
BitTorrent ปี 2001 เครือข่ายไร้ศูนย์กลางก่อน Bitcoin จากโพสต์ที่มีคนตอบคนเดียว สู่ทราฟฟิกก้อนใหญ่ของอินเทอร์เน็ต
2 ก.ค. 2001 Bram Cohen ประกาศ BitTorrent โปรโตคอลที่ให้คนแปลกหน้าแลกไฟล์กันได้โดยไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ย้อนดูกลไก Hash และตาต่อตา สิ่งที่ Bitcoin รับต่อ และสิ่งที่ Bitcoin ต้องเพิ่ม
วันที่ 2 กรกฎาคม 2001 โปรแกรมเมอร์วัย 25 ปีชื่อ Bram Cohen โพสต์ข้อความสั้นๆ ในกลุ่มสนทนาออนไลน์ที่คุยเรื่องระบบกระจายศูนย์ ว่าแอปใหม่ของเขาชื่อ BitTorrent ใช้งานได้แล้ว มีคนตอบโพสต์นั้นเพียงคนเดียว ด้วยคำถามว่า BitTorrent คืออะไร อีกไม่กี่ปีต่อมา โปรโตคอลนี้กลายเป็นทราฟฟิกก้อนใหญ่ของอินเทอร์เน็ตทั้งโลก และพิสูจน์ว่าคนแปลกหน้าหลายล้านคนแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ Bitcoin ต้องแก้ในอีก 7 ปีถัดมา บทความนี้ย้อนดูว่า BitTorrent ทำงานอย่างไร แก้ปัญหาอะไร ทำอะไรไม่ได้ และทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้ Bitcoin
โพสต์ที่มีคนตอบคนเดียว
ข้อความของ Cohen ถูกโพสต์ในกลุ่ม decentralization บน Yahoo Groups ซึ่งเป็นที่รวมของคนที่สนใจหลักการออกแบบเครือข่ายแบบไม่มีศูนย์กลาง หัวข้อโพสต์คือ "BitTorrent - a new P2P app" เนื้อความมีเพียงประโยคเดียวว่าแอปใหม่ของเขาใช้งานได้แล้ว พร้อมลิงก์ไปที่เว็บไซต์ bitconjurer.org ท้ายโพสต์เป็นลายเซ็นประจำตัวที่ยกคำพูดของนักเศรษฐศาสตร์ John Maynard Keynes ว่าตลาดอาจไร้เหตุผลได้นานกว่าที่คุณจะอยู่รอดได้

ที่มา: Yahoo Groups ผ่าน Internet Archive Wayback Machine
"BitTorrent คืออะไรครับ Bram"
Lucas Gonze คำตอบเดียวในเธรด decentralization บน Yahoo Groups 3 กรกฎาคม 2001 ต้นฉบับ "What's BitTorrent, Bram?"
ก่อนหน้านั้น Cohen ทำงานให้สตาร์ทอัปที่อยู่เบื้องหลังเครือข่าย Mojo Nation ซึ่งเป็นโปรเจกต์ Peer-to-Peer ที่พยายามใช้เงินดิจิทัลเป็นแรงจูงใจให้คนแบ่งปันพื้นที่และแบนด์วิดท์ โปรเจกต์นั้นเงินทุนหมด เขาจึงลาออกมาทำโปรโตคอลของตัวเอง TorrentFreak ซึ่งเป็นสื่อที่ติดตามเรื่องนี้มายาวนาน เขียนไว้ในวาระครบรอบ 20 ปีว่านี่อาจเป็นการเปิดตัวซอฟต์แวร์ที่เงียบเหงาที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ปัญหาที่ BitTorrent ตั้งใจแก้
หน้าเว็บ BitTorrent ยุคแรกที่ Internet Archive เก็บไว้เมื่อ 12 สิงหาคม 2001 อธิบายปัญหาไว้ในประโยคเดียวว่า FTP ลงโทษเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม เพราะการอัปโหลดทั้งหมดเกิดจากที่เดียว เว็บไหนมีคนโหลดไฟล์มาก ก็ต้องจ่ายค่าเซิร์ฟเวอร์และแบนด์วิดท์มากตาม ความนิยมจึงกลายเป็นภาระ

