
เหรียญ Casascius ปี 2011 Bitcoin ที่จับต้องได้ของ Mike Caldwell จากเหรียญละ 1.25 BTC สู่ของสะสมหลักล้าน
6 ก.ย. 2011 Mike Caldwell เปิดขายเหรียญโลหะที่มี Bitcoin จริงอยู่ข้างใน จนถูก FinCEN ทำให้ต้องหยุดขายปี 2013 ย้อนดูกลไก โฮโลแกรม ยอดเหรียญที่ยังไม่แกะ และความเสี่ยง
วันที่ 6 กันยายน 2011 ผู้ใช้ชื่อ casascius บนเว็บบอร์ด bitcointalk เปิดกระทู้ขายสินค้าที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือเหรียญโลหะที่ข้างในมี Bitcoin อยู่จริง 1 BTC เจ้าของกระทู้คือ Mike Caldwell จากรัฐยูทาห์ สหรัฐฯ เขาขายเหรียญละ 1.25 BTC ในวันที่ Bitcoin มีราคาราว 6.85 ดอลลาร์ สองปีต่อมาหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งจดหมายมาจนเขาต้องหยุดขาย ปัจจุบันเหรียญเหล่านี้ที่ยังไม่ถูกแกะมีค่าหลายหมื่นดอลลาร์ต่อเหรียญ และบางเหรียญที่บรรจุ 1,000 BTC ถูกย้ายเงินออกหลังผ่านไปกว่า 13 ปี บทความนี้ย้อนดูว่าเหรียญ Casascius ทำงานอย่างไร ทำไมถึงถูกสั่งหยุด และบอกอะไรเราเกี่ยวกับการถือ Bitcoin แบบจับต้องได้
กระทู้เปิดขายเหรียญ Bitcoin ที่จับต้องได้
กระทู้แรกของ Caldwell ใช้หัวข้อว่า "CASASCIUS PHYSICAL BITCOIN - In Stock Now!" เนื้อหาอธิบายสั้นๆ ว่านี่คือ Bitcoin จริง เหรียญละ 1 BTC ด้านหนึ่งมีสติกเกอร์โฮโลแกรม ใต้โฮโลแกรมคือกุญแจส่วนตัว (Private Key) และบนเหรียญพิมพ์ 8 ตัวอักษรแรกของที่อยู่ Bitcoin ไว้ให้ตรวจสอบ ราคาขายคือ 1.25 BTC ต่อเหรียญเมื่อซื้อไม่เกิน 10 เหรียญ บวกค่าส่งอีก 1 BTC

ที่มา: bitcointalk.org topic 41892
ราว 4 ชั่วโมงต่อมา Caldwell เปิดกระทู้ที่สองชื่อ "Why a physical bitcoin?" เพื่ออธิบายเหตุผล เขาเล่าว่าต้องลงเงินราว 2,000 ดอลลาร์สั่งทำโฮโลแกรมแบบเฉพาะ และใช้เวลา 5 ถึง 6 สัปดาห์ สั่งวัสดุพอทำได้เพียงไม่กี่พันเหรียญ และทั้งหมดเป็นมูลค่า 1 BTC ในตอนนั้น
"ผมหวังจริงๆ ว่าจะมีคนลอกไอเดียเหรียญ Bitcoin ที่จับต้องได้ไปทำให้ถูกกว่า เร็วกว่า ดีกว่าผม ใช่ ผมจะได้เงินบ้างจากการทำเหรียญ แต่นั่นไม่ใช่ความฝันและไม่ใช่สิ่งที่อยากทำไปตลอดชีวิต ผมแค่อยากให้ Bitcoin ประสบความสำเร็จ"
Mike Caldwell กระทู้ Why a physical bitcoin? บน bitcointalk 6 กันยายน 2011 ต้นฉบับ "I sincerely hope somebody copies the idea of a physical bitcoin and delivers one cheaper, faster, better than me. While yes I'll make some money making physical bitcoins, it's not my aspiration and not what I want to do for the rest of my life - I just want bitcoin to succeed."
ในกระทู้เดียวกัน Caldwell บอกว่าเขาเพิ่งแก้หน้า FAQ ของ Bitcoin Wiki ขีดฆ่าประโยคที่ว่า Bitcoin จับต้องไม่ได้ออก และมองว่าการที่ Bitcoin ไม่ได้มองไม่เห็นอีกต่อไปเป็นเรื่องใหญ่ในตัวมันเอง แต่เขาก็เตือนไว้ตั้งแต่วันแรกว่าเหรียญนี้เหมาะเป็นของสะสมมากกว่าเครื่องมือลงทุน ใครที่ถือ Bitcoin เพราะมูลค่า ควรถือแบบดิจิทัลดีกว่า

