Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 36: เมื่อพันธบัตรคือเจ้าของเกม
บทวิเคราะห์โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 36: เมื่อพันธบัตรคือเจ้าของเกม

ยีลด์พันธบัตรโลกพุ่งสูงสุดตั้งแต่ปี 2008 เฟด ECB BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันเดือนนี้ วิเคราะห์ผ่านกรอบสภาพคล่องโลกของ Michael Howell โดยปริ้น Merkle Capital

Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 36/2026 คอลัมน์วิเคราะห์ประจำสัปดาห์โดย Merkle Capital ร่วมกับ Bitcoin Addict

เมื่อพันธบัตรคือเจ้าของเกม สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน 2026 ตลาดการเงินโลกส่งสัญญาณชัดที่สุดในรอบหลายปีว่ายุคของเงินถูกปิดฉากลงแล้วจริง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ธนาคารกลางขนาดใหญ่สามแห่งกำลังจะขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันภายในเดือนเดียว และมาตรการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ออกมากดต้นทุนกู้ยืมถูกตลาดลบล้างจนหมดภายในเวลาราวสองสัปดาห์ เรื่องนี้สำคัญกับผู้ถือ Bitcoin เพราะยีลด์พันธบัตรรัฐบาลคืออัตราคิดลดที่ใช้ตีมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด ตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีไปจนถึง Bitcoin

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ตั้งต้นจากบทวิเคราะห์ Bitcoin และเศรษฐกิจมหภาคประจำสัปดาห์ของ ภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ (ปริ้น) Senior Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ร่วมกับ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด โดยใช้ข้อมูลมหภาคจาก Bloomberg และข้อมูล On-chain จาก Glassnode "The Week On-chain" สัปดาห์ที่ 35 (2 กันยายน 2026) กองบรรณาธิการ Bitcoin Addict ตรวจสอบตัวเลขกับแหล่งต้นทางและขยายความด้วยข้อมูลสภาพคล่องโลกจากคลังของทีม ตัวเลขทุกตัวกำกับวันที่ของข้อมูลไว้ในวงเล็บ

ตลาดพันธบัตรกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตปี 2008

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกของ Bloomberg ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยขึ้นแตะ 3.72% สูงสุดตั้งแต่กลางปี 2008 (ข้อมูลปิด 31 สิงหาคม 2026 รายงานโดย Bloomberg 1 กันยายน) พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปิดที่ 4.79% และอายุ 30 ปีที่ 5.27% (Treasury.gov 1 และ 2 กันยายน 2026) โดยระดับ 30 ปีนี้ห่างจากจุดสูงสุดในรอบ 19 ปีที่ 5.34% (18 สิงหาคม 2026) เพียงเล็กน้อย

แต่จุดที่สะเทือนที่สุดอยู่ที่ญี่ปุ่น พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีทะลุ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 และขึ้นไปสูงสุดที่ 3.02% ในวันถัดมา ก่อนย่อลงต่ำกว่า 3% เล็กน้อยในวันที่ 3 กันยายนเมื่อเงินเยนแข็งค่า (Reuters และ Investing.com) ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าที่เห็น เพราะญี่ปุ่นคือประเทศที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยศูนย์และติดลบยาวนานที่สุดในโลก และเป็นแหล่งเงินกู้ราคาถูกที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ทำ Carry Trade มาหลายสิบปี เมื่อยีลด์ญี่ปุ่นขึ้นถึงระดับนี้ ต้นทุนของเงินที่เคยถูกที่สุดในโลกก็ไม่ถูกอีกต่อไป

บทเรียนจากมาตรการซื้อคืนพันธบัตร

บทเรียนเชิงนโยบายของเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่นี่ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (อายุ 10 ถึง 30 ปี) จากรอบละ 2 พันล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ มีผลตั้งแต่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน (Treasury.gov แถลงการณ์ 19 สิงหาคม 2026) ยีลด์ 10 ปีย่อจาก 4.71% มาปิดที่ 4.65% ในวันประกาศ แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ไต่กลับ จนวันที่ 1 กันยายน (วันทำการที่ 9 หลังประกาศ) ยีลด์ 10 ปีขึ้นไป 4.79% และยีลด์ 30 ปีกลับมาที่ 5.27% เท่ากับระดับก่อนประกาศพอดี ผลของมาตรการถูกลบจนหมดเกลี้ยง

