ภาพประกอบ Vitalik Buterin กำลังพูดบนเวที ข้างหน้ามีโทรศัพท์แสดงกระเป๋า Ethereum สองใบ ลูกศรโอนเงิน โล่รูปแม่กุญแจ และไอคอนตาถูกขีดฆ่า สื่อถึงการจ่ายเงินแบบส่วนตัว
03 November 2026•ข่าว•โดย กองบรรณาธิการ Bitcoin Addict

วิทาลิก บูเทริน (Vitalik Buterin) ไม่ใช้เน็ตมือถือ 100 วัน เลิกใช้หน้า X และจ่ายแบบส่วนตัวด้วย CLI แทนเว็บ

วิทาลิก บูเทริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เขียนในบทความ Digital minimalism เมื่อ 31 ต.ค. 2569 ว่าเขาใช้โทรศัพท์โหมดเครื่องบินตลอด 100 วัน เลิกใช้หน้าเว็บ X และจ่ายเงินผ่านโปรโตคอลความเป็นส่วนตัวหลายรายการด้วย kohaku-cli ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สั่งงานด้วยการพิมพ์คำสั่ง (CLI) แทนการใช้เว็บไซต์

CryptoSlate รายงานเมื่อ 2 พ.ย. 2569 โดยหยิบส่วนที่ Vitalik พูดถึงเว็บมาวิเคราะห์ ข่าวนี้เรียบเรียงจากบทความต้นฉบับของ Vitalik เป็นหลัก ส่วนคำเตือนเรื่องตัวเครื่องมือ kohaku-cli มาจาก CryptoSlate ที่อ้างเอกสารของเครื่องมือ

Vitalik เลิกใช้หน้าเว็บ X และใช้ Firefly แทน

Vitalik เล่าว่าเขาไม่ได้เลิกใช้แพลตฟอร์ม X แต่เลิกใช้หน้าจอของ X โดยโพสต์ผ่าน Firefly ซึ่งเป็นแอปที่รวม X, Bluesky, Farcaster และ Lens ไว้ด้วยกัน ดูโพสต์จากทั้งสี่แพลตฟอร์มได้ และโพสต์ครั้งเดียวส่งไปทั้งสี่ที่ เขาบอกว่ารู้สึกดีกว่ามาก และสันนิษฐานว่าเป็นเพราะ Firefly ไม่มีอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหาของ X

เขาแนะนำให้คนอื่นลองลดหรือจำกัดการใช้โซเชียล เช่นใช้แอปแบบ Firefly หรือเข้า X เฉพาะวันอังคาร และบอกว่าเป้าหมายคือได้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มโดยไม่ถูกดูดเข้าวังวน

ไม่ใช้เน็ตมือถือ 100 วัน

การทดลองที่สองคือใช้โทรศัพท์โหมดเครื่องบินตลอด 100 วัน ใช้ wifi ได้ แต่ไม่ใช้ข้อมูลมือถือ เขาให้เหตุผล 2 ข้อ

  • ความเป็นส่วนตัว: โทรศัพท์ที่ต่อเครือข่ายมือถือคืออุปกรณ์ติดตามตัวที่เปิดตลอดเวลา ซิมนิรนามไม่พอ เพราะเครื่องยังถูกโยงข้ามช่วงใช้งานด้วยเลข IMEI และรูปแบบการเคลื่อนที่กับการเข้าเน็ตทำให้ AI สืบตัวตนได้
  • สุขภาพจิต: การไม่มีเน็ตเป็นช่วงๆ ช่วยสร้างนิสัยอยู่ได้โดยไม่พึ่งเน็ต และได้พื้นที่คิดเรื่องอื่น

"โทรศัพท์ที่ต่อเครือข่ายมือถือคืออุปกรณ์ติดตามตัวที่เปิดอยู่ตลอดเวลา"

วิทาลิก บูเทริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum บทความ Digital minimalism 31 ต.ค. 2569 ต้นฉบับ "A phone connected to cell is an always-on tracking device."

เขาสรุปว่าการทดลองสำเร็จ ระหว่าง 100 วันเขาฝ่ากฎ 2 ครั้ง ครั้งแรกเปิดเน็ตมือถือสั้นๆ เพื่อรับรหัสยืนยันที่ต้องใช้รักษาแพ็กเกจโทรศัพท์ ครั้งที่สองตอนเดินป่าที่ค่อนข้างอันตราย เพื่อนยืนกรานให้พกอุปกรณ์สื่อสารฉุกเฉินและเช็กอินทุกไม่กี่ชั่วโมง ข้อเสียที่ใหญ่สุดเกิดตอนอยู่สิงคโปร์ เขารับรหัส SMS ไม่ได้จึงเข้า Grab ไม่ได้ ต้องเลือกอาหารได้น้อยลงและนั่งรถไฟใต้ดินแม้ไม่สะดวก ปัจจุบันเขาเปิดเน็ตมือถือบ้างเป็นครั้งคราวแต่ยังใช้โหมดเครื่องบินเป็นค่าเริ่มต้น

