ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม เจาะตัวเลขจริงปี 2026
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

ขุด Bitcoin คุ้มไหม กินไฟจริงไหม เจาะตัวเลขจริงปี 2026

ขุด Bitcoin ปี 2026 คุ้มไหม เจาะจุดคุ้มทุนค่าไฟ ประสิทธิภาพเครื่อง ASIC รุ่นใหม่ ตอบคำถาม Bitcoin กินไฟจริงแค่ไหน เทียบค่าไฟบ้านไทยและคดีขโมยไฟฟ้าขุดเหรียญ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ของ Bitcoin Addict ต่อจาก Proof of Work คืออะไร ทำไม Bitcoin ต้องเปลืองไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย (ยังไม่ publish) อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทอื่นก่อนก็เข้าใจ

ขุด Bitcoin คุ้มไหม เจาะตัวเลขจริงปี 2026

คำตอบสั้นๆ ของคำถาม "ขุด Bitcoin คุ้มไหม" ในปี 2026 คือ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสามอย่างเท่านั้น: ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่จ่ายจริง ประสิทธิภาพของเครื่องขุดที่ใช้ และความสม่ำเสมอที่เครื่องเปิดทำงานได้ตลอดเวลา ถ้าสามอย่างนี้เข้าเกณฑ์ (ค่าไฟต่ำกว่าราวๆ 0.08-0.10 ดอลลาร์ต่อหน่วย หรือประมาณ 2.7-3.4 บาทต่อหน่วยที่อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน เครื่องรุ่นใหม่ประสิทธิภาพต่ำกว่า 15 จูลต่อเทระแฮช และเปิดเครื่องได้เกือบตลอดเวลา) การขุดยังทำกำไรได้จริง แต่ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป โดยเฉพาะค่าไฟที่แพงแบบค่าไฟบ้านทั่วไป การขุดจะขาดทุนแทบจะทันที

หลายคนยังมีภาพจำการขุด Bitcoin จากปี 2017-2021 ที่คนแห่ซื้อการ์ดจอจนขาดตลาด แต่โลกของการขุดเปลี่ยนไปมากตั้งแต่นั้น ทั้งเรื่องเครื่องมือ ต้นทุน และกติกาของเครือข่ายเอง บทความนี้จะพาไปดูตัวเลขจริงของปี 2026 ว่าใครยังขุดได้กำไรอยู่บ้าง และตอบคำถามที่มาคู่กันเสมอคือ Bitcoin เปลืองไฟจริงแค่ไหน

ก่อนคำนวณความคุ้ม ต้องเข้าใจว่านักขุดแข่งกับใคร

จากบทความ Proof of Work ของซีรีส์นี้ เราเข้าใจแล้วว่าการขุดคือการแข่งขันสุ่มหาคำตอบที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล และรางวัลของผู้ชนะคือเหรียญ Bitcoin ใหม่บวกค่าธรรมเนียมธุรกรรม สิ่งที่ต้องเข้าใจเพิ่มคือ การแข่งขันนี้ไม่ได้แข่งกับตัวเองในอดีต แต่แข่งกับนักขุดทั่วโลกที่มีอุปกรณ์และต้นทุนพลังงานต่างกันอย่างมหาศาลในเวลาเดียวกัน

การขุด Bitcoin ผ่านมาแล้วสามยุคของอุปกรณ์ เริ่มจาก CPU คอมพิวเตอร์ทั่วไปในยุคแรก ต่อด้วยการ์ดจอ (GPU) ที่ทรงพลังกว่า จนมาถึงเครื่องเฉพาะทางที่เรียกว่า ASIC ซึ่งออกแบบมาเพื่อคำนวณอัลกอริทึม SHA-256 ของ Bitcoin โดยเฉพาะเท่านั้น ทำให้มีกำลังประมวลผลสูงกว่า CPU หรือ GPU มหาศาล มาถึงปี 2026 การขุด Bitcoin ด้วย CPU หรือ GPU แทบไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว มีแต่เครื่อง ASIC รุ่นใหม่ล่าสุดเท่านั้นที่พอแข่งขันได้

ASIC ย่อมาจาก Application-Specific Integrated Circuit คือชิปที่ออกแบบมาให้ทำงานอย่างเดียวเท่านั้นคือคำนวณอัลกอริทึม SHA-256 สำหรับขุด Bitcoin โดยเฉพาะ ต่างจาก CPU หรือ GPU ที่เป็นชิปอเนกประสงค์ทำอะไรก็ได้ ทั้งเล่นเกม ตัดต่อวิดีโอ หรือขุดเหรียญที่ใช้อัลกอริทึมอื่น เพราะถูกออกแบบมาเฉพาะทางขนาดนี้ ASIC จึงคำนวณ SHA-256 ได้เร็วกว่าและกินไฟต่อหน่วยงานน้อยกว่า CPU หรือ GPU มหาศาลอย่างที่เห็นในตัวเลขด้านล่าง ตัวเลขเทียบให้เห็นภาพชัดๆ คือการ์ดจอระดับท็อปอย่าง NVIDIA RTX 4090 ทำความเร็วได้ราว 2 กิกะแฮชต่อวินาที (GH/s) บนอัลกอริทึม SHA-256 ขณะที่เครื่อง ASIC อย่าง Antminer S21 XP ทำได้ถึง 270 เทระแฮชต่อวินาที (TH/s) คิดเป็นกำลังประมวลผลที่มากกว่ากันประมาณ 130,000 เท่า และยิ่งเทียบกับ ASIC รุ่นล่าสุดของปี 2026 ช่องว่างนี้ก็ยิ่งถ่างกว้างขึ้นไปอีก แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือทำอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากขุดเหรียญที่ใช้อัลกอริทึมเดียวกันเท่านั้น (อธิบายละเอียดกว่านี้ได้ที่บทความ ASIC คืออะไร (ยังไม่ publish))