ที่มา: bitconjurer.org ผ่าน Internet Archive Wayback Machine (12 ส.ค. 2544)
ทางแก้ของ BitTorrent คือให้คนที่กำลังดาวน์โหลดช่วยอัปโหลดต่อให้คนอื่นไปพร้อมกัน หน้าเว็บเดียวกันเขียนว่าเครื่องของผู้ใช้จะทำสำเนาไฟล์ที่ดาวน์โหลดต่อให้โดยอัตโนมัติ ภาระของผู้เผยแพร่จึงเหลือแทบเป็นศูนย์ และอ้างว่าสามารถแจกไฟล์ขนาดเท่าแผ่นซีดีได้หนึ่งล้านชุดต่อวันจากอินเทอร์เน็ตบ้านธรรมดา ข่าวบนหน้าเดียวกันบอกว่านิตยสาร Wired เขียนถึง BitTorrent ในทางบวกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2001
ในปี 2002 หน้าเว็บปรับให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วยภาพสองภาพ ภาพแรกคือปัญหา ลูกค้ามากขึ้นต้องการแบนด์วิดท์มากขึ้น ภาพที่สองคือทางแก้ ลูกค้าช่วยกันกระจายไฟล์ พร้อมข้อความว่ากุญแจของการกระจายไฟล์ราคาถูก คือการใช้แบนด์วิดท์ขาอัปโหลดของลูกค้าที่ปกติไม่ได้ใช้ ซึ่งเติบโตตามความต้องการของลูกค้าเอง ในช่วงนั้น Cohen เขียนไว้บนเว็บด้วยว่าเขากำลังหางานทำ หลังพัฒนาอย่างหนักมา 8 เดือน

ที่มา: bitconjurer.org ผ่าน Internet Archive Wayback Machine (3 มิ.ย. 2545)
BitTorrent ทำงานอย่างไร
กลไกของ BitTorrent ถูกอธิบายละเอียดในเอกสารที่ Cohen เขียนในปี 2003 และในสเปกโปรโตคอลที่ต่อมาจัดเป็นเอกสาร BEP 3 หลักการสำคัญมี 4 ข้อ
- หั่นไฟล์เป็นชิ้น ไฟล์ถูกแบ่งเป็นชิ้นขนาดคงที่ โดยทั่วไปชิ้นละราว 256 กิโลไบต์ ผู้ใช้แต่ละคนแจ้งให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีชิ้นไหนบ้าง แล้วแลกชิ้นที่ขาดกัน
- ตรวจทุกชิ้นด้วย Hash ไฟล์ .torrent เก็บค่า Hash แบบ SHA1 ของทุกชิ้นไว้ ผู้ใช้จะไม่ประกาศว่ามีชิ้นไหนจนกว่าจะตรวจ Hash แล้วว่าข้อมูลถูกต้อง แปลว่าได้ข้อมูลจากคนแปลกหน้าก็ไม่ต้องไว้ใจ เพราะตรวจเองได้ทุกชิ้น
- Tracker ช่วยให้เจอกัน เซิร์ฟเวอร์ Tracker มีหน้าที่เพียงบอกว่าใครกำลังแชร์ไฟล์นี้อยู่บ้าง ไม่ได้เก็บไฟล์และไม่ได้ส่งข้อมูลเอง
- ชิ้นที่หายากโหลดก่อน ผู้ใช้เลือกโหลดชิ้นที่มีคนถือน้อยที่สุดก่อน เพื่อให้ทุกชิ้นกระจายไปทั่วเครือข่าย แม้คนที่มีไฟล์ครบ (Seed) จะออกไปแล้ว ไฟล์ก็ยังประกอบครบได้จากชิ้นที่กระจายอยู่