ที่มา: bitcointalk.org topic 41950
เหรียญ Casascius ทำงานอย่างไร
หลักการของ Casascius คือการนำกระเป๋าเงิน Bitcoin แบบกระดาษมาห่อด้วยโลหะ แต่ละเหรียญผูกกับที่อยู่ Bitcoin หนึ่งที่อยู่ ซึ่ง Caldwell โอน Bitcoin เข้าไปตามมูลค่าหน้าเหรียญ กุญแจส่วนตัวของที่อยู่นั้นพิมพ์อยู่บนการ์ดที่ฝังในตัวเหรียญ ปิดทับด้วยสติกเกอร์โฮโลแกรม เว็บไซต์ casascius.com อธิบายว่าถ้าลอกโฮโลแกรมออก จะเหลือลายรังผึ้งทิ้งไว้เป็นหลักฐาน ตราบใดที่โฮโลแกรมยังสมบูรณ์ Bitcoin ในเหรียญก็ยังอยู่

ผู้ถือเหรียญตรวจสอบได้เองว่า Bitcoin ยังอยู่ไหม โดยนำ 8 ตัวอักษรที่พิมพ์บนเหรียญไปค้นที่อยู่บน Block Explorer ส่วนคนที่ต้องการใช้ Bitcoin ในเหรียญ ต้องลอกโฮโลแกรม นำกุญแจไปนำเข้ากระเป๋าเงิน แล้วโอนออก เมื่อทำแล้วเหรียญก็เหลือเพียงโลหะ Bitcoin Wiki บันทึกว่าเหรียญซีรีส์แรกเป็นเหรียญทองเหลืองที่สั่งทำจากโรงผลิตเหรียญที่ทำโทเคนร้านล้างรถ เพราะถูกกว่าการทำแหวนรองที่ต้องใช้โฮโลแกรมสองด้าน
ภาพเหรียญ 1 BTC ซีรีส์แรกด้านที่มีโฮโลแกรมด้านล่างนี้มีรายละเอียดที่นักสะสมรู้จักกันดี คือตัวอักษรเล็กบนโฮโลแกรมสะกดผิดเป็น "CASACIUS" แทนที่จะเป็น "CASASCIUS"

ภาพ: Tiberiandusk (CC BY-SA 4.0) ผ่าน Wikimedia Commons
ต่อมา Caldwell ขยายเป็นหลายมูลค่า ตัวติดตามเหรียญ Casascius แบ่งประเภทไว้เป็นเหรียญ 0.1, 0.5, 1, 5, 10, 25 และ 1,000 BTC กับแท่งโลหะ 100, 500 และ 1,000 BTC Bitcoin Wiki บันทึกว่าเหรียญ 25 BTC ปรากฏครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2011 เหรียญเงิน 10 BTC เริ่มขายวันที่ 1 ธันวาคม 2011 และเหรียญทองคำ 1 ออนซ์มูลค่า 1,000 BTC เปิดให้สั่งตั้งแต่ 16 ธันวาคม 2011 เหรียญ 25 BTC มีเลขฐานสองด้านหลังที่ถอดรหัสได้เป็นประโยค "You asked for change, we gave you coins"