การ์ดจอ (GPU) เคยเป็นเครื่องมือขุดหลักของวงการคริปโตมานาน ไม่ใช่เพราะขุด Bitcoin ได้คุ้ม แต่เพราะขุด Ethereum ได้ดี ในยุคที่ Ethereum ยังใช้ระบบ Proof of Work เหมือน Bitcoin จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเดือนกันยายน 2022 เมื่อ Ethereum ย้ายระบบทั้งเครือข่ายจาก Proof of Work ไปเป็น Proof of Stake ที่เรียกกันว่า "The Merge" ทำให้ขุด Ethereum ด้วย GPU ไม่ได้อีกต่อไปในทันที ข้อมูลช่วงนั้นประเมินว่า GPU ที่ใช้ขุด Ethereum คิดเป็นมูลค่าตลาดราว 7,190 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30% ของมูลค่าตลาด GPU ทั้งหมดที่ราว 23,900 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น และราคาการ์ดจอมือสองในตลาดร่วงลงทันที 60-70% ภายในไม่กี่วันหลัง Merge ส่วนการขุด Bitcoin ด้วย GPU นั้นไม่คุ้มมานานแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เพราะ ASIC แรงกว่า GPU มหาศาลอย่างที่อธิบายไปข้างต้น พอ Ethereum ปิดประตูทางเลือกสุดท้ายนี้ไปด้วย ตลาดขุดด้วย GPU จึงหดตัวลงอย่างมาก คนที่เคยขุด ETH ด้วย GPU ต้องหันไปขุดเหรียญเล็กอื่นที่ยังรองรับ GPU หรือเลิกขุดไปเลย นี่คือเหตุผลที่การ์ดจอเลิกเป็นกระแสหลักในวงการขุดคริปโตไปนานแล้ว

เครื่องขุด ASIC รุ่นล่าสุดที่วางขายจริงในปี 2026 คือรุ่น Bitmain Antminer S23 ที่เปิดตัวช่วงต้นปี 2026 รุ่นระบายความร้อนด้วยลม (S23 air-cooled) ให้กำลังขุด 318 TH/s ที่ประสิทธิภาพราว 11 J/TH ถือเป็นรุ่นระบายความร้อนด้วยลมที่ประหยัดไฟที่สุดในตลาดตอนนี้ ส่วนรุ่นระบายความร้อนด้วยของเหลว (S23 Hyd) ให้กำลังขุดสูงถึง 580 TH/s ที่ประสิทธิภาพราว 9.5 J/TH ต่ำกว่า 10 J/TH เป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม ฝั่ง MicroBT ผู้ผลิต ASIC รายใหญ่อีกเจ้าก็ตามมาติดๆ ด้วยรุ่น WhatsMiner M70 series ที่เปิดตัวปลายปี 2025 รุ่นระบายความร้อนด้วยลม (M72S) ทำได้ราว 13.5 J/TH ส่วนรุ่นระบายความร้อนด้วยของเหลว (M73S+) ทำได้ราว 12.5 J/TH โดยรวมแล้วเครื่องรุ่นใหม่สุดของทั้งสองค่ายในปี 2026 อยู่ในช่วงประสิทธิภาพต่ำกว่า 9.5-13.5 จูลต่อเทระแฮช (J/TH ยิ่งตัวเลขต่ำยิ่งประหยัดไฟ) เทียบกับเครื่องรุ่นเก่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่กินไฟมากกว่านี้หลายเท่าตัวต่อหน่วยงานที่ทำได้เท่ากัน นี่คือเหตุผลที่เตือนไว้ตั้งนานแล้วว่า เครื่องขุดรุ่นเก่าจะกลายเป็น "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" ทันทีที่รุ่นใหม่ที่ประหยัดไฟกว่าออกสู่ตลาด เพราะแข่งขันด้านต้นทุนไฟฟ้าไม่ได้อีกต่อไป

วิวัฒนาการเครื่องขุด Bitcoin จาก CPU สู่ GPU และ ASIC ปี 2026 ต่ำกว่า 15 จูลต่อเทระแฮชถึงจะแข่งขันได้

