Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 38: ความน่าเชื่อถือที่ซื้อด้วยดอกเบี้ย
เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี มติเอกฉันท์ 12-0 สู่กรอบ 3.75-4.00% ยีลด์ 10 ปีแตะ 5.01% สูงสุดตั้งแต่ปี 2550 Bitcoin หลุด 76,700 ดอลลาร์ เงินใหม่หยุดไหลทุกช่องทาง โดยปริ้น Merkle Capital
Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 38/2026 คอลัมน์วิเคราะห์ประจำสัปดาห์โดย Merkle Capital ร่วมกับ Bitcoin Addict
ความน่าเชื่อถือที่ซื้อด้วยดอกเบี้ย เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบสามปี สวนกระแสกดดันทางการเมืองอย่างเปิดเผย แล้วตลาดพันธบัตรก็ตอบรับในแบบที่มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังทำไม่สำเร็จมาตลอดหลายสัปดาห์ก่อนหน้า ยีลด์ 10 ปีแตะ 5.01% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แต่การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวกลับลดลง ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นผู้รับกรรม ร่าง CLARITY Act ไม่ผ่านวุฒิสภาซ้อนกับจังหวะขึ้นดอกเบี้ยพอดี Bitcoin จึงหลุดแนว 76,700 ดอลลาร์ลงไปซื้อขายแถว 76,000 ดอลลาร์ ขณะที่เงินใหม่หยุดไหลเข้าเกือบทุกช่องทางพร้อมกัน
บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ตั้งต้นจากบทวิเคราะห์ Bitcoin และเศรษฐกิจมหภาคประจำสัปดาห์ของ ภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ (ปริ้น) Senior Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ร่วมกับ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด โดยใช้ข้อมูลมหภาคจาก Bloomberg และข้อมูล On-chain จาก Glassnode "The Week On-chain" กองบรรณาธิการ Bitcoin Addict ตรวจสอบตัวเลขกับแหล่งต้นทางทุกจุดก่อนเผยแพร่ และขยายความด้วยข้อมูลสภาพคล่องโลกจากคลังของทีม ตัวเลขทุกตัวกำกับวันที่ของข้อมูลไว้ในวงเล็บหรือในเนื้อความ
มติเอกฉันท์ที่ไม่มีใครคาด
คณะกรรมการ FOMC ลงมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% เมื่อ 16 กันยายน 2026 เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่มกราคม 2023 ประมาณการชุดใหม่ (dot plot) ระบุว่ามีผู้ส่งข้อมูลทั้งหมด 18 คน ไม่ใช่ 19 คนตามปกติ เพราะประธานเฟดวอร์ชไม่ได้ส่งจุดของตัวเองเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน ในเอกสาร Summary of Economic Projections (SEP) ระบุตรงตัวว่า "Eighteen participants submitted information" และกระจายมุมมองไว้ดังนี้:
- 12 คน เห็นว่าควรขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้
- 4 คน เห็นว่าควรขึ้นอีก 2 ครั้ง
- 2 คน เห็นว่าดอกเบี้ยปัจจุบันเพียงพอแล้ว ไม่ต้องขึ้นอีก
รวมแล้วมี 16 จาก 18 คนที่ใส่การขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีกหนึ่งครั้งไว้ในปีนี้ ค่ากลางดอกเบี้ยปลายปี 2026 จึงขยับจาก 3.8% เป็น 4.1% สะท้อนว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่าเงินเฟ้อยังไม่จบง่ายๆ แม้จะเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปหมาดๆ
วอร์ชแถลงตรงตัวว่า "ข้อเท็จจริงง่ายๆ คือเงินเฟ้อสูงเกินไป และสูงมานานเกินไป" ด้านประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์หลังมติออกไม่กี่ชั่วโมง เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% หรือต่ำกว่า แต่ไม่ได้ระบุชื่อวอร์ชหรือโจมตีตรงตัวแบบที่เคยทำกับอดีตประธานเฟดเจอโรม พาวเวลล์
ทำไมตลาดพันธบัตรถึงพอใจ ทั้งที่ยีลด์ยังพุ่ง
จุดที่สำคัญกว่าตัวมติคือปฏิกิริยาของเส้นยีลด์ ระหว่าง 8 ถึง 16 กันยายน ยีลด์ 10 ปีปรับขึ้นติดต่อกัน 8 วันทำการ จากปิด 15 กันยายนที่ 5.00% ไปแตะ 5.01% ในวันที่ 16 กันยายน สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 (ปี 2023 เคยขึ้นสูงสุดแค่ 4.98% จึงไม่ตัดสถิติเดิม) ก่อนย่อลงมาปิดที่ 4.99% ในวันพฤหัสบดี ยีลด์ 2 ปีก็แตะ 4.74% สูงสุดตั้งแต่ปี 2024 ส่วนต่างระหว่างสองเส้นนี้ (10 ปีลบ 2 ปี) แคบลงจาก 0.41% เมื่อ 8 กันยายนเหลือ 0.27% ในวันที่ 16 กันยายน ขณะที่ยีลด์ 30 ปีแทบไม่ขยับ จาก 5.36% เหลือ 5.35%
สิ่งที่ทำให้ตลาดพันธบัตรพอใจ ไม่ใช่ตัวยีลด์ที่ขึ้น แต่คือทิศทางของการคาดการณ์เงินเฟ้อ ตัวเลข breakeven inflation rate ของพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดจาก 2.38% เหลือ 2.33% ในวันประกาศมติ ขณะที่ยีลด์ที่แท้จริง (real yield) อายุ 10 ปีกลับพุ่งจาก 2.62% เป็น 2.68% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดตั้งแต่ปี 2550 (ปี 2023 สูงสุดแค่ 2.52% ปี 2024 สูงสุด 2.28% ปี 2025 สูงสุด 2.34%) ตัวเลขคู่นี้คือหลักฐานตรงตัวว่าตลาดเชื่อว่าเฟดคุมเงินเฟ้อได้จริง ไม่ใช่แค่คำนวณเอาดอกเบี้ยนโยบาย 3.75% ลบเงินเฟ้อ 2.4% แบบหยาบๆ เพราะตัวเลขที่ตลาดซื้อขายจริงให้ภาพต่างออกไป
เจฟฟรีย์ โรเซนเบิร์ก (Jeffrey Rosenberg) Senior Portfolio Manager จาก BlackRock Systematic ให้สัมภาษณ์ Bloomberg Television วันที่ 16 กันยายนว่าตลาดกำลังมองเฟดชุดนี้เป็น "ประธานที่น่าเชื่อถือขึ้น" สรุปภาพรวมว่าปลายยาวของเส้นยีลด์ไม่ได้ขยับขึ้นแบบไร้ระเบียบ
เครื่องมือที่ผิดฝั่ง เงินเฟ้อฝั่งอุปทานที่ดอกเบี้ยแตะไม่ถึง
Bloomberg Economics โดย Anna Wong ค้านตรงข้ามว่าการขึ้นดอกเบี้ยช่วยลดเงินเฟ้อฝั่งอุปทานอย่างราคาพลังงานได้ไม่มาก แต่สร้างความเสี่ยงต่อภาวะการเงินและตลาดแรงงานมากกว่า และคาดว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งเดียวของปี สวนทาง dot plot ตัวเลขเงินเฟ้อ core CPI ที่มีอยู่ในมือคือเดือนสิงหาคมที่ 2.4% ต่ำสุดตั้งแต่มีนาคม 2021 แต่มาตรวัดที่เฟดผูกเป้าไว้จริงคือ core PCE ซึ่งประกาศทีหลังและยังค้างอยู่แถว 3.2% (total PCE 3.6%) เท่ากับหมวดที่ยังขึ้นเกิน 3% มีมากเกินไปทั้งกรอบ 6 และ 12 เดือน ถ้าไม่เทียบกับ core PCE แล้วใช้ core CPI 2.4% เพียวๆ ภาพเงินเฟ้อจะดูหลักลวงตาได้ง่ายกว่าความเป็นจริง
น้ำมัน WTI ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อ 16 กันยายน ลดลง 3.2% ในวันนั้นเอง (Brent ปิด 105.83 ดอลลาร์) และเช้าวันถัดมา WTI อ่อนลงมาอยู่ราว 101.4 ดอลลาร์ หลุดระดับ 102 ดอลลาร์ไปแล้ว ผู้ที่ดูราคา Brent จะเห็นตัวเลขคนละชุดกับผู้ที่ดู WTI จึงต้องระบุให้ชัดว่ากำลังพูดถึงเบนช์มาร์กตัวไหน