ภาพ: Gage Skidmore (CC BY-SA 3.0) ผ่าน Wikimedia Commons
ปี 2013: FinCEN มาเคาะประตู
ราคา Bitcoin พุ่งแรงตลอดปี 2013 และความสนใจในเหรียญ Casascius ก็เพิ่มตาม แต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2013 เครือข่ายปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึง Caldwell ตามรายงานของ Wired ซึ่ง CoinDesk อ้างถึง ระบุว่ามองธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจบริการทางการเงิน The Verge รายงานว่า FinCEN มองว่าการผลิตเหรียญ Bitcoin ทำให้เขาเข้าข่ายธุรกิจโอนเงิน ต้องจดทะเบียนระดับรัฐบาลกลาง และน่าจะต้องขอใบอนุญาตระดับรัฐด้วย

ที่มา: The Verge (13 ธ.ค. 2556)
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2013 Caldwell ประกาศบนเว็บไซต์ว่าหยุดรับคำสั่งซื้อใหม่ชั่วคราว ระหว่างรอความชัดเจนเรื่องกฎระเบียบ วันนั้น Bitcoin ราคาราว 962.91 ดอลลาร์ สูงกว่าวันเปิดขายกว่า 140 เท่า The Verge ประเมินว่าถ้าจะทำธุรกิจต่อโดยไม่เสี่ยงผิดกฎหมาย เขาอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายล้านดอลลาร์เพื่อขอใบอนุญาตใน 47 รัฐที่กำกับธุรกิจโอนเงิน
จนถึงวันนี้ หน้าแรกของ casascius.com ยังขึ้นข้อความเดิมว่าตั้งแต่ 27 พฤศจิกายน 2013 เขาหยุดขายสินค้าที่มี Bitcoin อยู่ข้างใน สินค้าที่ยังขายอยู่ไม่มี Bitcoin แล้ว

ที่มา: casascius.com (27 ก.ย. 2569)
คดีนี้เป็นตัวอย่างแรกๆ ที่แสดงว่ากฎหมายการเงินแบบเดิมถูกนำมาใช้กับ Bitcoin อย่างไร สิ่งที่ถูกกำกับไม่ใช่ตัวเหรียญหรือโลหะ แต่เป็นการที่คนหนึ่งคนรับเงินแล้วส่งมูลค่าต่อให้อีกคน ผู้สนใจเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับคริปโตในยุคแรกอ่านเพิ่มได้ที่ ประวัติการบังคับใช้กฎหมายกับคริปโต
เหลืออยู่เท่าไรที่ยังไม่ถูกแกะ
เพราะทุกเหรียญผูกกับที่อยู่ Bitcoin สาธารณะ จึงมีคนทำตัวติดตามว่าเหรียญไหนยังไม่ถูกแกะ เว็บ Casascius Bitcoin Analyzer ของ Uberbills ซึ่ง Bitcoin Wiki ระบุว่าเป็นหนึ่งในเว็บที่ติดตามสถานะจาก Blockchain ข้อมูล ณ 27 กันยายน 2026 บอกว่ามีเหรียญและแท่งรวม 27,916 ชิ้น ยังไม่ถูกแกะ 17,437 ชิ้น หรือราว 62% แต่ถ้านับเป็น Bitcoin จะเหลือค้างอยู่ 34,571.1 BTC จากทั้งหมดราว 98,884 BTC หรือราว 35% เพราะชิ้นใหญ่ถูกแกะไปเกือบหมด