ภาพ: ไล่วิวัฒนาการเครื่องขุด Bitcoin จาก CPU สู่ GPU จนถึง ASIC ในปัจจุบัน ที่ต้องมีประสิทธิภาพต่ำกว่า 15 จูลต่อเทระแฮชถึงจะยังแข่งขันในตลาดปี 2026 ได้

คำนวณจริง: ค่าไฟเท่าไหร่ถึงจะยังพอมีกำไร

ตัวแปรที่ชี้ชะตาการขุดมากที่สุดในปี 2026 ไม่ใช่ราคาเหรียญ Bitcoin แต่คือราคาไฟฟ้าต่อหน่วยที่นักขุดจ่ายจริง

ข้อมูลจากผู้ให้บริการเหมืองขุดและเว็บวิเคราะห์หลายแห่งชี้ตรงกันว่า จุดคุ้มทุน (break-even) ของเครื่องขุดรุ่นปัจจุบันอยู่ที่ราคาไฟฟ้าประมาณ 0.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย (kWh) หรือประมาณ 3.4 บาทต่อหน่วยที่อัตราแลกเปลี่ยนราว 33.5 บาทต่อดอลลาร์ในปี 2026 ถ้าได้ไฟฟ้าราคาต่ำกว่า 0.08 ดอลลาร์ต่อหน่วย (ราว 2.7 บาทต่อหน่วย) บวกกับเครื่องรุ่นใหม่ที่ประสิทธิภาพต่ำกว่า 15 J/TH และเปิดเครื่องได้ต่อเนื่องแทบตลอดเวลา การขุดยังทำกำไรได้จริงในปี 2026 แต่ถ้าจ่ายค่าไฟในอัตราบ้านทั่วไปของสหรัฐฯ ที่ราว 0.16-0.20 ดอลลาร์ต่อหน่วย (ประมาณ 5.4-6.7 บาทต่อหน่วย) การขุดที่บ้านแทบไม่มีทางทำกำไรได้เลยสำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่

ลองดูตัวอย่างการคำนวณให้เห็นภาพ เครื่องขุดขนาด 3.5 กิโลวัตต์เครื่องหนึ่งใช้ไฟฟ้าประมาณ 84 หน่วยต่อวัน ถ้าจ่ายค่าไฟที่ 0.10 ดอลลาร์ต่อหน่วย (ราว 3.4 บาทต่อหน่วย) จะเสียค่าไฟฟ้าราว 8.4 ดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 281 บาทต่อวัน ยังไม่รวมค่าธรรมเนียม pool และค่าระบายความร้อน ถ้ารายได้จากการขุดในช่วงตลาดดีอยู่ที่ราว 10-14 ดอลลาร์ต่อวัน กำไรที่เหลือก็ยังบางมาก และจะหายไปทันทีถ้าค่าไฟแพงกว่านี้เพียงเล็กน้อย

เครื่องมือคำนวณความคุ้มค่าที่แนะนำมีสองตัวคือ Nicehash Profitability Calculator และ WhatToMine ซึ่งให้ผู้ใช้กรอกสเปกเครื่องและราคาไฟของตัวเองเพื่อประเมินกำไรขาดทุนแบบรายวัน รายเดือน และรายปี หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้จริงในปี 2026 เพียงแต่ตัวแปรที่ป้อนเข้าไปเปลี่ยนไปมาก ทั้งราคาการ์ด ค่า Difficulty ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และรางวัลต่อบล็อกที่ลดลงจาก Halving

หมายเหตุ ตัวเลขค่าไฟและรายได้เปลี่ยนได้ทุกวัน: ตัวอย่างการคำนวณข้างต้นใช้ตัวเลข ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้เท่านั้น ในความเป็นจริงตัวแปรทุกตัวไม่นิ่ง ค่า Ft หรือค่าไฟฟ้าผันแปรของไทยปรับทุก 4 เดือนโดยสำนักงาน กกพ. ส่วนราคา Bitcoin และค่า Difficulty ของเครือข่ายเปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน ใครอยากรู้ความคุ้มค่าจริงของตัวเอง ณ วันนี้ ควรเปิดเว็บคำนวณสดแทนการยึดตัวเลขในบทความนี้เป็นค่าคงที่ถาวร เช่นเว็บ mining calculator อย่าง whattomine.com หรือ minerstat สำหรับกรอกสเปกเครื่องและราคาไฟของตัวเองใหม่ทุกครั้ง และเว็บสำนักงาน กกพ. (erc.or.th) สำหรับเช็คอัตราค่า Ft ปัจจุบัน

ทำไมนักขุดรายย่อยแทบไม่เหลือที่ยืนแล้ว

ปัจจัยหลักที่สุดที่ทำให้นักขุดรายย่อยแข่งกับรายใหญ่ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องมีเงินซื้อเครื่องขุดรุ่นใหม่หรือไม่ แต่คือต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่แต่ละคนจ่ายไม่เท่ากัน ซ้ำเติมด้วยกติกาของเครือข่ายเองที่ออกแบบมาให้หนักขึ้นตามธรรมชาติทุกปี