สเปกโปรโตคอลนิยาม BitTorrent ไว้ว่าเป็นโปรโตคอลสำหรับกระจายไฟล์ที่ข้อดีเหนือ HTTP ธรรมดาคือเมื่อมีคนดาวน์โหลดไฟล์เดียวกันพร้อมกันหลายคน ผู้ดาวน์โหลดจะอัปโหลดให้กันเอง ทำให้ต้นทางรองรับผู้ดาวน์โหลดจำนวนมากได้ด้วยภาระที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เอกสาร BEP ชุดนี้ยังระบุว่า Cohen ต้องการให้กระบวนการพัฒนาโปรโตคอลเลียนแบบกระบวนการ PEP ของภาษา Python ซึ่งเป็นต้นแบบเดียวกับที่ Bitcoin ใช้ทำเอกสารข้อเสนอ BIP ในภายหลัง

ที่มา: bittorrent.org
Tit-for-Tat: แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน
ปัญหาใหญ่ของเครือข่ายแบ่งปันไฟล์ยุคนั้นคือคนเอาเปรียบ (Free-rider) ที่โหลดอย่างเดียวไม่ยอมแบ่งให้คนอื่น เอกสาร Incentives Build Robustness in BitTorrent ของ Cohen ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2003 อ้างถึงงานวิจัยเรื่องการเอาเปรียบในเครือข่าย Gnutella และเสนอทางแก้ที่ไม่ต้องใช้เงินเลย

ที่มา: bittorrent.org/bittorrentecon.pdf
"ระบบกระจายไฟล์ BitTorrent ใช้หลักตาต่อตา (Tit-for-Tat) เป็นวิธีมุ่งไปสู่ประสิทธิภาพแบบพาเรโต ซึ่งให้ความทนทานและการใช้ทรัพยากรได้สูงกว่าเทคนิคความร่วมมือใดๆ ที่รู้จักกันในปัจจุบัน"
Bram Cohen บทคัดย่อของเอกสาร Incentives Build Robustness in BitTorrent 22 พฤษภาคม 2003 ต้นฉบับ "The BitTorrent file distribution system uses tit-for-tat as a method of seeking pareto efficiency. It achieves a higher level of robustness and resource utilization than any currently known cooperative technique."
หลักตาต่อตามาจากทฤษฎีเกมเรื่อง Prisoner's Dilemma ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ BitTorrent แต่ละคนจะอัปโหลดให้เพื่อนที่อัปโหลดให้ตัวเองเร็วที่สุดจำนวนหนึ่ง (ค่าเริ่มต้นคือ 4 คน) คำนวณใหม่ทุก 10 วินาที ใครไม่แบ่งจะถูก "Choke" หรือหยุดส่งให้ และทุก 30 วินาทีจะสุ่มเปิดให้คนใหม่หนึ่งคนลองก่อน คล้ายการเริ่มเกมด้วยความร่วมมือในตาแรก วิธีนี้ทำให้คนที่แบ่งมากได้ความเร็วมาก โดยไม่มีใครต้องจ่ายเงินหรือมีศูนย์กลางคอยจัดสรร
แต่เอกสารฉบับเดียวกันก็ยอมรับข้อจำกัดไว้ตรงๆ ว่าผู้ดาวน์โหลดจำนวนมากหยุดอัปโหลดทันทีที่โหลดเสร็จ แม้จะถือว่าเป็นมารยาทที่ควรเปิดทิ้งไว้ต่ออีกสักพัก แปลว่าหลักตาต่อตาใช้ได้ดีระหว่างที่คนยังต้องการอะไรบางอย่างจากเครือข่าย แต่เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ก็ไม่มีแรงจูงใจให้อยู่ช่วยต่อ นี่คือจุดที่ Bitcoin ต้องหาทางแก้ต่างออกไปในอีกหลายปีต่อมา
ปี 2005: ไม่ต้องมี Tracker อีกต่อไป