ที่มา: casascius.uberbills.com (27 ก.ย. 2569)
24,529 ชิ้น
17,437 ชิ้น
กราฟด้านบนใช้ข้อมูลจากหน้าเดียวกันที่ Internet Archive เก็บไว้ในแต่ละปี จำนวนชิ้นที่ยังไม่ถูกแกะลดลงอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ จาก 24,529 ชิ้นในเดือนมกราคม 2014 เหลือ 17,437 ชิ้นในปัจจุบัน ข้อควรระวังคือเว็บนี้ปรับฐานข้อมูลเป็นระยะ ตัวเลขรวมทั้งหมดจึงไม่คงที่ข้ามปี และบางเหรียญที่ถูกย้ายเงินออกแล้วอาจยังแสดงสถานะเดิมอยู่ ตัวเลขนี้จึงเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่บัญชีที่แม่นยำทุกชิ้น
เหรียญ 1,000 BTC ที่ถูกย้ายหลัง 13 ปี
ชิ้นมูลค่า 1,000 BTC มีทั้งหมด 21 ชิ้นตามตัวติดตาม เป็นเหรียญทอง 5 เหรียญและแท่ง 16 แท่ง ณ วันนี้เหลือที่ยังไม่ถูกแตะเพียง 3 ชิ้น บางชิ้นถูกแกะตั้งแต่ช่วงฟองสบู่ปี 2013 เช่น เหรียญทองที่ถูกเติม 1,000 BTC เมื่อเมษายน 2012 ตอนที่ราคาราว 5 ดอลลาร์ ถูกทยอยโอนออกช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน 2013
เหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดเกิดเมื่อ 5 ธันวาคม 2025 เหรียญทอง 1,000 BTC สองเหรียญที่ไม่เคยถูกแตะมาตั้งแต่ปี 2011 และ 2012 ถูกย้ายเงินออกภายในเวลาห่างกันไม่ถึงชั่วโมง CoinDesk รายงานว่ามูลค่ารวมราว 180 ล้านดอลลาร์ และยังไม่ชัดว่าเป็นการขาย การจัดระเบียบภายใน หรือการย้ายเพื่อป้องกันชิ้นส่วนเหรียญที่เสื่อมสภาพ

ที่มา: mempool.space (27 ก.ย. 2569)
ภาพจาก mempool.space คือที่อยู่ของเหรียญหนึ่งในสองเหรียญนั้น ที่อยู่นี้เคยรับ Bitcoin เข้ามา 1,000 BTC ในเดือนธันวาคม 2011 และถูกโอนออกทั้งก้อนในวันที่ 5 ธันวาคม 2025 ยอดที่เหลืออยู่ในภาพเป็นเพียงเศษเล็กๆ ที่คนอื่นส่งเข้ามาทีหลัง ใครก็เปิดตรวจสอบได้เองจากที่อยู่นี้ นี่คือจุดเด่นของ Bitcoin ที่ทำให้นักสะสมรู้ได้ทันทีว่าเหรียญไหนถูกแกะแล้ว แม้จะไม่เห็นตัวเหรียญเลยก็ตาม
จากเหรียญ 1.25 BTC สู่ของสะสมหลักล้าน
เมื่อเหรียญที่ยังไม่ถูกแกะมีน้อยลง นักสะสมก็ยอมจ่ายเงินมากกว่ามูลค่า Bitcoin ข้างใน ผลการประมูลที่มีแหล่งยืนยันได้มีดังนี้
- พฤศจิกายน 2021 เหรียญ 25 BTC ที่เรียกกันว่า "Baby Cas" ขายได้ 1,698,750 ดอลลาร์ที่ GreatCollections หลังมีคนประมูลมากกว่า 100 ครั้ง สูงกว่าราคา Bitcoin ข้างในราว 49,700 ดอลลาร์ (CoinNews)
- พฤศจิกายน 2023 Heritage Auctions ประมูลเหรียญ Casascius 250 เหรียญในครั้งเดียว ยอดรวม 7,198,200 ดอลลาร์ (NGC)
- มิถุนายน 2025 เหรียญทองเหลือง 1 BTC ขายได้ 117,000 ดอลลาร์ที่ Stack's Bowers เป็นสถิติของเหรียญแบบนี้ เหรียญนี้ถูกเติม Bitcoin เมื่อ 5 มิถุนายน 2013 ตอนราคาราว 120 ดอลลาร์ (PCGS)
- กันยายน 2026 เหรียญ 1 BTC ปี 2012 เกรด MS-68 ขายได้ 91,500 ดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่า Bitcoin ข้างในราว 15% (COINage)

