจบของกระแสเก็งกำไรหุ้นกัญชงกัญชาไทยหลังการปลดล็อกปี 2565 กับรูปแบบ Narrative ในตลาดคริปโต ซึ่งมีขั้นตอนคล้ายกันแต่ความรุนแรงต่างกัน

ภาพ: เทียบรูปแบบการเกิดและจบของกระแสเก็งกำไรหุ้นกัญชงกัญชาไทยหลังการปลดล็อกปี 2565 กับรูปแบบ Narrative ในตลาดคริปโต ซึ่งมีขั้นตอนคล้ายกันแต่ความรุนแรงต่างกัน

สรุป มอง Narrative เป็นเครื่องมือให้เข้าใจตลาด ไม่ใช่สูตรสำเร็จให้ไล่ตาม

Narrative คือกระแสหรือธีมการลงทุนที่ดึงเงินทุนให้ไหลเข้าไปในเซกเตอร์ใดเซกเตอร์หนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เป็นทักษะการวิเคราะห์ที่แยกออกจากปัจจัยพื้นฐานอย่างชัดเจน เพราะราคาสามารถขยับได้ล่วงหน้าก่อนปัจจัยพื้นฐานจะตามทัน และสามารถจางหายได้แม้ปัจจัยพื้นฐานยังคงดีอยู่เหมือนเดิม ตลาดคริปโตมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ Narrative มีพลังมากกว่าตลาดหุ้นทั่วไปหลายเท่า จากทั้งเศรษฐศาสตร์ความสนใจ การหมุนเวียนเงินทุนระหว่างเซกเตอร์ แรงขยายจากโซเชียลมีเดีย และวงจรเงินทุนของกองทุน VC ประวัติศาสตร์ตั้งแต่กระแส Metaverse ปี 2021 มาจนถึง AI Agent และ RWA Tokenization ในปี 2024-2026 แสดงให้เห็นรูปแบบที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือกระแสก่อตัว ขยายวงกว้าง แล้วจางหายเมื่อมีธีมใหม่มาแทนที่

การเข้าใจ Narrative ไม่ได้มีไว้เพื่อไล่ตามกระแสให้ทันทุกรอบ เพราะเป็นเรื่องยากและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำได้จริง แต่มีประโยชน์ในแง่ของการเข้าใจว่าทำไมราคาสินทรัพย์บางตัวถึงขึ้นหรือลงโดยไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่เห็น และช่วยให้ประเมินความเสี่ยงของพอร์ตตัวเองได้แม่นยำขึ้นว่ากำลังถือของที่มีพื้นฐานรองรับจริง หรือกำลังถือของที่ขึ้นเพราะกระแสเพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

Narrative ในคริปโตคืออะไรโดยสรุป?

คือกระแสหรือธีมการลงทุนที่ดึงความสนใจและเงินทุนให้ไหลเข้าไปในสินทรัพย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ราคาสามารถขยับขึ้นได้แม้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่รองรับ

Narrative ต่างจากการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานยังไง?

การลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานดูที่เทคโนโลยี รายได้ และการใช้งานจริงเป็นหลัก ราคาจะขยับตามผลลัพธ์จริงที่เกิดขึ้น ส่วน Narrative ราคาสามารถวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานได้ และจางหายได้แม้ปัจจัยพื้นฐานยังดีอยู่เหมือนเดิม

Narrative ระยะสั้นกับระยะยาวต่างกันยังไง?

Narrative ระยะสั้นขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความโลภเป็นหลัก แทบไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ วัฏจักรสั้นแค่สัปดาห์ถึงเดือน ส่วน Narrative ระยะยาวมีการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม วัฏจักรยาวเป็นปี

ทำไมคริปโตถึงมี Narrative รุนแรงกว่าตลาดหุ้น?

เพราะตลาดคริปโตยังใหม่ นักลงทุนส่วนใหญ่มั่งคั่งจากการเก็งกำไรมากกว่าวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีเวลาให้อารมณ์ตลาดสงบ และแทบไม่มีกลไกจำกัดความผันผวนต่อวันแบบตลาดหุ้น

ตัวอย่าง Narrative ล่าสุดที่กำลังถูกพูดถึงมีอะไรบ้าง?

ช่วงปี 2024-2026 ตลาดพูดถึง AI Agent, การนำสินทรัพย์โลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน (RWA Tokenization), Restaking ที่ต่อยอดจากโปรเจกต์อย่าง EigenLayer และล่าสุดคือจุดตัดระหว่าง AI กับโครงสร้างพื้นฐานจริง (AI x DePIN)

บทความนี้แนะนำให้ไล่ตามกระแส Narrative เพื่อทำกำไรหรือเปล่า?

ไม่ใช่ บทความนี้อธิบายกลไกว่า Narrative ทำงานอย่างไรและมีความเสี่ยงตรงไหน ไม่ได้เป็นคำแนะนำให้เข้าซื้อตามกระแสใดกระแสหนึ่ง การไล่ตาม Narrative ระยะสั้นมีความเสี่ยงสูงมากที่เงินต้นจะเสียหาย ควรพิจารณาจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตัวเองเป็นหลัก

📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 ทั้งกรณีศึกษาและกรอบการวิเคราะห์ Narrative ระยะสั้น-ระยะยาวแบบเต็มๆ

บทความทั้งหมด