เหตุผลที่มาตรการนี้ได้ผลเพียงชั่วคราวอยู่ที่กลไกของมัน การซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังไม่ใช่การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพราะกระทรวงการคลังไม่ได้สร้างเงินใหม่ แต่ออกตราสารหนี้ระยะสั้นมาหาเงินเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาวคืน หนี้รวมในตลาดจึงไม่ได้ลดลงแม้แต่ดอลลาร์เดียว สิ่งที่เปลี่ยนคืออายุเฉลี่ยของหนี้ที่สั้นลง มาตรการแบบนี้ลดความผันผวนของพันธบัตรยาวได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุคือปริมาณหนี้ที่ต้องหาคนซื้อ นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงสรุปตรงกันว่าการซื้อคืนเป็นสัญญาณมากกว่าสาระ

"การซื้อคืนพันธบัตรเป็นสัญญาณมากกว่าเนื้อหาสาระ"

Rebecca Patterson นักวิจัยอาวุโส Council on Foreign Relations บทวิเคราะห์ 20 สิงหาคม 2026 ต้นฉบับ "buybacks are more signal than substance"

ธนาคารกลางสามแห่งกลับทิศพร้อมกัน

ตลาดสวอปให้น้ำหนักว่าธนาคารกลางใหญ่สามแห่งจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเดือนเดียว ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นในรอบวัฏจักรก่อนหน้า ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมักเดินคนละทางกับเฟดและ ECB เสมอ

  • Fed ตลาดให้โอกาสราว 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 15 ถึง 16 กันยายน 2026 (Bloomberg 2 กันยายน ส่วน CME FedWatch อยู่ที่ 66 ถึง 68% ในวันที่ 31 สิงหาคมถึง 1 กันยายน) ซึ่งจะเป็นการขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 หลังนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 22 พฤษภาคม 2026 ส่งสัญญาณแข็งกร้าวเรื่องเงินเฟ้อที่แจ็กสันโฮลเมื่อ 28 สิงหาคม จน Barclays พลิกคาดการณ์จาก "ไม่ขยับทั้งปี" เป็น "ขึ้นสองครั้ง กันยายนและธันวาคม" ครั้งละ 0.25%
  • ECB ตลาดให้น้ำหนักเกือบ 99% ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 10 กันยายน 2026 (CNBC 1 กันยายน) หลังเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนสิงหาคมพุ่งขึ้นเป็น 3.3% จาก 2.9% ในเดือนกรกฎาคม โดยแรงขับหลักคือราคาพลังงานที่ขึ้น 14.3% (Eurostat ตัวเลขเบื้องต้น 1 กันยายน 2026)
  • BOJ ตลาดให้น้ำหนักเต็มว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม 17 ถึง 18 กันยายน 2026 คำถามจึงเปลี่ยนจาก "จะขึ้นหรือไม่" เป็น "จะขึ้นเท่าไหร่" หลังนายฮาจิเมะ ทากาตะ กรรมการบอร์ดสายเหยี่ยว กล่าวเมื่อ 2 กันยายนว่า BOJ ต้องพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ใช่ขึ้นครั้งละ 0.25% ทุกครั้ง และเรียกปี 2026 ว่าเป็น "การเปลี่ยนระบอบ" ของนโยบายการเงินญี่ปุ่น

"ปี 2026 คือการเปลี่ยนระบอบ"

ฮาจิเมะ ทากาตะ กรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางญี่ปุ่น สุนทรพจน์ 2 กันยายน 2026 ต้นฉบับ "2026 represents a regime change"

