
แข่งเดือด! MoneyGram เปิดตัวบัตร Visa หนุนสเตเบิลคอยน์ ท้าชน Western Union
MoneyGram (บริษัทให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศรายใหญ่ของโลก) ประกาศเปิดตัว "MoneyGram Card" บัตรที่หนุนหลังด้วยสเตเบิลคอยน์ (stablecoin เหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสกุลเงินจริง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ) ร่วมกับเครือข่าย Visa เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา โดยเริ่มนำร่องเป็นบัตรเสมือน (virtual card) ในประเทศโคลอมเบียก่อนเป็นตลาดแรก
บัตรทำงานอย่างไร เทคโนโลยีเบื้องหลังคืออะไร
บัตรนี้ช่วยให้ผู้ใช้ถือยอดเงินในรูปสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (stable-dollar balance) ใช้จ่ายผ่าน Apple Wallet หรือ Google Wallet แบบแตะจ่าย (tap-to-pay) ได้ทุกที่ที่รับบัตร Visa ทั้งช้อปปิ้งออนไลน์ หน้าร้าน และข้ามพรมแดน รวมถึงถอนเงินสดที่จุดบริการของ MoneyGram ได้ด้วย โดยที่ตัวบัตรรองรับสกุลเงินดิจิทัล USDC เป็นสกุลแรก และบริษัทมีแผนเพิ่มการรองรับ MGUSD สเตเบิลคอยน์ของตัวเองที่เปิดตัวบนเครือข่าย Stellar ไปเมื่อเดือนมิถุนายนในอนาคตอันใกล้
เบื้องหลังเทคโนโลยีเป็นความร่วมมือของหลายฝ่าย ได้แก่ Rain (ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ระดับองค์กร) รับผิดชอบระบบออกบัตร, Crossmint ดูแลระบบกระเป๋าเงินดิจิทัล และเครือข่าย Stellar เป็นบล็อกเชนหลักที่ใช้ประมวลผล
"เรากำลังมอบอิสระและการควบคุมที่มากขึ้นให้ลูกค้าในการบริหารจัดการเงินของตัวเอง ทั้งหมดอยู่ในที่เดียว" — Anthony Soohoo ประธานและซีอีโอของ MoneyGram
แผนขยายตลาดและสมรภูมิโอนเงินข้ามพรมแดนที่ร้อนแรงขึ้น
MoneyGram ระบุว่าจะเปิดตัวบัตรพลาสติกจริง (physical card) เพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2569 เพื่อให้ผู้ใช้ถอนเงินสดจากตู้ ATM และซื้อสินค้าหน้าร้านในพื้นที่ที่ยังไม่รองรับบัตรดิจิทัลได้สะดวกขึ้น ก่อนขยายสู่ตลาดอื่นทั่วโลกในเดือนถัดๆ ไป ปัจจุบัน MoneyGram ให้บริการลูกค้ากว่า 60 ล้านรายทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศและดินแดน ผ่านจุดบริการเกือบ 500,000 แห่ง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงเดือนเดียวหลังคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Western Union เปิดตัวบัตร "Stablecard" ของตัวเอง โดยร่วมมือกับ Rain เช่นเดียวกัน สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศกำลังแข่งกันนำสเตเบิลคอยน์มาลดต้นทุนธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยรายงานของธนาคารโลกเมื่อเดือนกันยายน 2568 เคยระบุว่าบัตรเดบิตเป็นช่องทางรับเงินโอนที่มีต้นทุนต่ำที่สุด อยู่ที่ 3.61% ของยอดเงินที่โอน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สเตเบิลคอยน์ถูกมองเป็นเครื่องมือลดต้นทุนได้จริงในธุรกิจนี้
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้ต่อเนื่องจากที่ MoneyGram เพิ่งขยายช่องทางแปลงเงินสด-คริปโตของตัวเองไปเมื่อไม่นานนี้
👉 MoneyGram ขยายบริการแปลงเงินสด-คริปโต Ramps สู่ Solana เป็นเชนที่ 2
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict: การที่ MoneyGram และ Western Union สองยักษ์ใหญ่ในธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศต่างหันมาใช้สเตเบิลคอยน์เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังบัตรของตัวเองในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สะท้อนว่าธุรกิจ Remittance แบบดั้งเดิมกำลังถูกกดดันให้ปรับตัวจริงจัง ไม่ใช่แค่ทดลองในระดับเล็กๆ อีกต่อไป หากทำได้ตามที่ตั้งเป้า ผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาเงินโอนจากต่างประเทศอาจได้ประโยชน์จากต้นทุนธุรกรรมที่ถูกลงจริง แต่ก็ต้องติดตามว่าการขยายไปสู่ตลาดอื่นนอกเหนือจากโคลอมเบียจะราบรื่นแค่ไหน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com