รายได้จากการขุด Bitcoin ต่อกำลังประมวลผลหนึ่งหน่วยนั้นเท่ากันหมดไม่ว่าใครจะเป็นคนขุด เพราะถูกกำหนดโดยกติกาเครือข่ายและราคาเหรียญ ไม่ใช่โดยตัวนักขุดเอง ตัวแปรเดียวที่ทำให้ต้นทุนของแต่ละคนต่างกันจริงๆ คือราคาไฟฟ้าต่อหน่วยที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของการขุดตลอดเวลา ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าราคาส่งปริมาณมาก หรือไปตั้งฟาร์มขุดในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าราคาถูกเป็นพิเศษ เช่นใกล้เขื่อนหรือแหล่งพลังงานส่วนเกินที่อธิบายในหัวข้อถัดไป จะมีต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยงานต่ำกว่าคนที่จ่ายค่าไฟราคาปลีกทั่วไปอย่างมาก ต่อให้ใช้เครื่องขุดรุ่นเดียวกันเป๊ะ นักขุดที่จ่ายค่าไฟถูกกว่าก็มีต้นทุนต่ำกว่า กำไรมากกว่า และอยู่รอดในเกมนี้ได้นานกว่าเสมอ นี่คือเหตุผลหลักที่นักขุดรายย่อยที่เปิดเครื่องอยู่ที่บ้านแทบไม่เหลือที่ยืนในปี 2026 มากกว่าแค่เรื่องราคาเครื่องแพงเพียงอย่างเดียว

Halving ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2024 ทำให้รางวัลต่อบล็อกลดจาก 6.25 เหลือ 3.125 BTC และครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นราวต้นปี 2028 ที่บล็อกความสูงประมาณ 1,050,000 ซึ่งจะทำให้รางวัลลดเหลือ 1.5625 BTC ทุกครั้งที่ Halving เกิดขึ้น รายได้ของนักขุดต่อการทำงานหนึ่งหน่วยจะลดลงครึ่งหนึ่งทันที เว้นแต่ราคาเหรียญจะปรับขึ้นมาชดเชย ผนวกกับ Difficulty Adjustment ที่ปรับความยากขึ้นอัตโนมัติทุกสองสัปดาห์ตามที่อธิบายไว้ในบทความ Proof of Work ยิ่งมีคนแห่เข้ามาขุดมากเท่าไหร่ โจทย์ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ทำให้ส่วนแบ่งรางวัลของแต่ละคนบางลงเรื่อยๆ

อีกเรื่องที่ต้องเตือนไว้ชัดๆ สำหรับคนที่คิดจะลงทุนแบบ Cloud Mining (ซื้อสัญญาเช่ากำลังขุดจากบริษัทอื่นแทนที่จะซื้อเครื่องเอง) ว่ามีเพียงส่วนน้อยมาก ประเมินว่าอาจไม่ถึง 10% ของตลาด ที่นำเงินไปลงทุนขุดจริง ส่วนที่เหลืออีกกว่า 90% มักมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ที่ไม่ได้นำเงินไปขุดจริงแต่อ้างผลตอบแทนสม่ำเสมอให้นักลงทุน คำเตือนนี้ยังใช้ได้จริงในปี 2026 ยิ่งช่วงที่ราคาเหรียญคริปโตขึ้นแรง มักมีบริการ Cloud Mining ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริงโผล่มาให้เห็นเป็นระลอก ควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ

Halving 2024 ลดรางวัลจาก 6.25 เหลือ 3.125 BTC และ Difficulty ปรับยากขึ้นทุก 2 สัปดาห์อัตโนมัติ

ภาพ: สรุปกลไก Halving ที่ลดรางวัลบล็อกจาก 6.25 เหลือ 3.125 BTC เมื่อปี 2024 คู่กับ Difficulty Adjustment ที่ปรับความยากของการขุดใหม่ทุก 2 สัปดาห์โดยอัตโนมัติ

Bitcoin กินไฟจริงไหม ตัวเลขจริงเทียบกับความกลัวที่เกินจริง

นี่คือคำถามที่มาคู่กับเรื่องการขุดเสมอ และเป็นประเด็นที่ถูกพูดเกินจริงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการคริปโต

ย้อนกลับไปปี 2017 World Economic Forum ตีพิมพ์บทความเตือนว่าเครือข่าย Bitcoin อาจใช้พลังงานมากจนเทียบเท่าพลังงานทั้งโลกภายในปี 2020 สื่ออย่าง Newsweek ก็ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ทำนองเดียวกันในเดือนเดียวกัน Lyn Alden ผู้เขียนหนังสือ Broken Money ชี้ให้เห็นว่าคำทำนายนี้ ผิดพลาดไปถึงสามอันดับ (three orders of magnitude) เพราะพอถึงปี 2020 จริง เครือข่าย Bitcoin ใช้พลังงานไฟฟ้าไม่ถึง 0.1% ของพลังงานทั้งโลกด้วยซ้ำ

