ทรัมป์เตรียมสัมภาษณ์ตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ “Kevin Hassett” ยังนำโด่ง ลุ้นประกาศผล ม.ค. ปีหน้า
ศึกชิงเก้าอี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve – Fed) กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย เมื่อรายงานจาก Financial Times (FT) ระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเริ่ม สัมภาษณ์ผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานเฟดตัวจริง ภายในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสายตาของทั้งตลาดเงินดั้งเดิมและตลาดคริปโตที่จับตาดูอย่างใกล้ชิด
บทบาทของประธานเฟดนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นคนกำหนดทิศทาง ดอกเบี้ยนโยบาย การควบคุมเงินเฟ้อ และสภาพคล่อง ที่ส่งผลโดยตรงต่อ หุ้น พันธบัตร ทองคำ และ Bitcoin กับคริปโตทั้งหมด
รายงานของ FT ระบุว่า Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ยื่นรายชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานเฟดจำนวน 4 คนให้ทำเนียบขาวพิจารณา โดยมีชื่อสำคัญที่เปิดเผยแล้ว ได้แก่
Kevin Hassett – ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council) ปัจจุบัน และถือเป็น ตัวเต็ง (frontrunner)
Kevin Warsh – อดีตกรรมการเฟด (Former Fed Governor) ที่ Bessent มีกำหนดพบในวันพุธ
ผู้สมัครอีก 2 คนจะถูกคัดมาจากลิสต์ที่กว้างขึ้น ซึ่งรวมถึง
Christopher Waller – กรรมการเฟดคนปัจจุบัน
Michelle Bowman – กรรมการเฟด
Rick Rieder – Chief Investment Officer จาก BlackRock
ทรัมป์และ Bessent คาดว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ผู้เข้าชิงอย่างน้อยหนึ่งคนภายในสัปดาห์หน้า โดยมีโอกาสสูงที่จะ ประกาศชื่อประธานเฟดคนใหม่ในช่วงเดือนมกราคม
แม้จะยังไม่ล็อกชื่อ แต่ทรัมป์ก็ส่งสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญแล้วว่า
“เราจะดูอยู่ไม่กี่คน แต่ผมค่อนข้างรู้แล้วว่าตัวเองอยากได้ใคร”
ทำให้ตลาดยิ่งจับตาไปที่ตัวเต็งอย่าง Kevin Hassett มากยิ่งขึ้น
โพลตลาดคาด “Hassett” นั่งเก้าอี้ประธานเฟด – แต่ไม่ได้ชนะขาด 100%
ข้อมูลจากตลาดคาดการณ์อย่าง Kalshi และ Polymarket ชี้ว่า
หลังทรัมป์เผลอเรียก Hassett ว่า “potential Fed chair” ระหว่างกล่าวต้อนรับแขกที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม อัตราเดิมพันของ Hassett พุ่งขึ้นทันทีแตะราว 85%
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดโอกาสของ Hassett เริ่ม ย่อลงมาราว 73%
ขณะที่ Kevin Warsh มีโอกาสราว 13% และตัวเลขนี้แกว่งอยู่ในช่วงใกล้เคียงกันตลอดเดือนธันวาคม
ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า Hassett ยังคงเป็นตัวเต็งที่ตลาดคาดหวังมากที่สุด แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสถานะ “ล็อกแล้วแน่นอน” เพราะยังมีพื้นที่ให้เกิดเซอร์ไพรส์ได้ โดยเฉพาะหากทรัมป์มองหาบุคลิกหรือแนวนโยบายที่ “ตรงใจ” มากกว่าที่ตลาดเคยคิด
จุดยืนของ Hassett: “ไม่ทำตามการเมืองตาบอด” – จะใช้ดุลยพินิจของตัวเอง
คำถามใหญ่ของตลาดคือ หาก คนใกล้ชิดทรัมป์ อย่าง Kevin Hassett ขึ้นเป็นประธานเฟดจริง เขาจะทำหน้าที่อย่าง อิสระ แค่ไหน?
ในการให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal Hassett ยืนยันว่า
“คุณก็แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (You just do the right thing)”
เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่าจะ “เชื่อฟังคำสั่งทรัมป์แบบไม่คิด” หรือไม่
เขายกตัวอย่างสถานการณ์ว่า หากเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ขยับจาก 2.5% ขึ้นมาแถว 4%
“คุณไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ในสภาวะแบบนั้น คุณต้องใช้ดุลยพินิจของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าประธานาธิบดีก็เชื่อใจผมในจุดนี้”
ข้อความนี้ส่งสัญญาณว่า แม้ Hassett จะมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับทรัมป์ แต่ก็พยายามวางตัวในฐานะ ประธานเฟดที่อิงข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงทำตามความต้องการทางการเมืองอย่างเดียว
ทำไมคนเล่นคริปโตต้องแคร์ว่าใครเป็นประธานเฟด?
ไม่ว่าจะจบลงที่ Hassett, Warsh, Waller, Bowman หรือ Rieder คนสุดท้ายที่จะเข้าไปคุม Fed ก็จะกลายเป็นคนกำหนดทิศทางของ
ดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed Funds Rate)
นโยบายการเงินแบบตึงตัวหรือผ่อนคลาย (Tightening vs Easing)
ท่าทีต่อเงินเฟ้อ และการจัดการวิกฤตในอนาคต
ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อ
ราคาของ Bitcoin และคริปโต – เพราะถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่ไวต่อสภาพคล่องโลก
ความต้องการ Stablecoin, DeFi Yield และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ
การตัดสินใจของ สถาบันการเงิน, ETF, บริษัทจดทะเบียน ที่จะเพิ่มหรือลดเอ็กซ์โปเชอร์ในสินทรัพย์ดิจิทัล
ถ้าประธานเฟดคนใหม่มีแนวโน้ม ระมัดระวังเงินเฟ้อมาก (Hawkish) – ตลาดอาจคาดว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงนานขึ้น กดดันสินทรัพย์เสี่ยง ในทางกลับกัน ถ้าแนวโน้ม ผ่อนคลายและยอมรับเงินเฟ้อได้มากขึ้น (Dovish) – เงินราคาถูกอาจกลับเข้ามาเติมสภาพคล่องในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและคริปโต
ดังนั้น ชื่อของประธานเฟดคนใหม่ = ตัวแปรสำคัญต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตตลอดหลายปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่เกมการเมืองในสหรัฐฯ เท่านั้น
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ reuters.com