
ไมเคิล เซย์เลอร์ ชี้ต้องมี “กฎบัตรสิทธิดิจิทัล” ไม่ใช่กฎห้าม เชื่อหน่วยงานกำกับทำได้ดีกว่าสภา
ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ประธานบริหาร Strategy (บริษัทที่ถือ Bitcoin มากที่สุดรายหนึ่งในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน) โพสต์บน X เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ว่าเขาขึ้นเวทีสนทนากับผู้บริหารของ Bitcoin Policy Institute ในงาน Freedom Tech DC ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายน และสรุปจุดยืนสั้นๆ ว่า บุคคลและบริษัทต้องการ "กฎบัตรสิทธิดิจิทัล" (Bill of Digital Rights) ไม่ใช่ "กฎบัตรข้อจำกัด" (Bill of Restrictions) พร้อมบอกว่าเขาเชื่อว่า "หน่วยงานกำกับดูแลอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสภาคองเกรส" ในการผลักดันสิทธิเหล่านี้
ทวีตดังกล่าวมียอดดูราว 270,600 ครั้งในช่วงที่ทีมข่าวเปิดตรวจ ทีมข่าวอ้างอิงข้อความในทวีตและหัวข้อบทของวิดีโอเท่านั้น ยังไม่ได้ถอดเนื้อหาทั้งคลิป ข้อสรุปเชิงรายละเอียดจึงเป็นของเซย์เลอร์เองตามที่เขาสรุปไว้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ทีมข่าวตรวจสอบเพิ่ม
งาน Freedom Tech DC คืออะไร และใครขึ้นเวที
Freedom Tech DC เป็นงานประชุมนโยบายแบบเชิญเข้าร่วม จัดโดย Bitcoin Policy Institute (BPI สถาบันวิจัยนโยบายด้าน Bitcoin ในสหรัฐฯ) ร่วมกับ PubKey DC ระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 2569 ที่ National Press Club และ PubKey DC ตามข่าวประชาสัมพันธ์ของ BPI หัวข้อของงานครอบคลุม AI แบบโอเพนซอร์ส ศูนย์ข้อมูลและโครงข่ายพลังงาน ความมั่นคงไซเบอร์ นโยบาย Bitcoin และ Stablecoin กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต และคลัง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ
รายชื่อผู้พูดที่ BPI ประกาศไว้มีเซย์เลอร์ คอนเนอร์ บราวน์ (Conner Brown) ผู้อำนวยการบริหารของ BPI แจ็ก ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอ Block ที่ร่วมสนทนาทางไกล รวมถึงวุฒิสมาชิกซินเธีย ลัมมิส (Cynthia Lummis) และเท็ด บัดด์ (Ted Budd) ทวีตของเซย์เลอร์ระบุคู่สนทนาเป็นบัญชี @BitcoinConner ซึ่งทีมข่าวเทียบจากรายชื่อผู้พูดของ BPI ว่าน่าจะเป็นคอนเนอร์ บราวน์ แต่ทวีตไม่ได้ระบุชื่อเต็ม
หัวข้อที่เซย์เลอร์แจกแจงไว้ในวิดีโอ
เซย์เลอร์แบ่งวิดีโอเป็น 10 บทพร้อมเวลา ซึ่งบอกได้ว่าเขาพูดถึงเรื่องใดบ้าง แต่ยังไม่บอกว่าเขาให้เหตุผลหรือใช้ข้อมูลอะไรรองรับ
- 02:24 การจัดหมวดสินทรัพย์ดิจิทัล และเส้นทางจาก 3 ล้านล้านดอลลาร์ ไปสู่ 100 ล้านล้านดอลลาร์
- 03:03 โทเคนดิจิทัล การระดมทุน และ "บริษัทใหม่ 10 ล้านราย"
- 05:46 สิทธิของเงินดิจิทัล ได้แก่ Stablecoin ผลตอบแทน และการแข่งขัน
- 08:07 Bitcoin ในฐานะ "ทุนดิจิทัล" การเก็บรักษาโดยธนาคาร สินเชื่อ และกติกาที่เป็นธรรม
- 11:25 "ทุน Bitcoin ที่ยังไม่อยู่ในระบบธนาคาร" 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ และเหตุที่ธนาคารต้องรับ Bitcoin
- 12:59 หลักทรัพย์แบบโทเคน การเก็บรักษาด้วยตนเอง และสินเชื่อที่แข่งขันได้
- 15:59 CLARITY Act ในฐานะกฎบัตรข้อจำกัด เทียบกับกฎบัตรสิทธิ
- 18:43 24 เดือนข้างหน้า กับผู้นำ CFTC, SEC, กระทรวงการคลัง และทำเนียบขาว
- 27:14 AI Agent ตลาด 24 ชั่วโมง และระบบการเงินแบบศตวรรษที่ 20
- 32:03 เหตุที่ AI Agent ต้องใช้เงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัลล้วนๆ
ตัวเลขในหัวข้อเหล่านี้เป็นข้อความที่เซย์เลอร์ตั้งเอง ทีมข่าวไม่พบแหล่งอิสระที่ตรวจสอบตัวเลข 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 53 ล้านล้านบาท) หรือเส้นทาง 3 ล้านล้านไปสู่ 100 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 100 ล้านล้านไปสู่ 3,340 ล้านล้านบาท) โดยแปลงที่ประมาณ 33.4 บาทต่อดอลลาร์ ตามราคาอ้างอิงจาก CoinGecko ในสัปดาห์นี้ และไม่ทราบว่าเขาหมายถึงสินทรัพย์กลุ่มใดหรือคำนวณอย่างไร