มาถึงปี 2026 ตัวเลขประเมินจากดัชนีต่างๆ (Cambridge CBECI และ Digiconomist ซึ่งใช้วิธีคำนวณต่างกันจึงให้ตัวเลขต่างกันพอสมควร และตัวเลขของ CBECI เองก็ขยับขึ้นในช่วงต้นปี 2026 ด้วย) ระบุว่าเครือข่าย Bitcoin ทั้งหมดใช้ไฟฟ้ารวมกันราว 150-180 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี คิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งโลก (ซึ่งมีมากกว่า 30,000 TWh ต่อปี) ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศขนาดกลางอย่างโปแลนด์หรืออาร์เจนตินาใช้ทั้งประเทศในหนึ่งปี

ถ้าอยากได้ภาพที่ใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น ปริมาณไฟฟ้าที่ Bitcoin ทั้งเครือข่ายใช้ทั่วโลกในหนึ่งปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณสองในสามถึงสามในสี่ของปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศไทยทั้งประเทศใช้ในหนึ่งปี (ไทยใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 220 กว่า TWh ต่อปีในช่วงปี 2025-2026) พูดง่ายๆ คือเครือข่าย Bitcoin ทั้งโลกกินไฟน้อยกว่าประเทศไทยประเทศเดียวเสียอีก ซึ่งอาจฟังดูขัดกับภาพจำที่หลายคนมีว่า Bitcoin "กินไฟทั้งโลก"

พลังงานที่ Bitcoin ใช้ เป็นพลังงานที่ถูกทิ้งอยู่แล้วจริงไหม

ข้อโต้แย้งที่ฝั่งสนับสนุน Bitcoin หยิบมาใช้บ่อยที่สุดคือ เครือข่ายนี้มักไปใช้พลังงานที่เรียกว่า "stranded energy" หรือพลังงานที่ติดค้าง ไม่มีที่ไปอยู่แล้ว ถ้าไม่มีใครมาใช้ก็จะถูกทิ้งเปล่าโดยไม่เกิดประโยชน์

Lyn Alden อธิบายไว้ใน Broken Money ว่าข้อสรุปสำคัญสองข้อของบทที่ว่าด้วยพลังงานของ Bitcoin คือ หนึ่ง การใช้พลังงานของ Bitcoin ในระยะยาวถูกจำกัดด้วยประโยชน์ที่มันสร้างให้ผู้ใช้ (ผูกกับรายได้ของนักขุดโดยตรง ไม่ใช่ใช้แบบไม่มีขีดจำกัด) และสอง Bitcoin มักไปดูดซับพลังงานที่ติดค้างซึ่งไม่งั้นจะถูกทิ้งไปเฉยๆ เธออธิบายว่านักขุด Bitcoin เป็นผู้ซื้อพลังงานที่ผิดปกติจากผู้ซื้อทั่วไป เพราะไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้เมืองหรือใกล้ประชาชน ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำๆ ก็พอ ทำให้นักขุดสามารถไปตั้งเครื่องอยู่ ณ จุดที่มีพลังงานราคาถูกที่สุดในโลกได้โดยตรง

Nic Carter นักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัลที่ Broken Money ยกมาอ้างอิง อธิบายภาพนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า "An interesting externality of PoW coins, they are always-willing energy buyers at 3-5 cents/kWH. And some of the best energy assets are off the grid. This global energy net liberates stranded assets and makes new ones viable." (ผลพลอยได้ที่น่าสนใจของเหรียญสาย PoW คือมันเป็นผู้ซื้อพลังงานที่พร้อมซื้อเสมอที่ราคา 3-5 เซนต์ต่อหน่วย หรือประมาณ 1.0-1.7 บาทต่อหน่วย และแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดหลายแห่งก็ไม่ได้เชื่อมกับสายส่งไฟฟ้าหลักอยู่แล้ว ตาข่ายพลังงานทั่วโลกแบบนี้ปลดปล่อยทรัพย์สินที่ติดค้างและทำให้แหล่งใหม่ๆ เกิดขึ้นได้)

ตัวอย่างที่จับต้องได้คือ บริษัท Gridless ที่ทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก (mini-grid) ในชนบทของเคนยา ซึ่งมีปัญหาผลิตไฟฟ้าได้แต่ไม่มีผู้ใช้มากพอให้คุ้มทุน Bitcoin Magazine รายงานว่าในปีแรกที่เริ่มดำเนินงาน Gridless เข้าไปทำสัญญานำร่องแล้ว 5 โครงการในพื้นที่ชนบทของเคนยา และมี 3 โครงการที่เดินเครื่องได้จริงแล้ว บริษัทระดมทุนได้ 2 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2022 เพื่อขยายงาน หลักการคือให้นักขุด Bitcoin เป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายแรกที่รับซื้อได้แม้ปริมาณน้อยและไม่แน่นอน ทำให้โครงการไฟฟ้าเกิดขึ้นได้ก่อน แล้วค่อยขยายไปสู่การใช้งานของชุมชนจริงในภายหลัง