ภาพ: Steve Jurvetson (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons
ผู้จัดประมูลของ Stack's Bowers ให้เหตุผลของราคาพรีเมียมนี้ว่า ยิ่งมีเหรียญถูกทำลายเพื่อดึง Bitcoin ออกมามากขึ้น เหรียญที่รอดอยู่ก็ยิ่งหายากและสำคัญขึ้น แปลว่าผู้ซื้อเหรียญเหล่านี้กำลังจ่ายเงินให้กับทั้งประวัติศาสตร์และ Bitcoin ไปพร้อมกัน ทั้งที่รู้ว่าถ้าแกะเมื่อไหร่ มูลค่าส่วนเกินจะหายไปทันที
ความเสี่ยงที่มาพร้อม Bitcoin แบบจับต้องได้
เหรียญ Casascius ดูปลอดภัยเพราะมีโฮโลแกรมกันการแกะ แต่ในความเป็นจริงมีจุดอ่อนหลายชั้นที่ผู้ถือควรรู้

- ต้องไว้ใจผู้ผลิต กุญแจส่วนตัวทุกดอกถูกสร้างโดยคนคนเดียว CoinDesk รายงานในปี 2013 ว่า Caldwell สร้างกุญแจบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต่ออินเทอร์เน็ต พิมพ์ลงเหรียญ แล้วลบต้นฉบับทิ้ง แต่ไม่มีวิธีพิสูจน์จากภายนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่ CoinDesk สัมภาษณ์ในปีเดียวกันชี้ว่าจุดที่น่ากังวลที่สุดคือไม่มีใครรู้ว่ากุญแจผ่านมือใครมาบ้างก่อนถูกฝังในเหรียญ
- โฮโลแกรมถูกแกะแล้วปิดคืนได้ ในงาน DEF CON เดือนสิงหาคม 2013 ทีมแฮกเกอร์สาธิตการใช้เข็มฉีดยาฉีดตัวทำละลายเข้าไประหว่างสติกเกอร์กับเนื้อโลหะ อ่านกุญแจได้แล้วติดคืนโดยแทบไม่เหลือร่องรอย รอยที่เหลือมีเพียงรอยยืดเล็กๆ ที่อาจดูเหมือนรอยสึกตามปกติ
- เหรียญปลอม ปลายปี 2013 Caldwell เตือนในบล็อกว่าพบฉลากโฮโลแกรมปลอมที่เลียนแบบแม้กระทั่งคำสะกดผิดของเหรียญซีรีส์แรก
- กุญแจรุ่นเก่ากับกระเป๋าเงินรุ่นใหม่ เหรียญซีรีส์แรกใช้กุญแจแบบย่อ 22 ตัวอักษร และ CoinDesk รายงานว่ามีเจ้าของแท่ง 100 BTC ที่ประสบปัญหานำเข้ากุญแจในกระเป๋าเงินสมัยใหม่หลังลอกโฮโลแกรมแล้ว
ความเสี่ยงเหล่านี้คือเหตุผลเดียวกับที่คนในวงการพูดกันว่า "Not your keys, not your coins" ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนสร้างกุญแจเอง ก็ไม่มีทางรู้แน่ว่าคุณเป็นคนเดียวที่ถือมันอยู่ อ่านวิธีเก็บรักษากุญแจอย่างปลอดภัยได้ที่ Wallet คืออะไร และ Hot Wallet กับ Cold Wallet ต่างกันอย่างไร
ผู้สืบทอดและบทเรียน
ความหวังของ Caldwell ที่อยากให้มีคนลอกไอเดียไปทำต่อเป็นจริง CoinDesk รายงานว่า Casascius เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตเหรียญ Bitcoin แบบจับต้องได้อีกหลายเจ้า เช่น Lealana, Denarium จากฟินแลนด์ และ BTCC แต่ Casascius ยังเป็นเหรียญที่นักสะสมต้องการมากที่สุดอย่างห่างไกล ในปี 2019 Bobby Lee อดีตซีอีโอของกระดานเทรด BTCC ยังเปิดตัว Ballet กระเป๋าเงินโลหะขนาดบัตรเครดิตที่ใช้แนวคิดคล้ายกัน
ในอีกมุมหนึ่ง เหรียญ Casascius คือบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่า Bitcoin ไม่ได้อยู่ในเหรียญ Bitcoin อยู่บน Blockchain เสมอ สิ่งที่อยู่ในเหรียญมีเพียงกุญแจที่ใช้สั่งโอน ใครถือกุญแจ คนนั้นถือ Bitcoin