บทที่ 15:59 ตั้งชื่อ CLARITY Act ตรงๆ
ข้อที่ตรงกับข่าวในประเทศมากที่สุดคือบทที่ 15:59 ซึ่งเซย์เลอร์ตั้งชื่อว่า "Clarity as a bill of restrictions vs. a bill of rights" หรือ CLARITY Act ในฐานะกฎบัตรข้อจำกัด เทียบกับกฎบัตรสิทธิ CLARITY Act คือร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ ที่วุฒิสภาโหวตปิดอภิปราย (Cloture) ไม่ผ่านเมื่อวันที่ 15 กันยายน ด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 เสียง ขาดจากเกณฑ์ 60 เสียง ตามที่ทีมข่าวรายงานไว้ก่อนหน้านี้
ทวีตไม่ได้บอกว่าเซย์เลอร์ประเมินร่างฉบับนี้อย่างไร ชื่อบทเป็นเพียงกรอบที่เขาใช้เทียบ และทีมข่าวยังไม่ได้ถอดเนื้อหาช่วงนั้น จึงไม่สรุปแทนเขาว่าเขาจัดร่างนี้ไว้ฝั่งข้อจำกัดหรือสิทธิ เช่นเดียวกัน ทวีตไม่ได้ระบุว่าจุดยืนเรื่อง "หน่วยงานกำกับดูแลดีกว่าสภา" เป็นปฏิกิริยาต่อผลโหวตวันที่ 15 กันยายน โดยตรง
"บุคคลและบริษัททั้งหลายต้องการกฎบัตรสิทธิดิจิทัล ไม่ใช่กฎบัตรข้อจำกัด ผมเชื่อว่าหน่วยงานกำกับดูแลอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสภาคองเกรสในการผลักดันสิทธิเหล่านั้น"
— ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ประธานบริหาร Strategy ผ่านบัญชี X ของเขา 24 กันยายน 2569
บริบท: หลังร่างกฎหมายสะดุด หน่วยงานกำกับเดินหน้าเอง
หลังการโหวตวันที่ 15 กันยายน พอล แอตกินส์ (Paul Atkins) ประธาน SEC และ ไมค์ เซลิก (Mike Selig) ประธาน CFTC ระบุว่าหน่วยงานของตนจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ออกกฎเกี่ยวกับคริปโตต่อไปโดยไม่รอสภา ส่วนทีมนักวิเคราะห์ JPMorgan นำโดยเคนเนธ วอร์ทิงตัน (Kenneth Worthington) ประเมินว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ "ยังไม่ตายสนิท" แต่ช่วงเวลาที่จะผ่านได้แคบลง และเตือนว่ากฎระดับหน่วยงานมั่นคงน้อยกว่ากฎหมายที่ออกโดยสภา
จุดยืนของเซย์เลอร์จึงสอดคล้องกับทิศทางที่หน่วยงานกำกับประกาศไว้ แต่ทีมข่าวไม่พบข้อมูลว่าเขาหารือกับหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะในงานนี้ ข้อความที่ต้องแยกให้ชัดคือ หน่วยงานกำกับดูแลออกกฎภายใต้อำนาจเดิมได้เร็ว แต่ผู้ที่ต้องการความมั่นคงระยะยาวมักยังต้องการกฎหมายจากสภาอยู่ดี
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
เรื่องนี้สืบเนื่องจากผลโหวต CLARITY Act ที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 JPMorgan ชี้ CLARITY Act ยังไม่ตายสนิท แต่โอกาสผ่านสภาแคบลงเรื่อยๆ หลังโหวตล้ม 49-50
👉 Bitcoin ร่วงหลุด $75,000! วุฒิสภาสหรัฐฯ โหวตคว่ำ CLARITY Act ไม่ถึง 60 เสียง
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: บัญชี X ของไมเคิล เซย์เลอร์ (@saylor), Bitcoin Policy Institute, Coinfomania
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ประเด็นที่ควรแยกให้ชัดคือ เซย์เลอร์เป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ผ่าน Strategy จึงมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับกฎที่ออกมา ข้อเสนอเรื่องธนาคารรับเก็บ Bitcoin และให้สินเชื่อค้ำ Bitcoin ก็เป็นเรื่องที่ตรงกับธุรกิจของเขา ผู้อ่านจึงควรอ่านทวีตนี้เป็นจุดยืนของผู้เล่นรายใหญ่ ไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมาย
สำหรับผู้ลงทุนไทย เรื่องนี้เกี่ยวข้องผ่านราคา เพราะผลโหวต CLARITY Act ครั้งล่าสุดเคยกดตลาดมาแล้ว และความชัดเจนของกติกาในสหรัฐฯ ส่งผลต่อเงินทุนไหลเข้า ETF และบริษัทที่ถือ Bitcoin หากทิศทางไปที่หน่วยงานกำกับแทนสภา กติกาอาจออกเร็วขึ้น แต่เปลี่ยนตามผู้นำหน่วยงานได้ง่ายกว่า เนื้อหานี้เป็นข้อมูลข่าว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com