Alex Gladstein จาก Human Rights Foundation อธิบายปัญหานี้ไว้ในบทความปี 2021 ที่ Broken Money อ้างถึงว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากเจอ "stranded power problem" คือมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ (น้ำ ลม แสงอาทิตย์) แต่ขาดโครงสร้างพื้นฐานส่งไฟฟ้าไปยังจุดที่มีผู้ใช้ นักลงทุนก็ไม่กล้าลงทุนสร้างโครงข่ายส่งไฟฟ้าเพราะมองไม่เห็นทางคืนทุน การมีนักขุด Bitcoin เป็นผู้ซื้อไฟฟ้าตั้งแต่วันแรกที่โรงไฟฟ้าเปิด จึงช่วยให้โครงการเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะรอให้ประชาชนในพื้นที่มีเงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามากพอ

ข้อมูลจากรายงานอุตสาหกรรมการขุดของ Cambridge ปี 2025 ยังชี้ว่าสัดส่วนพลังงานสะอาดในเครือข่ายการขุด Bitcoin เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 37.6% ในปี 2022 มาอยู่ที่ราว 52.4% (รวมพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนอย่างน้ำและลม) และก๊าซธรรมชาติ (ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากก๊าซที่ถูกเผาทิ้งจากบ่อน้ำมัน หรือ flare gas ที่ไม่งั้นจะถูกปล่อยทิ้งเปล่าอยู่แล้ว) ได้แซงถ่านหินขึ้นมาเป็นแหล่งพลังงานสัดส่วนสูงสุดของอุตสาหกรรมนี้ ขณะที่สัดส่วนถ่านหินลดลงจากเกือบ 37% เหลือไม่ถึง 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน

Bitcoin กินไฟจริงไหม เทียบความกลัวปี 2017 กับความจริงปี 2020 ที่ใช้ไฟไม่ถึง 0.1% ของโลก

ภาพ: เทียบคำเตือนเกินจริงเมื่อปี 2017 ที่กลัวว่า Bitcoin จะกินไฟเท่าทั้งโลกภายในปี 2020 กับตัวเลขจริงที่พบว่าใช้ไฟไม่ถึง 0.1% ของพลังงานทั้งโลก

ทำไมคนไทยบางคนถึงขโมยไฟฟ้าไปขุด Bitcoin

ตัวเลขค่าไฟบ้านของไทยเป็นคำตอบตรงๆ ว่าทำไมถึงมีข่าวจับกุมเหมืองขุด Bitcoin เถื่อนในไทยเป็นระลอก และทำไมแทบทุกคดีล้วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่การขุดถูกกฎหมายตามปกติ

อัตราค่าไฟฟ้าบ้านของไทยในช่วงกลางปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.2 บาทต่อหน่วยเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว คิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐก็ตกอยู่ที่ราว 0.11-0.12 ดอลลาร์ต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าจุดคุ้มทุนของการขุดที่ราว 0.08-0.10 ดอลลาร์ต่อหน่วย (ราว 2.7-3.4 บาทต่อหน่วย) ที่กล่าวไปข้างต้น พูดง่ายๆ คือถ้าจ่ายค่าไฟตามอัตราปกติของไทย การขุด Bitcoin ด้วยเครื่องรุ่นใหม่ที่สุดก็แทบไม่เหลือกำไรอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ ที่อธิบายได้ว่าทำไมคนบางกลุ่มจึงเลือกทางลัดคือขโมยไฟฟ้าแทนที่จะจ่ายตามราคาจริง เพราะถ้าไม่มีต้นทุนค่าไฟเลย การขุดก็กลายเป็นกำไรล้วนๆ ทันที

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเปิดปฏิบัติการทลายเหมืองขุด Bitcoin เถื่อนหลายครั้งในช่วงปี 2025-2026 ตัวอย่างเช่น ปฏิบัติการ "Bitforge" ที่ทลายเหมืองขุดซุกซ่อนอยู่ในโรงงาน 3 แห่งย่านสมุทรสาคร สร้างความเสียหายต่อรัฐกว่า 500 ล้านบาท และปฏิบัติการ "ธัญโวลต์ (Thanya Volt)" ที่ทลายเหมืองขุด 25 แห่งย่านธัญบุรี พบเครื่องขุดกว่า 350 เครื่อง มูลค่าความเสียหายปีละกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคดีที่ตำรวจจับเหมืองขุดในจังหวัดชลบุรีที่ลักลอบใช้ไฟฟ้าสร้างความเสียหายกว่า 110 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงต่างออกประกาศเตือนตรงกันว่าการลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดเหรียญคริปโตมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา และเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าโดยรวมด้วย เพราะการดัดแปลงมิเตอร์และเดินสายไฟเกินพิกัดเสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้

เคสเหล่านี้จึงไม่ใช่หลักฐานว่า "การขุด Bitcoin ในไทยคุ้ม" แต่ตรงกันข้าม มันคือหลักฐานว่า การขุดด้วยค่าไฟจริงในไทยไม่คุ้ม จนต้องมีคนยอมทำผิดกฎหมายเพื่อตัดต้นทุนค่าไฟออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นการยืนยันหลักการทางเศรษฐศาสตร์ของการขุดที่อธิบายไว้ตลอดบทความนี้ได้ตรงที่สุด