กลไกที่ทำให้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือผิดฝั่งสำหรับเงินเฟ้อรอบนี้คือ ดอกเบี้ยนโยบายกดดันได้แค่ฝั่งอุปสงค์ ผ่านการทำให้สินเชื่อแพงขึ้นและคนกู้ยืมน้อยลง แต่เงินเฟ้อก้อนที่เหลืออยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน คือต้นทุนพลังงานและภาษีศุลกากรที่ราคาสูงเพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะคนใช้จ่ายเกินตัว การขึ้นดอกเบี้ยจึงแทบไม่แตะต้นเหตุที่แท้จริง แต่ไปกดเศรษฐกิจภาพรวมแทน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Bloomberg Economics มองว่าเป็นการแลกที่ไม่คุ้ม
ฝั่งคริปโท หลุดกรอบลงสู่พื้นที่บางเบา
ฝั่งคริปโทเจอสองเด้งในสัปดาห์เดียว:
- ร่างกฎหมาย CLARITY Act ไม่ผ่านการลงมติยุติการอภิปราย (cloture vote) ในวุฒิสภาด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 เสียงเมื่อ 15 กันยายน ยังไม่ใช่การลงมติร่างกฎหมายโดยตรง เพียงแค่แพ้คะแนนที่ต้องได้ 60 เสียงเพื่อเปิดพิจารณาต่อ วุฒิสมาชิก Tillis ได้ยื่นเทคนิค motion to reconsider ทันที เรื่องจึงยังค้างอยู่บนโต๊ะวุฒิสภา
- การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ตามหลังมาไม่กี่ชั่วโมง หุ้น Coinbase และ Circle ร่วงราว 16 และ 20% ในสองวัน (นับจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดในกรอบ 16.6 และ 19.9% แต่ถ้านับราคาปิดต่อปิดระหว่าง 14 ถึง 16 กันยายนจะได้ 14.1 และ 17.4% แล้วแต่วิธีนับ)
สถิติ Bloomberg ที่มักถูกอ้างว่า "ใน 10 ครั้งล่าสุดที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย มีเพียง 2 ครั้งที่ Bitcoin ยืนสูงกว่าเดิมได้เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือน" กองบรรณาธิการยังหาต้นฉบับที่ระบุวิธีนับชัดเจนไม่เจอ จึงขอไม่ยืนยันตัวเลขนี้ตรงๆ ในบทความ แต่สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือทิศทางราคาในสัปดาห์นี้เอง Bitcoin ซื้อขายราว 76,000 ดอลลาร์ ลดลง 4.6% ในสัปดาห์ และหลุดใต้ True Market Mean ที่ 76,700 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ Glassnode ชี้ว่าการลงเพียงเท่านี้ถือว่าตื้นสำหรับสัปดาห์ที่ข่าวร้ายรุมขนาดนี้ แต่ปัญหาคือเงินใหม่หยุดไหลพร้อมกันเกือบทุกช่องทาง:
- Realized Cap ติดลบครั้งแรกในรอบ 28 วัน
- BTC ETF ตามข้อมูล Glassnode มีเงินไหลออกสุทธิราว 334 ล้านดอลลาร์ช่วง 8-14 กันยายน ส่วนข้อมูลที่ทีมดึงจาก Farside Investors เองได้ 302.8 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วงเดียวกัน (สองแหล่งนับต่างวิธีเล็กน้อย) และล่าสุด 15-16 กันยายนสองวันเดียวไหลออกเพิ่มอีก 746 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูล Farside มากกว่ายอดทั้งสัปดาห์ก่อนหน้ารวมกันเสียอีก หลังจากไหลเข้าสุทธิ 1-4 กันยายนเกือบ 1,006 ล้านดอลลาร์ต้นเดือน
- สเตเบิลคอยน์ นิ่งราว 301,000 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูล Glassnode ไม่ทำจุดสูงใหม่มาห้าเดือน (DefiLlama ซึ่งนับวิธีต่างออกไปให้ยอดรวม 311,000 ล้านดอลลาร์ จุดสูงสุดคือ 17 พฤษภาคม)