จุดอ่อนที่เหลืออยู่ของ BitTorrent คือ Tracker ซึ่งเป็นศูนย์กลางเพียงจุดเดียวของระบบ ถ้า Tracker ล่มหรือถูกปิด คนในเครือข่ายก็หากันไม่เจอ เดือนพฤษภาคม 2005 BitTorrent Inc. ประกาศเวอร์ชันที่ไม่ต้องใช้ Tracker โดยอาศัยตารางแฮชแบบกระจาย (DHT) ตามแนวคิด Kademlia
![]()
ที่มา: bittorrent.com ผ่าน Internet Archive Wayback Machine (20 พ.ค. 2548)
ประกาศนั้นอธิบายว่าแม้จะเรียกว่าไม่มี Tracker แต่ในทางปฏิบัติคือการทำให้ทุกเครื่องเป็น Tracker ขนาดเล็ก ข้อมูลว่าใครมีไฟล์อะไรถูกกระจายเก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้ทุกคน ต่อมามีการพัฒนา Magnet Link ที่ใช้เพียงค่า Hash ของไฟล์ในการเข้าร่วมเครือข่าย โดยไม่ต้องโหลดไฟล์ .torrent ก่อน ทำให้ BitTorrent เข้าใกล้ระบบที่ไม่มีศูนย์กลางเลยมากขึ้นอีกขั้น
ยุครุ่งเรืองและเว็บที่ถูกตัดหัว
BitTorrent เติบโตเร็วมาก TorrentFreak อ้างข้อมูลของ CacheLogic ว่าในครึ่งแรกของปี 2004 BitTorrent คิดเป็นราว 33% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด ตัวเลขช่วงหลังวัดคนละแบบจึงเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ แต่ทิศทางชัดว่าความนิยมลดลงเมื่อบริการสตรีมมิงเข้ามาแทน ในปี 2024 TorrentFreak รายงานว่า BitTorrent เหลือราว 4% ของแบนด์วิดท์ขาอัปโหลดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบ้าน และถูกบริการคลาวด์และวิดีโอคอลแซงไปแล้ว
ระหว่างทาง BitTorrent ถูกใช้แชร์ไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างกว้างขวาง ผู้ถูกดำเนินคดีจึงไม่ใช่ตัวโปรโตคอล แต่เป็นเว็บที่เป็นดัชนีรวมลิงก์ไฟล์ วันที่ 17 เมษายน 2009 ศาลแขวงสตอกโฮล์มตัดสินให้ผู้ก่อตั้งเว็บ The Pirate Bay ทั้ง 4 คนมีความผิด จำคุกคนละ 1 ปี และปรับรวม 30 ล้านโครนาสวีเดน สิ่งที่ถูกปิดได้คือจุดศูนย์กลางที่มีเจ้าของ ส่วนโปรโตคอลที่ไม่มีเจ้าของยังทำงานต่อไป
บทเรียนนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Satoshi Nakamoto เขียนไว้ในอีเมลตอบคำถามเรื่อง Bitcoin เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2008
"รัฐบาลเก่งเรื่องตัดหัวเครือข่ายที่ควบคุมจากศูนย์กลางอย่าง Napster แต่เครือข่าย P2P แท้ๆ อย่าง Gnutella และ Tor ดูเหมือนจะยังยืนหยัดอยู่ได้"
Satoshi Nakamoto อีเมลในกลุ่ม Cryptography mailing list 7 พฤศจิกายน 2008 ต้นฉบับ "Governments are good at cutting off the heads of a centrally controlled networks like Napster, but pure P2P networks like Gnutella and Tor seem to be holding their own."