ระหว่างนั้นเขาใช้ CoMaps แอปแผนที่ที่ดาวน์โหลดข้อมูล OpenStreetMap ไว้ในเครื่อง และสนใจแอปความรู้แบบออฟไลน์ โดยบอกว่า Wikipedia ภาษาอังกฤษแบบบีบอัดไม่รวมสื่อมีขนาดเพียง 27 GB เขาเป็นหนึ่งในผู้บริจาครางวัลประกวดแอปแบบนี้ที่จัดโดย Statuette แอปที่ใช้โมเดล AI บนเครื่องคิดนานตอบช้าตั้งแต่ 1 ถึง 22 นาทีต่อคำถาม ส่วนแอปที่ดีที่สุดแสดงผลค้นหาจากฐานข้อมูลในเครื่องทันที แล้วให้ AI ขนาดเล็กเขียนคำตอบตามหลัง

ในตอนท้ายของส่วนนี้ เขาจัดอันดับ wifi สาธารณะจากประสบการณ์เดินทาง ไต้หวันดีที่สุด ย่านไทเปมีโอกาสเกิน 25% ที่จะมีจุดเชื่อมต่อได้ในระยะ ส่วนสวิตเซอร์แลนด์อยู่ท้ายสุด เพราะเกือบทุกจุดต้องใช้รหัส SMS เขาเดินในใจกลางเมือง 1.5 กิโลเมตรแรกเจอจุดที่ไม่ต้องใช้รหัสเพียงสองแห่ง คือร้านรองเท้ากับ Starbucks

จ่ายแบบส่วนตัวด้วย kohaku-cli แทนเว็บ

ส่วนสุดท้ายคือเรื่องเว็บ Vitalik บอกว่าเขาเริ่มทำหลายอย่างโดยไม่ผ่านหน้าจอบนเว็บไซต์เลย

"การอัปเดต IPFS hash บน ENS ไม่กี่ครั้งหลังสุด ผมทำผ่านเครื่องมือบรรทัดคำสั่งที่ AI เขียนให้ และการจ่ายเงินหลายรายการผ่านโปรโตคอลความเป็นส่วนตัว ตอนนี้ผมทำผ่านเครื่องมือ kohaku-cli"

วิทาลิก บูเทริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum บทความ Digital minimalism 31 ต.ค. 2569 ต้นฉบับ "The last few times I updated my IPFS hash on ENS, I did so through a command-line tool that an AI wrote for me. Many of the payments that I make through privacy protocols, I now make through the kohaku-cli tool."

ENS คือระบบชื่อ .eth บน Ethereum ส่วน IPFS hash คือรหัสชี้ไปยังไฟล์เว็บที่เก็บแบบกระจาย Vitalik ใช้ AI ช่วยเขียนเครื่องมือสำหรับอัปเดตค่านี้ ส่วนการจ่ายเงินผ่านโปรโตคอลความเป็นส่วนตัวที่ซ่อนเส้นทางการโอน เขาทำผ่าน kohaku-cli ซึ่งเป็นเครื่องมือในชุด Kohaku ที่เขาเปิดตัวไว้ตามที่เรารายงานไว้ เมื่อ พ.ย. 2568

เหตุผลที่เขาไม่ไว้ใจเว็บมี 3 ข้อ

  • เว็บแอปให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอปจากเซิร์ฟเวอร์ใหม่ทุกครั้งที่เปิด และต้องเชื่อใจเซิร์ฟเวอร์เต็มที่ทุกครั้ง ต่างจากแอปทั่วไปที่ต้องเชื่อใจแค่ตอนกดดาวน์โหลดครั้งเดียว
  • เว็บเปิดเผยข้อมูลผู้ใช้ตั้งแต่ชนิดเบราว์เซอร์ ระบบปฏิบัติการ ขนาดหน้าจอ จนถึงรูปแบบการขยับเมาส์ และมักส่งข้อมูลให้บุคคลที่สาม
  • เว็บแอปที่บุคคลที่สามทำเพื่อธุรกิจ อาจออกแบบหน้าจอเป็น dark pattern ที่หลอกให้ผู้ใช้ทำสิ่งที่ผู้ทำได้ประโยชน์ ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ

"ถ้าคุณเปิดเว็บแอป คุณต้องดาวน์โหลดแอปจากเซิร์ฟเวอร์ซ้ำเป็นพันๆ ครั้ง และต้องเชื่อใจเซิร์ฟเวอร์เต็มที่ทุกครั้ง ถ้าเซิร์ฟเวอร์ถูกแฮ็กแม้แต่ครั้งเดียวจากพันๆ ครั้งที่คุณเปิดเว็บ คุณอาจเดือดร้อนหนัก"

วิทาลิก บูเทริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum บทความ Digital minimalism 31 ต.ค. 2569 ต้นฉบับ "If you access a web application, you end up re-downloading the application from the server thousands of times, and you are fully trusting the server each time. If the server gets hacked even one of the thousands of times that you open the site, you might be screwed."