สำหรับนักลงทุนไทย การประชุม BOJ ครั้งนี้ควรค่าแก่การจับตาเป็นพิเศษด้วยเหตุผลที่เคยเจ็บมาแล้ว เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2024 การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ที่ตลาดไม่ทันตั้งตัวทำให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว นักลงทุนที่กู้เยนไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกต้องปิดสถานะพร้อมกัน ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยและราคา Bitcoin ร่วงแรงในเวลาไม่กี่วัน ครั้งนี้ตลาดรู้ล่วงหน้าว่าจะขึ้น จึงต่างจากปี 2024 ในแง่ความประหลาดใจ แต่ประเด็นที่ยังเปิดอยู่คือขนาดของการขึ้น และการที่การประชุมจบวันศุกร์ที่ 18 กันยายนแล้วตามด้วยวันหยุดยาวซิลเวอร์วีกของญี่ปุ่นทันที (19 ถึง 23 กันยายน 2026 ตามปฏิทินสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น) ทำให้สภาพคล่องเงินเยนบางเป็นพิเศษในช่วงที่ตลาดต้องย่อยข่าว

ต้นตอที่แท้จริง การคลังบวกกับการลงทุน AI

ยีลด์ลงยากเพราะสิ่งที่เปลี่ยนคือโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักร หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกเมื่อ 19 สิงหาคม 2026 (CNBC) และสำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ปรับประมาณการขาดดุลปีงบประมาณ 2026 ขึ้นเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ (รายงานงบประมาณรายเดือน สิงหาคม 2026) ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็แย่งเงินก้อนเดียวกัน บริษัทสหรัฐฯ ออกหุ้นกู้เกรดลงทุนแล้วเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี เพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน (Bloomberg 17 สิงหาคม 2026) โดย Nomura ประเมินว่าเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่กู้ราว 2 แสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI คิดเป็น 25% ของการออกพันธบัตรสุทธิของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ขายให้นักลงทุนเอกชน มากกว่าปี 2025 ถึง 5 เท่า

ภาพนี้คือสิ่งที่ Isabel Schnabel กรรมการบริหาร ECB เคยเตือนไว้ตั้งแต่ต้นปี 2025 ว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากยุค "เงินออมล้นโลก" ที่เงินออมมีมากกว่าโอกาสลงทุนจนกดดอกเบี้ยให้ต่ำมาหลายสิบปี ไปสู่ยุค "พันธบัตรล้นโลก" ที่รัฐบาลและบริษัทออกตราสารหนี้มากกว่าที่ผู้ออมพร้อมจะรับ ผลคือดอกเบี้ยที่แท้จริงต้องสูงขึ้นเพื่อดึงเงินออมออกมา

"เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะเงินออมล้นโลก ไปสู่ภาวะพันธบัตรล้นโลก"

Isabel Schnabel กรรมการบริหาร ธนาคารกลางยุโรป สุนทรพจน์ที่ธนาคารกลางอังกฤษ 25 กุมภาพันธ์ 2025 ต้นฉบับ "We are transitioning from a global savings glut towards a global bond glut"

มุมสภาพคล่องโลก ทำไมยีลด์ถึงกดราคาได้ในจังหวะนี้

คำถามที่นักลงทุน Bitcoin ควรถามต่อคือ ยีลด์สูงไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลอดปี 2025 ยีลด์ 10 ปีก็อยู่แถว 4.5% แต่ Bitcoin ยังทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แล้วทำไมรอบนี้ยีลด์ถึงกลายเป็นเจ้าของเกม คำตอบอยู่ที่สภาพคล่อง ไม่ใช่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

ดัชนีสภาพคล่องโลก (Global Liquidity Index) ที่ Michael Howell แห่ง CrossBorder Capital รายงานในจดหมายข่าว Capital Wars ฉบับล่าสุดอยู่ที่ 194.9 ล้านล้านดอลลาร์ (1 กันยายน 2026) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดกาล แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่าระดับคือความเร็ว การเปลี่ยนแปลงรอบ 3 เดือนของดัชนีนี้ชะลอลงเหลือเพียง +0.8% จากจุดสูงสุดของปีที่ +3.6% ในเดือนกรกฎาคม (คำนวณจากตัวเลขรายสัปดาห์ที่ Howell รายงาน) และ Howell เองใช้คำว่า "สภาพคล่องสูง แต่โมเมนตัมต่ำ" เป็นชื่อฉบับประจำสัปดาห์นี้ กรอบของ Howell มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงตอบสนองต่อ "การเปลี่ยนแปลง" ของสภาพคล่องมากกว่า "ระดับ" เมื่อสภาพคล่องหยุดขยายตัว แม้จะอยู่ที่จุดสูงสุด อัตราคิดลดที่สูงขึ้นก็ไม่มีแรงถ่วงมาคาน และกลายเป็นตัวกำหนดราคาแทน นี่คือความต่างระหว่างปี 2025 ที่สภาพคล่องยังขยายตัวเร็ว กับเดือนกันยายน 2026 ที่มันแบนราบ