ความเข้าใจนี้เป็นพื้นฐานของการเก็บรักษา Bitcoin ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ Seed Phrase ไปจนถึง Hardware Wallet ในปัจจุบัน ผู้เริ่มต้นอ่านพื้นฐานได้ที่ Bitcoin คืออะไร
คำถามที่พบบ่อย
เหรียญ Casascius มี Bitcoin อยู่จริงไหม
มี ทุกเหรียญผูกกับที่อยู่ Bitcoin ที่ถูกเติม Bitcoin ตามมูลค่าหน้าเหรียญ กุญแจส่วนตัวอยู่ใต้โฮโลแกรม เมื่อแกะและโอน Bitcoin ออกแล้ว เหรียญจะไม่มีมูลค่า Bitcoin อีก
ทำไม Mike Caldwell หยุดขาย
หลัง FinCEN ส่งจดหมายลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2013 ที่มองว่าธุรกิจของเขาเข้าข่ายธุรกิจโอนเงิน เขาประกาศหยุดขายเหรียญที่มี Bitcoin อยู่ข้างในตั้งแต่ 27 พฤศจิกายน 2013
รู้ได้อย่างไรว่าเหรียญถูกแกะแล้วหรือยัง
นำที่อยู่ Bitcoin ของเหรียญไปค้นบน Block Explorer ถ้ายอดยังอยู่ครบและไม่เคยมีการโอนออก แปลว่ายังไม่ถูกแกะ นอกจากนี้ยังดูร่องรอยลายรังผึ้งบนโฮโลแกรมได้ แต่ร่องรอยอาจถูกปลอมได้ตามที่สาธิตใน DEF CON 2013
ซื้อเหรียญ Casascius ตอนนี้คุ้มไหม
บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำการลงทุน เหรียญที่ยังไม่แกะมักขายสูงกว่ามูลค่า Bitcoin ข้างใน และมีความเสี่ยงเรื่องของปลอมและการที่ต้องไว้ใจผู้ผลิต ถ้าต้องการถือ Bitcoin เพื่อมูลค่า การถือแบบดิจิทัลด้วยกุญแจที่สร้างเองปลอดภัยกว่า ตามที่ Caldwell เองก็แนะนำไว้ตั้งแต่ปี 2011
เหรียญ 1,000 BTC เหลืออยู่กี่ชิ้น
ตามตัวติดตามของ Uberbills ณ 27 กันยายน 2026 เหลือชิ้น 1,000 BTC ที่ยังไม่ถูกแตะ 3 ชิ้น เป็นเหรียญทอง 1 เหรียญและแท่ง 2 แท่ง จากทั้งหมด 21 ชิ้น
สรุป
เหรียญ Casascius เริ่มจากกระทู้ขายของบน bitcointalk ในเดือนกันยายน 2011 ด้วยความตั้งใจของ Mike Caldwell ที่อยากให้ Bitcoin จับต้องได้ สองปีต่อมา FinCEN ทำให้เขาต้องหยุดขาย และกลายเป็นตัวอย่างแรกๆ ของการนำกฎหมายการเงินเดิมมาใช้กับ Bitcoin ปัจจุบันเหรียญที่ยังไม่ถูกแกะกลายเป็นของสะสมราคาสูง ขณะที่ชิ้น 1,000 BTC ถูกย้ายเงินออกไปเกือบหมด เรื่องนี้เตือนว่า Bitcoin ไม่ได้อยู่ในโลหะหรือกระดาษ แต่อยู่ในกุญแจ และคนที่ถือกุญแจคือเจ้าของตัวจริง