สรุป: ขุด Bitcoin คุ้มไหมในปี 2026

สำหรับคนทั่วไปที่จ่ายค่าไฟราคาปกติ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟบ้านของไทยหรือค่าไฟบ้านทั่วไปในสหรัฐฯ คำตอบตรงไปตรงมาคือไม่คุ้มสำหรับเครื่องขุดที่ซื้อมาเปิดเองที่บ้าน

การขุดยังทำกำไรได้จริงเฉพาะผู้เล่นที่เข้าถึงไฟฟ้าราคาถูกเป็นพิเศษ (ต่ำกว่า 0.08-0.10 ดอลลาร์ต่อหน่วย หรือประมาณ 2.7-3.4 บาทต่อหน่วย) มักเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าราคาส่ง หรือไปตั้งเหมืองใกล้แหล่งพลังงานที่มีส่วนเกินอยู่แล้วโดยตรง พร้อมกับใช้เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดที่ประหยัดไฟและเปิดเครื่องได้เกือบตลอดเวลา สำหรับคนทั่วไปที่สนใจ Bitcoin การซื้อเหรียญโดยตรงหรือลงทุนแบบ DCA มักเป็นทางเลือกที่คุมความเสี่ยงได้ง่ายกว่าการลงทุนซื้อเครื่องขุดมาก

ส่วนคำถามเรื่องพลังงาน ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบชี้ตรงกันว่าความกลัวที่ว่า Bitcoin จะ "กินไฟทั้งโลก" นั้นเกินจริงไปมากตั้งแต่ต้น เครือข่ายทั้งหมดใช้ไฟต่ำกว่า 1% ของโลก น้อยกว่าที่ประเทศไทยทั้งประเทศใช้เสียอีก และสัดส่วนพลังงานสะอาด/พลังงานที่ไม่งั้นจะถูกทิ้งเปล่าในอุตสาหกรรมนี้ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

คำถามที่พบบ่อย

ขุด Bitcoin คุ้มไหมในปี 2026?

คุ้มเฉพาะผู้ที่เข้าถึงไฟฟ้าราคาต่ำกว่าราว 0.08-0.10 ดอลลาร์ต่อหน่วย (ประมาณ 2.7-3.4 บาทต่อหน่วย) ใช้เครื่องรุ่นใหม่ประสิทธิภาพต่ำกว่า 15 จูลต่อเทระแฮช และเปิดเครื่องได้ต่อเนื่องเกือบตลอดเวลา สำหรับคนทั่วไปที่จ่ายค่าไฟบ้านราคาปกติ (รวมถึงค่าไฟบ้านของไทยที่ราว 0.11-0.12 ดอลลาร์ต่อหน่วย หรือประมาณ 4.2 บาทต่อหน่วย) การขุดแทบไม่เหลือกำไร

เครื่องขุด ASIC รุ่นใหม่ล่าสุดประหยัดไฟแค่ไหน?

รุ่นล่าสุดที่วางขายจริงคือ Bitmain Antminer S23 เปิดตัวต้นปี 2026 รุ่นระบายความร้อนด้วยลมทำได้ราว 11 จูลต่อเทระแฮช ถือว่าดีที่สุดในกลุ่มระบายความร้อนด้วยลม ส่วนรุ่นระบายความร้อนด้วยของเหลว (S23 Hyd) ทำได้ต่ำกว่า 10 จูลต่อเทระแฮชเป็นครั้งแรก (ราว 9.5 J/TH) ฝั่ง MicroBT ก็มีรุ่น WhatsMiner M70 series ตามมาติดๆ ที่ 12.5-13.5 J/TH ประหยัดไฟกว่าเครื่องรุ่นเก่าหลายปีก่อนหลายเท่าตัวต่อหน่วยงานที่ทำได้เท่ากัน และแรงกว่าการ์ดจออย่าง GPU หลายแสนเท่า

Bitcoin กินไฟฟ้าจริงแค่ไหน เทียบกับโลกทั้งใบ?

เครือข่าย Bitcoin ทั้งหมดใช้ไฟฟ้ารวมกันราว 150-180 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปีในปี 2026 คิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งโลก ใกล้เคียงกับปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศโปแลนด์หรืออาร์เจนตินาใช้ทั้งประเทศ และน้อยกว่าปริมาณไฟฟ้าที่ประเทศไทยทั้งประเทศใช้ในหนึ่งปีเสียอีก

คำทำนายว่า Bitcoin จะกินไฟทั้งโลกเป็นเรื่องจริงไหม?

ไม่จริง ปี 2017 World Economic Forum และ Newsweek เคยทำนายว่า Bitcoin อาจกินพลังงานเท่าทั้งโลกภายในปี 2020 แต่ผลจริงคือ Bitcoin ใช้ไฟไม่ถึง 0.1% ของโลก ผิดพลาดไปถึงสามอันดับความรุนแรง (ประมาณ 1,000 เท่า) ตามที่ Lyn Alden ชี้ไว้ในหนังสือ Broken Money

Stranded energy ที่ใช้ขุด Bitcoin คืออะไร?

คือพลังงานที่ผลิตได้แต่ไม่มีผู้ใช้เพียงพอหรือไม่มีโครงสร้างส่งไฟฟ้าไปถึงผู้ใช้ ไม่งั้นจะถูกทิ้งเปล่า เช่น ก๊าซที่ถูกเผาทิ้งจากบ่อน้ำมัน หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล นักขุด Bitcoin เข้าไปเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายแรกที่รับซื้อได้แม้ปริมาณน้อยและไม่แน่นอน ทำให้พลังงานที่จะถูกทิ้งเปล่ากลายเป็นรายได้แทน

ทำไมมีคนไทยถูกจับข้อหาขโมยไฟฟ้าไปขุด Bitcoin?

เพราะค่าไฟฟ้าปกติของไทยแพงกว่าจุดคุ้มทุนของการขุด การขุดด้วยค่าไฟจริงจึงแทบไม่มีกำไร คนบางกลุ่มจึงเลือกลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อตัดต้นทุนค่าไฟทั้งหมดออกไป ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา และหน่วยงานอย่าง DSI การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงก็ทลายเหมืองเถื่อนลักษณะนี้ไปแล้วหลายครั้ง

คนทั่วไปควรซื้อเครื่องมาขุดเองไหม?

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีไฟฟ้าราคาถูกเป็นพิเศษ การซื้อเครื่องมาขุดเองที่บ้านมีความเสี่ยงสูงและมักไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับการซื้อเหรียญ Bitcoin โดยตรง และต้องเตือนเพิ่มเติมว่าบริการ Cloud Mining ส่วนใหญ่กว่า 90% ของตลาดมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ที่ไม่ได้นำเงินไปขุดจริง ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

📖 เรื่องวิวัฒนาการเครื่องขุด CPU/GPU/ASIC และเครื่องมือคำนวณความคุ้มค่าแบบละเอียดกว่านี้ ผู้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Bitcoin & Blockchain 101 เงินดิจิทัลเปลี่ยนโลก (ฉบับ UPDATE 2024) หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

เสริมข้อมูลจากคลังหนังสือของไมเคิล (ตรวจสอบกับ source.pdf ต้นฉบับแล้วทุกจุด): Broken Money (Lyn Alden) บทที่ 25 How Bitcoin Uses Energy: คำทำนายผิดพลาดของ WEF/Newsweek ปี 2017 (น.PDF391), thesis เรื่อง stranded energy (น.PDF391), quote Nic Carter (น.PDF402), quote/เคส Alex Gladstein เรื่อง stranded power problem และ Gridless ในเคนยา (น.PDF413-415)

ตัวเลขปัจจุบันตรวจสอบผ่าน WebSearch: จุดคุ้มทุนค่าไฟ ~0.08-0.10 ดอลลาร์/หน่วย, ประสิทธิภาพเครื่อง ASIC รุ่นใหม่สุด 2026 (9.5-13.5 J/TH), Halving 2024 (3.125 BTC) และประมาณการ Halving 2028, การใช้ไฟฟ้ารวมของเครือข่าย Bitcoin ~150-180 TWh/ปี (Cambridge CBECI/Digiconomist ตัวเลข CBECI ล่าสุด ก.พ. 2026 อยู่ที่ราว 170-180 TWh ปรับช่วงให้กว้างขึ้นตามข้อมูลใหม่), สัดส่วนพลังงานสะอาดในการขุด ~52.4% (Cambridge Digital Mining Industry Report), ค่าไฟฟ้าบ้านไทยช่วงกลางปี 2026 (กกพ., ~4.2 บาท/หน่วยรวม VAT), ปริมาณไฟฟ้าที่ไทยใช้ทั้งประเทศ (~217,000 GWh ปี 2025), คดีลักลอบใช้ไฟฟ้าขุด Bitcoin ในไทย (DSI ปฏิบัติการ Bitforge/ธัญโวลต์, ข่าว Thairath/ThaiPBS, ประกาศเตือนของ PEA/MEA)

เพิ่มเติมรอบ 3 (2026-08-04) ตรวจผ่าน WebSearch: อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2026 อยู่ที่ราว 33.4-33.9 บาทต่อดอลลาร์ (ใช้ฐาน ~33.5 แปลงค่าไฟทุกจุดในบทความเป็นบาท), รุ่น ASIC ล่าสุดที่วางขายจริง คือ Bitmain Antminer S23 (air-cooled 318 TH/s ที่ 11 J/TH เปิดตัว ม.ค. 2026) และ S23 Hyd (580 TH/s ที่ 9.5 J/TH), MicroBT WhatsMiner M70 series (M72S air-cooled 13.5 J/TH, M73S+ hydro 12.5 J/TH เปิดตัวปลายปี 2025), อัตราเปรียบเทียบกำลังประมวลผล ASIC vs GPU (RTX 4090 ~2 GH/s บน SHA-256 เทียบ Antminer S21 XP ที่ 270 TH/s ต่างกันราว 130,000 เท่า)

บทความทั้งหมด