ทางออกที่เขาเสนอคือกลับไปใช้ปรัชญา Unix ที่แบ่งงานเป็นเครื่องมือเล็กๆ ที่ทำสิ่งเดียวให้ดี แล้วใช้ AI บนเครื่องของผู้ใช้เอง พูดภาษาอังกฤษสั่งคอมพิวเตอร์แทนการพิมพ์คำสั่ง ให้ผู้ใช้ควบคุมได้ละเอียดโดยไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ เขาวิจารณ์ว่าแอปรวมทุกอย่างหรือ super-app รวมอำนาจไว้กับผู้พัฒนาและมีกลไกภายในที่เข้าใจยาก เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

kohaku-cli ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ตามที่ CryptoSlate รายงาน

CryptoSlate ระบุว่า kohaku-cli รองรับบัญชี Ethereum สาธารณะและยอดส่วนตัวบน Tornado Cash, Railgun และ Privacy Pools V1 และอ้างว่าเอกสารของเครื่องมือเตือนว่ายังไม่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัย อยู่ระหว่างพัฒนา และเขียนด้วยความช่วยเหลือของ AI พร้อมบอกผู้ใช้ให้เลี่ยง mainnet ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ทำ เพราะเงินอาจหายทั้งหมด เราอ่านคำเตือนนี้จาก CryptoSlate ไม่ใช่จากเอกสารของเครื่องมือโดยตรง

CryptoSlate ยังชี้ว่าการติดตั้งต้องใช้ npm install และ npm run build กับ Node.js 22 ขึ้นไป ตามเวอร์ชัน 0.1.0 ที่ดู ณ commit 0ef5c44 และบอกว่า Vitalik ไม่ได้ระบุเวอร์ชันที่เขาติดตั้ง การรันโปรแกรมบนเครื่องจึงยังมีห่วงโซ่ซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้ต้องเลือกเองว่าจะเชื่อใจชุดโค้ดใด นอกจากนี้คำสั่ง unshield ของ Railgun อาจออกชุดคำสั่งที่เซ็นลายมือชื่อแล้ว แม้ยังไม่ส่งออกไปบนเครือข่าย เป็นข้อสังเกตจากการตรวจโค้ดของ CryptoSlate เอง

ผลต่อผู้ใช้คริปโตในไทย

วิธีของ Vitalik เป็นการทดลองส่วนตัว บทความไม่ได้แนะให้ผู้อื่นทำตาม และเครื่องมือที่เขาใช้ตามรายงานของ CryptoSlate ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ผู้ที่ใช้เว็บกระเป๋าคริปโตจึงยังไม่มีทางเลือกที่ผ่านการตรวจสอบพร้อมใช้ตามนี้ ส่วนข้อเสียที่เขาเจอ คือรหัส SMS ที่แอปจำนวนมากใช้ยืนยันตัวตน ทำให้การปิดเน็ตมือถือไม่สะดวกสำหรับคนที่ต้องใช้แอปเหล่านั้น ข้อมูลข้างต้นเป็นการรายงานข่าว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:

👉 Vitalik เปิดตัว “Kohaku” เฟรมเวิร์กความเป็นส่วนตัวใหม่บน Ethereum เน้นปลอดภัย ไร้ตัวกลาง

👉 Ethereum Foundation เปิด zkAPI จ่ายค่า AI ไม่เปิดตัวตน แต่ยังถูกตามรอยได้ผ่าน IP และสำนวนพิมพ์

👉 Vitalik เปิด Strawmap ใหม่ ชู Privacy และ Quantum Resistance เป็นหัวใจ Ethereum

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: บทความ Digital minimalism ของ Vitalik Buterin (31 ต.ค. 2569), CryptoSlate (2 พ.ย. 2569)

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

บทความของ Vitalik ผสมสามเรื่องเข้าด้วยกัน คือโซเชียล เน็ตมือถือ และเว็บ โดยมีแกนเดียวกันว่าให้ผู้ใช้เลือกวิธีเข้าถึงเทคโนโลยีเอง สำหรับผู้อ่านไทยที่ใช้คริปโต ข้อที่ตรวจได้ชัดคือเหตุผลเรื่องความเสี่ยงของเว็บแอปที่โหลดโค้ดใหม่ทุกครั้ง ส่วนทางออกด้วย CLI ที่ AI เขียนเป็นสิ่งที่ผู้พัฒนาเองเตือนว่ายังไม่ผ่านการตรวจสอบ ตามที่ CryptoSlate รายงาน จึงเป็นการทดลองของคนที่เข้าใจความเสี่ยงมากกว่าวิธีที่ผู้ใช้ทั่วไปควรเลียนแบบ ทีมข่าวไม่ฟันธงว่าวิธีใดปลอดภัยกว่า

ภาพปก: ภาพประกอบสร้างด้วย AI โดยทีม Bitcoin Addict ภาพ 4:5 ที่ใช้บนโซเชียลเป็นภาพประกอบสร้างด้วย AI

รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com