- บริษัทที่ถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง ซื้อสุทธิเพียง 5,900 เหรียญในสามเดือน เทียบกับ 89,000 เหรียญในเดือนกรกฎาคม 2025 เดือนเดียว ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยสะสมของกลุ่มนี้ขยับขึ้นมาอยู่ราว 80,500 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันราว 6% เท่ากับกลุ่มนี้ขาดทุนทางบัญชีทั้งกลุ่มแล้ว
อีกจุดคือความบางของคำสั่งซื้อ เกือบสองในสามของคำสั่งซื้อที่รออยู่ในกรอบ 20% ใต้ราคา กระจุกอยู่เพียงช่วง 1-10% ใต้ราคา จากเดิมราวครึ่งหนึ่งเมื่อต้นปี แปลเป็นราคาคือคำสั่งซื้อหนาถึงราว 68,000 ดอลลาร์ แล้วบางลงจนถึงราว 61,000 ดอลลาร์ แนวรับถัดไปคือต้นทุนผู้ถือระยะสั้นที่ 71,300 ดอลลาร์ และฐานสะสมออนเชนที่ 62,000-65,000 ดอลลาร์
ผลกระทบที่ข้ามมาถึงค่าเงินบาท
ยีลด์สหรัฐฯ ที่สูงขึ้นทั้งเส้นมักดันดอลลาร์ให้แข็งค่าตามไปด้วย เพราะนักลงทุนทั่วโลกย้ายเงินไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าและปลอดภัยกว่าในสินทรัพย์ดอลลาร์ ผลกระทบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดสหรัฐฯ แต่ไหลมาถึงค่าเงินบาทโดยตรง เพราะนักลงทุนไทยที่ซื้อ Bitcoin ผ่านช่องทางต่างประเทศต้องแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ก่อนเสมอ ถ้าดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากจังหวะที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณคุมเข้มต่อ ต้นทุนของการซื้อ Bitcoin ในหน่วยเงินบาทก็จะแพงขึ้นไปพร้อมกัน แม้ราคา Bitcoin ในหน่วยดอลลาร์จะไม่ได้ขยับก็ตาม สัปดาห์หน้าจึงควรจับตาค่าเงินบาทควบคู่ไปกับยีลด์สหรัฐฯ ไม่ใช่ดูแค่ราคา Bitcoin ตัวเดียว
มุมสภาพคล่องโลก ก๊อกน้ำที่นิ่งแต่ยังไม่ปิด
สิ่งที่ทีมมารวยติดตามคู่กันเสมอคือกรอบสภาพคล่องโลกของ Michael Howell แห่ง CrossBorder Capital ต้นเดือนกันยายน 2026 ดัชนี Global Liquidity Index (GLI) อยู่ที่ราว 194.9 ล้านล้านดอลลาร์ โมเมนตัมรอบ 3 เดือนเหลือเพียง 1.8% ต่อปี ราบเป็นเส้นตรง ไม่ใช่ทั้งขยายเร็วหรือหดตัวชัดเจน ด้าน BALI (Bitcoin Addict Liquidity Index) ดัชนีสภาพคล่องของทีมเองที่วัดเฉพาะ Fed, ECB, BOJ อยู่ที่ราว 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ไม่รวมจีน) ก็สะท้อนภาพเดียวกัน
ภาพนี้อธิบายได้ว่าทำไมยีลด์ที่สูงขึ้นถึงกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้แรงเป็นพิเศษในสัปดาห์นี้ เมื่อสภาพคล่องโดยรวมไม่ได้ขยายตัวเร็วพอมาช่วยดูดซับ อัตราคิดลดที่สูงขึ้นจากยีลด์พันธบัตรจึงไม่มีแรงถ่วงมาคาน และกลายเป็นตัวกำหนดราคาสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสดอย่าง Bitcoin โดยตรง
สัญญาณที่ยังไม่รู้ผล สามจุดที่ต้องจับตา
- มติธนาคารกลางญี่ปุ่นวันศุกร์นี้ ผลสำรวจของ Bloomberg ให้เอกฉันท์ 52 จาก 52 คนว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.00% เป็น 1.25% ขณะที่ผลสำรวจของ Reuters ให้น้ำหนักไว้ที่ 97% ตัวเลขต่างกันเล็กน้อยเพราะเป็นคนละสำนักโพล แต่ทิศทางไปทางเดียวกัน