ฝั่งเฟดเองก็ยืนยันภาพเดียวกัน สภาพคล่องสุทธิของเฟด (งบดุลหักบัญชีกระทรวงการคลังและ Reverse Repo) อยู่ที่ 5.78 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 0.9% ในรอบ 3 เดือน (FRED ข้อมูล 2 กันยายน 2026) และเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 2.92 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้ระดับ 2.9 ล้านล้านที่ตลาดกู้ยืมข้ามคืนเคยเริ่มตึงตัวเมื่อเดือนกันยายน 2025 เฟดยังซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นเพื่อบริหารเงินสำรองอยู่ แต่ขนาดนั้นไม่พอชดเชยเงินที่ถูกดูดออกไปที่บัญชีกระทรวงการคลังซึ่งกลับมาอยู่ที่ 0.95 ล้านล้านดอลลาร์

ทำไมการขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันรอบนี้ต่างจากปี 2022

ข้อมูลอีกชุดจากคลังของทีมช่วยอธิบายว่าทำไมรอบนี้ตลาดถึงเปราะบางกว่าที่ระดับดัชนีสภาพคล่องบอก งบดุลรวมของธนาคารกลางสามแห่งคือเฟด ECB และ BOJ เมื่อแปลงเป็นดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดที่ 24.97 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2022 แล้วลดลงต่อเนื่องจากการทำ QT มาอยู่ที่ 17.62 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2026 (คำนวณจากข้อมูล FRED) หรือหดตัวราว 29% ในสี่ปีครึ่ง แต่ในช่วงเดียวกันนับจากเดือนกันยายน 2023 ดัชนีสภาพคล่องโลกของ Howell กลับเพิ่มขึ้นราว 19% จาก 164 เป็น 194.9 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนต่างระหว่างสองเส้นนี้คือสภาพคล่องที่มาจากภาคเอกชน ได้แก่ สินเชื่อ ตลาดหลักประกัน และระบบธนาคารเงา ไม่ใช่จากธนาคารกลาง

นี่คือความต่างสำคัญจากรอบขึ้นดอกเบี้ยปี 2022 ตอนนั้นธนาคารกลางเพิ่งอัดเงินเข้าระบบมหาศาลจากยุคโควิด สภาพคล่องภาครัฐจึงยังหนาพอรับแรงกระแทก แต่รอบนี้วัฏจักรสภาพคล่องถูกพยุงด้วยภาคเอกชนซึ่งอ่อนไหวต่อสองสิ่งโดยตรง คือต้นทุนกู้ยืมและมูลค่าหลักประกัน ยีลด์ที่สูงขึ้นทำร้ายทั้งสองอย่างพร้อมกัน เพราะทำให้ราคาพันธบัตรที่ใช้เป็นหลักประกันลดลง และทำให้การกู้เพื่อถือสินทรัพย์เสี่ยงแพงขึ้น การที่ธนาคารกลางสามแห่งขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันในเดือนเดียวจึงกระทบช่องทางที่กำลังพยุงตลาดอยู่พอดี ไม่ใช่ช่องทางที่ว่างอยู่แล้ว

สภาพคล่องธนาคารกลางนำราคา BTC 14 สัปดาห์
-40%-10%21%51%82% วันนี้ +0.1% (ธ.ค. 26) +17.2% สภาพคล่อง (เลื่อน 14 สัปดาห์)ราคา BTC (ค่าจริง) ม.ค. 24มิ.ย. 25ธ.ค. 26

แตะ/คลิกกราฟเพื่อดูขยาย เส้นทึบ = %เปลี่ยนแปลงสภาพคล่องธนาคารกลาง (Fed+ECB+BOJ) รอบ 6 สัปดาห์ เลื่อนมาข้างหน้า 14 สัปดาห์ตาม lag ที่วัดได้ (r=0.65, n=137) ส่วนที่ยื่นเลยเส้น "วันนี้" คือแรงส่งที่รู้อยู่แล้วล่วงหน้า เส้นประ = %เปลี่ยนแปลงราคา BTC รอบ 6 สัปดาห์ (ค่าจริง ไม่เลื่อน) ดัชนีสภาพคล่องนี้ทีมคำนวณเอง คนละตัวกับ GLI ของ Michael Howell ที่มา: FRED (WALCL, WTREGEN, RRPONTSYD, ECBASSETSW, JPNASSETS) + Binance ดัชนีที่ทีมคำนวณเอง (ไม่ใช่ GLI ของ Howell) เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่ารายสัปดาห์

ข้อสังเกตที่มักถูกมองข้ามคือ ตลาดพันธบัตรรอบนี้ไม่ได้ตื่นตระหนก ดัชนี MOVE ที่วัดความผันผวนที่คาดของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ที่ 77.9 (ICE BofA 1 กันยายน 2026) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบปี ทั้งที่ยีลด์ทำจุดสูงสุดในรอบ 18 ปี แปลว่ายีลด์ที่ขึ้นมาเป็นการปรับระดับอย่างเป็นระเบียบ ไม่ใช่การเทขายแบบไร้ทิศทาง และนี่คือเหตุผลที่ Bitcoin ยังยืนเหนือ 76,000 ดอลลาร์ได้ทั้งที่ยีลด์ขึ้นแรง เพราะในกรอบของ Howell ความผันผวนของพันธบัตรคือตัวกำหนดมูลค่าหลักประกันในระบบการเงิน MOVE ต่ำแปลว่าหลักประกันยังใช้กู้ได้เต็มมูลค่า สภาพคล่องจึงไม่หดฉับพลัน สิ่งที่ต้องระวังจึงไม่ใช่ยีลด์ที่สูง แต่คือวันที่ MOVE กระโดดขึ้นพร้อมยีลด์ ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น

ดัชนี MOVE ความผันผวนตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ
0306191122 สงบ 85 ล่าสุด 78 มี.ค. 26มิ.ย. 26ก.ย. 26
0306191122 สงบ 85 ล่าสุด 78 ก.ย. 25มี.ค. 26ก.ย. 26
03774110147 สงบ 85 ล่าสุด 78 ก.ย. 24ก.ย. 25ก.ย. 26
03774110147 สงบ 85 ล่าสุด 78 ก.ย. 23มี.ค. 25ก.ย. 26

ดัชนี MOVE วัดความผันผวนที่ตลาดคาดไว้ล่วงหน้าของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยิ่งต่ำยิ่งสงบ เส้นประ 85 = ระดับสงบ ค่าล่าสุด 77.9 (2026-09-01) ที่มา: ICE BofA MOVE ผ่าน Yahoo Finance (^MOVE) ดึงโดย cron หน้า /tools/global-liquidity เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่ารายสัปดาห์

"ตลาดพันธบัตรไม่ได้กำลังระเบิด แต่กำลังส่งบันทึกที่ชัดเจนมากว่า เงินเฟ้อที่เหนียวกว่าเดิมหมายถึงดอกเบี้ยนโยบายที่สูงยาวนานขึ้นเป็นอย่างน้อย"

Prashant Newnaha นักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยอาวุโสประจำเอเชียแปซิฟิก TD Securities ให้สัมภาษณ์ Bloomberg 1 กันยายน 2026 ต้นฉบับ "The bond market is not imploding, but it's sending a very clear memo that stickier inflation means higher for longer policy rates as the absolute minimum"

ภาพ On-chain Bitcoin ติดอยู่ในกรอบที่นิยามได้ชัด

รายงาน The Week On-chain ฉบับล่าสุดของ Glassnode ชื่อ "Doubt at the Boundaries" (2 กันยายน 2026) เขียนเรื่องเดียวกันไว้ตรงตัวว่า แรงกดดันจากหนี้รัฐบาลยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของอัตราคิดลดทั่วโลก ลำดับเหตุการณ์ของราคาในเดือนที่ผ่านมาเป็นดังนี้ หลังการบีบสถานะขายชอร์ตครั้งใหญ่เมื่อ 19 สิงหาคม 2026 ราคา Bitcoin แตะ 80,000 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเมื่อ 25 สิงหาคม (สูงสุดระหว่างวัน 81,160 ดอลลาร์) ปิดรายวันเหนือ 80,000 ได้ในวันที่ 27 สิงหาคม ทำจุดสูงสุดของรอบราว 81,300 ดอลลาร์ในเช้าวันที่ 28 สิงหาคม แล้วร่วงหลังสุนทรพจน์ของวอร์ชที่แจ็กสันโฮลในวันเดียวกัน ก่อนย่อลงมาต่ำสุดที่ 76,298 ดอลลาร์เมื่อ 2 กันยายน (CoinGecko) และซื้อขายแถว 77,500 ดอลลาร์ในวันที่ 3 กันยายน

ภาระอุปทานกำไรที่หนักขึ้นที่ราคาเท่าเดิม

ข้อค้นพบสำคัญที่สุดของรายงานคือ ตอน Bitcoin อยู่ราว 78,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีอุปทานในสถานะกำไรราว 65% แต่พอราคากลับมาระดับเดียวกันปลายเดือนสิงหาคม สัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 68% เพราะการสะสมช่วงฤดูร้อนได้รีเซ็ตต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น (เหรียญที่ถือน้อยกว่า 155 วัน) มาอยู่ที่ราว 71,000 ดอลลาร์ ที่ราคาเท่าเดิมจึงมีเหรียญพร้อมขายทำกำไรมากกว่าเดิม Glassnode วางกรอบว่าแนวต้านหนักจากผู้ถือระยะยาวอยู่ที่ 83,000 ถึง 86,000 ดอลลาร์ และแนวรับเชิงโครงสร้างจากการสะสมช่วงฤดูร้อนอยู่ที่ 62,000 ถึง 65,000 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก BGeometrics (1 กันยายน 2026) ยืนยันภาพนี้จากอีกแหล่ง ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้นอยู่ที่ 70,270 ดอลลาร์ และ STH-MVRV อยู่ที่ 1.10 หมายความว่าคนที่เพิ่งซื้อในรอบนี้มีกำไรเฉลี่ยเพียง 10% ซึ่งเป็นกำไรบางพอที่แรงกระแทกจากมหภาคครั้งเดียวจะพลิกเป็นขาดทุนได้ ส่วน MVRV ของทั้งตลาดอยู่ที่ 1.47 และ NUPL ที่ 0.32 ยังอยู่ในโซนที่ประวัติศาสตร์เรียกว่าช่วงมองโลกในแง่ดี ห่างจากโซนยูโฟเรียที่ MVRV เกิน 3 อยู่มาก นั่นคือตลาดไม่ได้แพง แต่ก็ไม่ได้มีเบาะรองรับหนาพอจะเมินยีลด์

STH-MVRV ต้นทุนของคนที่เพิ่งซื้อ Bitcoin
0.670.851.041.221.41 ทุน STH 1.0 ล่าสุด 1.10 เท่า ส.ค. 24ส.ค. 25ก.ย. 26

STH-MVRV บอกว่าราคาตลาดอยู่เหนือหรือใต้ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น (ถือน้อยกว่า 155 วัน) กี่เท่า เส้นประ 1.0 = จุดคุ้มทุนของกลุ่มนี้ ค่าล่าสุด 1.10 เท่า (2026-09-01) ที่มา: BGeometrics รายเดือน เลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูค่ารายเดือน

เงิน ETF ที่มาพร้อมปริมาณซื้อขายบาง

ด้านกระแสเงินสถาบัน ค่าเฉลี่ย 7 วันของเงินไหลเข้า ETF Bitcoin สปอตในสหรัฐฯ ขึ้นไปแตะ 290 ล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงปลายเดือนสิงหาคม (Glassnode) โดยวันที่ไหลเข้ามากที่สุดคือ 24 สิงหาคมที่ 338 ล้านดอลลาร์ และสัปดาห์ 24 ถึง 28 สิงหาคมรวม 925 ล้านดอลลาร์ (Farside Investors) แต่ปริมาณซื้อขายของ ETF ในตลาดรองเงียบอยู่ที่ราว 3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน ต่ำกว่าช่วงขาขึ้นรอบก่อนมาก Glassnode ตีความว่าเป็นแรงซื้อที่ขับเคลื่อนด้วยข่าวเฉพาะจุด มักขาดความต่อเนื่อง และตัวเลขหลังจากนั้นก็เป็นไปตามคำเตือน วันที่ 28 สิงหาคมเงินพลิกไหลออก 202 ล้านดอลลาร์ ปิดสตรีคไหลเข้า 9 วัน และวันที่ 1 กันยายนไหลออกอีก 237 ล้านดอลลาร์ (Farside)

เช่นเดียวกับค่าสหสัมพันธ์ 30 วันทำการระหว่าง Bitcoin กับดัชนี S&P 500 ที่ลดลงใกล้ศูนย์ ซึ่งรายงานเตือนว่าการแยกตัวแบบฉับพลันระหว่างที่พันธบัตรถูกเทขายมักเป็นเรื่องชั่วคราวและมักเกิดใกล้จุดที่แรงเหวี่ยงระยะสั้นหมดลง ไม่ใช่การเปลี่ยนระบอบ ทั้งนี้ต้องจับตาวันหมดอายุออปชันสิ้นไตรมาสวันที่ 25 กันยายน 2026 ที่มีสถานะคงค้างราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์รวม Deribit และออปชันของ IBIT (ข้อมูล Deribit 3 กันยายน สถานะคงค้างของสัญญาหมดอายุ 25 กันยายนอยู่ที่ 172,045 BTC หรือราว 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นฝั่ง Call และมี Call ก้อนใหญ่ที่ราคาใช้สิทธิ 85,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์)

สรุปมุมมอง สองชุดข้อมูล ภาพเดียวกัน

วางข้อมูลสองชุดซ้อนกันจะเห็นภาพเดียวกันจากสองมุม สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังถูกกดด้วยอัตราคิดลดที่สูงขึ้นเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เชิงวัฏจักร ตราบใดที่ต้นเหตุยังเป็นการขาดดุลการคลังบวกการระดมทุน AI มหาศาล เครื่องมือเชิงเทคนิคอย่างการซื้อคืนพันธบัตรย่อมได้ผลเพียงชั่วคราว และตราบใดที่สภาพคล่องโลกยังแบนราบอยู่ที่จุดสูงสุดโดยไม่ขยายตัวต่อ ก็ไม่มีแรงถ่วงมาคานยีลด์

สำหรับตลาดคริปโต สิ่งที่ Glassnode บอกไม่ใช่ว่าเป็นตลาดหมี แต่คือตลาดกำลังอยู่ในกรอบที่ถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอก แนวต้าน 83,000 ถึง 86,000 ดอลลาร์ และแนวรับ 62,000 ถึง 65,000 ดอลลาร์ คือสองขอบที่ราคามีแนวโน้มแกว่งอยู่จนกว่าอุปทานเหนือหัวจะถูกดูดซับ หรือจนกว่าสภาพคล่องโลกจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ที่ต้องระวังคือเงิน ETF ที่กลับเข้ามาในเดือนสิงหาคมมาพร้อมปริมาณซื้อขายที่บาง อันเป็นสัญญาณคลาสสิกของแรงซื้อที่ขับเคลื่อนด้วยข่าวมากกว่าความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง และตัวเลขต้นเดือนกันยายนก็เริ่มยืนยันแล้ว

สามชุดเงื่อนไขที่จะพิสูจน์ว่าภาพนี้ถูกหรือผิด

  • เงื่อนไขที่ยืนยันภาพกดดัน ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ยืนเหนือ 4.8% หลังการประชุมเฟด 16 กันยายน พร้อมกับดัชนี MOVE ที่ขยับขึ้นเหนือ 90 และเงิน ETF ไหลออกต่อเนื่องเกิน 3 วันทำการ ในกรณีนี้แนวรับ 70,000 ดอลลาร์ซึ่งใกล้ต้นทุนผู้ถือระยะสั้นจะถูกทดสอบ
  • เงื่อนไขที่ทำให้ภาพนี้ผิด ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ วันที่ 11 กันยายนออกมาต่ำกว่าคาดจนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลดลงต่ำกว่า 50% ยีลด์ 10 ปีย่อกลับต่ำกว่า 4.6% และดัชนีสภาพคล่องโลกของ Howell กลับมาขยายตัวรอบ 3 เดือนเกิน 1.5% ในกรณีนี้แนวต้าน 83,000 ดอลลาร์จะถูกทดสอบจากล่างขึ้นบน
  • ตัวแปรที่ยังไม่รู้ผล ขนาดการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ วันที่ 18 กันยายน ถ้าขึ้นมากกว่า 0.25% หรือส่งสัญญาณขึ้นต่อเนื่อง เงินเยนที่แข็งค่าเร็วอาจซ้ำรอยการปิดสถานะ Carry Trade เดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งกระทบตลาดเสี่ยงทั่วเอเชียรวมถึงไทย

ปฏิทินที่ต้องจับตาในระยะสั้น

  • 11 กันยายน 2026 ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม (BLS) ซึ่งจะชี้ขาดการประชุมเฟด
  • 10 กันยายน 2026 การประชุม ECB ที่กรุงเบอร์ลิน
  • 15 ถึง 16 กันยายน 2026 การประชุม FOMC พร้อมประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot
  • 17 ถึง 18 กันยายน 2026 การประชุม BOJ ตามด้วยวันหยุดยาวซิลเวอร์วีก 19 ถึง 23 กันยายน ที่สภาพคล่องเงินเยนบางและความเสี่ยงการแทรกแซงค่าเงินสูงที่สุดของปี
  • 25 กันยายน 2026 วันหมดอายุออปชัน Bitcoin สิ้นไตรมาส เวลา 08:00 UTC (15:00 น. เวลาไทย)

สัปดาห์นี้ไม่ใช่สัปดาห์ที่ตลาดพัง แต่เป็นสัปดาห์ที่ตลาดยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า เงินเฟ้อที่เหนียวกว่าเดิมหมายถึงดอกเบี้ยที่สูงยาวนานขึ้น และสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสเงินสดย่อมต้องพิสูจน์ตัวเองหนักกว่าเดิม ตัวแปรที่กำหนดราคา Bitcoin เวลานี้จึงไม่ได้อยู่ในบล็อกเชน แต่อยู่ในตลาดพันธบัตรที่วอชิงตันและโตเกียว

ที่มาของข้อมูล

  • บทวิเคราะห์ตั้งต้น: ภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ (Merkle Capital) และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว (Cryptomind Advisory) ประจำสัปดาห์ต้นเดือนกันยายน 2026
  • ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ จาก U.S. Department of the Treasury ข้อมูลรายวันถึง 2 กันยายน 2026 ดัชนีพันธบัตรโลกและความเห็นนักกลยุทธ์จาก Bloomberg 1 และ 2 กันยายน 2026
  • ยีลด์ญี่ปุ่นจาก Reuters และ Investing.com 1 ถึง 3 กันยายน 2026 สุนทรพจน์ทากาตะจากธนาคารกลางญี่ปุ่น 2 กันยายน 2026
  • เงินเฟ้อยูโรโซนจาก Eurostat ตัวเลขเบื้องต้น 1 กันยายน 2026 โอกาสขึ้นดอกเบี้ยจาก CME FedWatch และ Bloomberg หนี้สาธารณะและขาดดุลจาก CNBC 19 สิงหาคม 2026 และ CBO สิงหาคม 2026
  • ข้อมูล On-chain จาก Glassnode The Week On-chain สัปดาห์ที่ 35 (2 กันยายน 2026) และ BGeometrics 1 กันยายน 2026 เงินไหลเข้าออก ETF จาก Farside Investors ถึง 2 กันยายน 2026 ออปชันจาก Deribit 3 กันยายน 2026 ราคาจาก CoinGecko และ Binance
  • ดัชนีสภาพคล่องโลกจาก Michael Howell, Capital Wars "Global Liquidity Watch" 1 กันยายน 2026 งบดุลธนาคารกลางสามแห่ง สภาพคล่องเฟด และดัชนี MOVE จาก FRED และ ICE BofA ผ่านหน้าเครื่องมือ Global Liquidity ของ Bitcoin Addict ข้อมูล 2 กันยายน 2026

คำเตือนความเสี่ยง คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต บทความนี้เป็นการรายงานและวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

บทความทั้งหมด