BitTorrent กับ Bitcoin: เหมือนกันตรงไหน ต่างกันตรงไหน
คนแรกที่เอา BitTorrent มาเทียบกับ Bitcoin ไม่ใช่ Satoshi แต่เป็น James A. Donald ผู้ตอบอีเมลเปิดตัว Bitcoin Whitepaper เป็นคนแรกๆ เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2008 เขาเขียนว่าถ้าจะมีมูลค่าทางการเงิน เหรียญต้องถูกโอนกันในเครือข่ายขนาดใหญ่มาก เช่น เครือข่ายแลกไฟล์แบบ BitTorrent ส่วนตัว Whitepaper ของ Bitcoin เองไม่ได้เอ่ยถึง BitTorrent เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถ้าวางสองระบบไว้ข้างกัน จะเห็นทั้งสิ่งที่ Bitcoin รับต่อมาโดยธรรมชาติของยุค และสิ่งที่ Bitcoin เพิ่มเข้าไป
- สิ่งที่คล้ายกัน ทั้งคู่เป็นเครือข่าย Peer-to-Peer ที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางเก็บข้อมูล และทั้งคู่ใช้ Hash ตรวจความถูกต้องของข้อมูลที่รับมาจากคนแปลกหน้า BitTorrent ใช้ SHA1 ตรวจแต่ละชิ้นของไฟล์ Bitcoin ใช้ SHA-256 ตรวจทุกบล็อก จึงไม่ต้องไว้ใจใครในเครือข่าย
- สิ่งที่ต่างกัน BitTorrent แจกไฟล์ที่คัดลอกกี่ครั้งก็ได้ ยิ่งมีหลายสำเนายิ่งดี ส่วน Bitcoin ต้องป้องกันไม่ให้เงินถูกใช้ซ้ำ ทุกคนต้องเห็นตรงกันว่าเหรียญไหนอยู่กับใคร ซึ่งเป็นปัญหาที่ยากกว่ามาก อ่านเรื่องนี้เพิ่มได้ที่ Double Spending คืออะไร
- เรื่องแรงจูงใจ BitTorrent ใช้หลักตาต่อตาที่ได้ผลเฉพาะตอนคนยังต้องการไฟล์ ส่วน Bitcoin ใส่แรงจูงใจเป็นเงินเข้าไปในระบบโดยตรง Whitepaper หัวข้อที่ 6 เขียนว่าธุรกรรมแรกในแต่ละบล็อกจะสร้างเหรียญใหม่ให้ผู้สร้างบล็อก เป็นแรงจูงใจให้ Node ช่วยสนับสนุนเครือข่าย และเป็นวิธีแจกเหรียญเข้าสู่ระบบโดยไม่มีผู้ออกส่วนกลาง ผ่านกลไก Proof of Work
Satoshi พูดถึง BitTorrent ตรงๆ อย่างน้อยสองครั้งในเว็บบอร์ด bitcointalk ครั้งแรกวันที่ 2 กรกฎาคม 2010 ซึ่งบังเอิญตรงกับวันครบรอบ 9 ปีของ BitTorrent พอดี เขาถามว่าโปรแกรม P2P อย่าง BitTorrent เชื่อมต่อได้กี่ Connection ครั้งที่สองวันที่ 5 สิงหาคม 2010 ในกระทู้เรื่องการโจมตีด้วยธุรกรรมเล็กๆ จำนวนมาก

ที่มา: Satoshi Nakamoto Institute (ต้นทาง bitcointalk)
"ถ้าจำเป็น เราก็ทำระบบตาต่อตาแบบ BitTorrent สำหรับการกระจายธุรกรรมได้ ส่งต่อธุรกรรมที่จ่ายค่าธรรมเนียมมาให้ผม ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่ส่งต่อของคุณ แต่คงไม่เป็นปัญหาจริงหรอก"
Satoshi Nakamoto โพสต์ในกระทู้ Flood attack 0.00000001 BC บน bitcointalk 5 สิงหาคม 2010 ต้นฉบับ "If we needed to, we could have a BitTorrent-esque tit-for-tat for transaction broadcast. Relay paying transactions to me, or I won't relay them to you. It probably won't be an actual problem though."
ประโยคนี้บอกว่า Satoshi รู้จักกลไกของ BitTorrent ดี และมองว่าเป็นเครื่องมือสำรองที่หยิบมาใช้ได้ แต่ไม่ได้เป็นหัวใจของระบบ Satoshi ไม่เคยบอกว่า Bitcoin ได้แรงบันดาลใจจาก BitTorrent รากความคิดของ Bitcoin โดยตรงมาจากงานของกลุ่ม Cypherpunk และ Hashcash มากกว่า
Bram Cohen กับเหรียญของตัวเอง
ปี 2017 Bram Cohen ลาออกจาก BitTorrent Inc. และก่อตั้งบริษัท Chia Network ร่วมกับ Ryan Singer เพื่อสร้างเหรียญคริปโตที่ใช้พื้นที่เก็บข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์แทนการเผาไฟฟ้าแบบ Proof of Work ของ Bitcoin เรียกว่า Proof of Space and Time
"แนวคิดคือทำ Bitcoin ที่ดีกว่าเดิม แก้ปัญหาการรวมศูนย์"
Bram Cohen ให้สัมภาษณ์ TechCrunch 8 พฤศจิกายน 2017 ต้นฉบับ "The idea is to make a better bitcoin, to fix the centralization problems."
Chia เปิดเครือข่ายหลักเมื่อ 19 มีนาคม 2021 โดยช่วงแรกยังไม่เปิดให้โอนเหรียญ ให้ผู้เข้าร่วมรับเฉพาะรางวัลจากการจองพื้นที่ก่อน แล้วเปิดธุรกรรมในเดือนพฤษภาคม 2021 ช่วงเปิดตัวเกิดกระแสคนแห่ซื้อฮาร์ดดิสก์มาทำ Chia จนเป็นข่าวทั่วโลก ผู้สนใจแนวคิดเครือข่ายเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ อ่านเปรียบเทียบได้ที่ Filecoin คืออะไร

ที่มา: chia.net (17 มี.ค. 2564)
TRON ซื้อ BitTorrent และเหรียญ BTT
วันที่ 24 กรกฎาคม 2018 BitTorrent Inc. ยืนยันว่า TRON Foundation ของ Justin Sun ปิดดีลซื้อกิจการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานก่อนหน้าว่าตกลงกันที่ราว 140 ล้านดอลลาร์ ในเวลานั้น BitTorrent ระบุว่ามีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน เมื่อ TorrentFreak ถามความเห็นในเดือนสิงหาคม 2018 Bram Cohen ตอบสั้นๆ ว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ TRON

ที่มา: TorrentFreak (24 ก.ค. 2561)
ผลที่ตามมาคือเหรียญ BTT (BitTorrent Token) ซึ่งเปิดขายบน Binance Launchpad เมื่อ 28 มกราคม 2019 ที่ราคา 0.00012 ดอลลาร์ต่อเหรียญ CoinDesk รายงานว่าขายหมดภายในไม่กี่นาที รอบที่จ่ายด้วย BNB จำนวน 23,760 ล้านเหรียญหมดใน 13 นาที 25 วินาที ส่วนรอบที่จ่ายด้วย TRX จำนวน 35,640 ล้านเหรียญหมดใน 14 นาที 41 วินาที มูลค่ารวมราว 7.2 ล้านดอลลาร์ และเป็นโทเคนแรกในประวัติศาสตร์ 17 ปีของ BitTorrent

ที่มา: Binance Blog (28 ม.ค. 2562)
ต่อมาในเดือนธันวาคม 2021 BTT ถูกปรับหน่วยใหม่ในอัตรา 1 ต่อ 1,000 เพื่อย้ายไปใช้บนเครือข่าย BitTorrent Chain ของตัวเอง การที่โปรโตคอลแจกไฟล์ซึ่งไม่เคยใช้เงินมา 17 ปีถูกผูกเข้ากับเหรียญคริปโต เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมากในชุมชน เพราะแนวคิดเดิมของ BitTorrent คือแรงจูงใจแบบไม่ต้องใช้เงิน อ่านเรื่องเครือข่าย TRON เพิ่มได้ที่ TRON คืออะไร
บทเรียนที่ BitTorrent ทิ้งไว้ให้ Bitcoin
BitTorrent พิสูจน์ได้ตั้งแต่ปี 2001 ว่าคนแปลกหน้าหลายล้านคนทั่วโลกสามารถร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลได้โดยไม่ต้องไว้ใจกัน ตราบใดที่ตรวจสอบข้อมูลได้เองด้วยคณิตศาสตร์ และพิสูจน์ด้วยว่าเครือข่ายที่ไม่มีเจ้าของปิดได้ยากกว่าเว็บไซต์ที่มีเจ้าของ แต่ BitTorrent ก็แสดงขีดจำกัดของแรงจูงใจที่ไม่มีเงินอยู่เบื้องหลัง คนส่วนใหญ่ช่วยเครือข่ายเฉพาะตอนที่ตัวเองต้องการอะไรบางอย่าง

Bitcoin รับโจทย์นี้ต่อ แล้วใส่สิ่งที่ BitTorrent ไม่มี คือเงินที่เครือข่ายสร้างขึ้นเองเพื่อจ่ายให้คนที่ช่วยดูแลระบบ และกลไกที่ทำให้ทุกคนเห็นตรงกันว่าเงินอยู่กับใคร เรื่องของ BitTorrent จึงไม่ใช่ต้นแบบโดยตรงของ Bitcoin แต่เป็นการทดลองขนาดใหญ่ที่สุดในยุคก่อนหน้า ที่ทำให้เห็นว่าเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ทำอะไรได้ และยังขาดอะไรอยู่
คำถามที่พบบ่อย
BitTorrent เปิดตัวเมื่อไร
Bram Cohen โพสต์ประกาศว่า BitTorrent ใช้งานได้แล้วในกลุ่ม decentralization บน Yahoo Groups เมื่อ 2 กรกฎาคม 2001
BitTorrent เกี่ยวกับ Bitcoin ไหม
ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง Whitepaper ของ Bitcoin ไม่ได้อ้างถึง BitTorrent แต่ทั้งสองระบบใช้แนวคิดเครือข่าย Peer-to-Peer และการตรวจข้อมูลด้วย Hash เหมือนกัน และ Satoshi เคยพูดถึงกลไกตาต่อตาแบบ BitTorrent ว่าเป็นทางเลือกที่ใช้ได้ถ้าจำเป็น
ทำไม BitTorrent ไม่ต้องใช้เงินเป็นแรงจูงใจ
BitTorrent ใช้หลักตาต่อตา คนที่อัปโหลดให้คนอื่นมากจะได้ความเร็วดาวน์โหลดมากตาม ได้ผลดีระหว่างที่ผู้ใช้ยังโหลดไฟล์อยู่ แต่เมื่อโหลดเสร็จแล้วก็ไม่มีแรงจูงใจให้ช่วยต่อ
Bram Cohen เกี่ยวข้องกับเหรียญ BTT ไหม
ไม่เกี่ยวข้อง Cohen ออกจาก BitTorrent Inc. ในปี 2017 เพื่อก่อตั้ง Chia Network และให้สัมภาษณ์ในปี 2018 ว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับ TRON ซึ่งเป็นผู้ซื้อกิจการและออกเหรียญ BTT
Chia ต่างจาก Bitcoin อย่างไร
Bitcoin ใช้ Proof of Work ที่ต้องใช้พลังคำนวณและไฟฟ้า ส่วน Chia ใช้ Proof of Space and Time ที่อาศัยพื้นที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์เป็นหลัก ร่วมกับการพิสูจน์ว่าเวลาผ่านไปจริง
สรุป
BitTorrent เริ่มจากโพสต์ที่มีคนตอบคนเดียวในปี 2001 แล้วกลายเป็นเครือข่าย Peer-to-Peer ที่ใหญ่ที่สุดในยุคก่อน Bitcoin มันพิสูจน์ว่าการหั่นข้อมูลเป็นชิ้นและตรวจด้วย Hash ทำให้คนแปลกหน้าแลกข้อมูลกันได้โดยไม่ต้องไว้ใจกัน และพิสูจน์ว่าเครือข่ายที่ไม่มีเจ้าของอยู่รอดได้ดีกว่าเว็บที่มีเจ้าของ แต่แรงจูงใจแบบตาต่อตายังมีขีดจำกัด Bitcoin ในปี 2009 แก้ปัญหาที่ยากกว่า คือทำให้ทุกคนเห็นตรงกันว่าเงินอยู่กับใคร และจ่ายรางวัลให้คนดูแลเครือข่ายด้วยเงินที่ระบบสร้างเอง ส่วน BitTorrent เองถูกขายให้ TRON และผูกเข้ากับเหรียญ BTT ขณะที่ผู้สร้างเดินหน้าทำเหรียญของตัวเองในชื่อ Chia