- วันหมดอายุสัญญาสิทธิสิ้นไตรมาส 25 กันยายน เป็นก้อนออปชันใหญ่ที่สุดของไตรมาสนี้
- เงื่อนไขของ Glassnode การปิดราคาเหนือ 76,700 ดอลลาร์สองวันติดต่อกัน พร้อม Realized Cap กลับมาเป็นบวก จะหมายถึงกรอบเดิมฟื้น แต่การปิดใต้ระดับนั้นซ้ำอีกครั้งคือการยืนยันว่าหลุดกรอบจริง
ทีมยังเฝ้าดูตัวชี้วัดสภาพคล่องระยะสั้นสองตัวคู่กัน คือน้ำสุทธิของ Fed ที่หมุนจริงในระบบ repo และส่วนต่างดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืน SOFR ลบ IORB ที่หากทะลุบวก 10 เบสิสพอยต์จะเป็นสัญญาณว่าระบบขาดเงินสดสำรองจริง ไม่ใช่แค่ราคาผันผวนตามข่าว
สรุปมุมมอง
บทเรียนแรกของสัปดาห์นี้คือความน่าเชื่อถือซื้อได้ด้วยการกระทำ ไม่ใช่คำพูด ตลอดหลายสัปดาห์ก่อนหน้า กระทรวงการคลังพยายามกดยีลด์ด้วยวาทะและการซื้อคืนพันธบัตรแล้วล้มเหลวซ้ำๆ แต่การขึ้นดอกเบี้ยจริงเพียงครั้งเดียวกลับทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวลดลงทันที นี่คือความต่างระหว่างเครื่องมือที่แตะต้นเหตุกับเครื่องมือที่ไม่แตะ
บทเรียนที่สองคือราคาที่ต้องจ่าย เงินเฟ้อรอบนี้มาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก การขึ้นดอกเบี้ยจึงกดต้นเหตุไม่ได้มากแต่กดเศรษฐกิจได้เต็มๆ และการประชุมเฟดครั้งหน้าในเดือนตุลาคมตกก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพียงไม่กี่วัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยังไม่ได้กำหนดราคาไว้เต็ม
สรุปคือดอกเบี้ยที่แท้จริงกำลังสูงขึ้นทั้งจากนโยบายและจากเงินเฟ้อที่เย็นลง สินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสดอย่าง Bitcoin จึงต้องพิสูจน์ตัวเองหนักกว่าเดิม ขณะที่สภาพคล่องโลกที่ราบนิ่งไม่ได้ช่วยหนุนฝั่งไหนเป็นพิเศษในจังหวะนี้
ที่มาของข้อมูล
- บทวิเคราะห์ตั้งต้น ภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ (Merkle Capital) และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว (Cryptomind Advisory) ประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน 2026
- มติ FOMC และ dot plot 16 กันยายน 2026 จากแถลงการณ์เฟดและเอกสาร Summary of Economic Projections
- ยีลด์พันธบัตรและ breakeven/real yield จาก U.S. Department of the Treasury 8-16 กันยายน 2026
- ราคาน้ำมัน WTI และ Brent จาก Bloomberg 16-17 กันยายน 2026
- ร่างกฎหมาย CLARITY Act และผลโหวตวุฒิสภา 15 กันยายน 2026
- ราคาหุ้น Coinbase (COIN) และ Circle (CRCL) 14-16 กันยายน 2026
- ข้อมูล On-chain จาก Glassnode "The Week On-chain" สัปดาห์ที่ 37/2026 ราคาจาก CoinGecko 16 กันยายน 2026 (13:07 น.)
- ข้อมูล ETF เสริมจาก Farside Investors 8-16 กันยายน 2026
- ผลสำรวจ BOJ จาก Bloomberg และ Reuters กันยายน 2026
- ดัชนีสภาพคล่องโลกจากกรอบ Michael Howell, CrossBorder Capital และดัชนี BALI ของทีม Bitcoin Addict ข้อมูลถึงต้นเดือนกันยายน 2026
คำเตือนความเสี่ยง คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต บทความนี้เป็นการรายงานและวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน