แข่งเดือด! MoneyGram เปิดตัวบัตร Visa หนุนสเตเบิลคอยน์ ท้าชน Western Union
11 September 2026ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

แข่งเดือด! MoneyGram เปิดตัวบัตร Visa หนุนสเตเบิลคอยน์ ท้าชน Western Union

MoneyGram (บริษัทให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศรายใหญ่ของโลก) ประกาศเปิดตัว "MoneyGram Card" บัตรที่หนุนหลังด้วยสเตเบิลคอยน์ (stablecoin เหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสกุลเงินจริง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ) ร่วมกับเครือข่าย Visa เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา โดยเริ่มนำร่องเป็นบัตรเสมือน (virtual card) ในประเทศโคลอมเบียก่อนเป็นตลาดแรก

บัตรทำงานอย่างไร เทคโนโลยีเบื้องหลังคืออะไร

บัตรนี้ช่วยให้ผู้ใช้ถือยอดเงินในรูปสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (stable-dollar balance) ใช้จ่ายผ่าน Apple Wallet หรือ Google Wallet แบบแตะจ่าย (tap-to-pay) ได้ทุกที่ที่รับบัตร Visa ทั้งช้อปปิ้งออนไลน์ หน้าร้าน และข้ามพรมแดน รวมถึงถอนเงินสดที่จุดบริการของ MoneyGram ได้ด้วย โดยที่ตัวบัตรรองรับสกุลเงินดิจิทัล USDC เป็นสกุลแรก และบริษัทมีแผนเพิ่มการรองรับ MGUSD สเตเบิลคอยน์ของตัวเองที่เปิดตัวบนเครือข่าย Stellar ไปเมื่อเดือนมิถุนายนในอนาคตอันใกล้

เบื้องหลังเทคโนโลยีเป็นความร่วมมือของหลายฝ่าย ได้แก่ Rain (ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ระดับองค์กร) รับผิดชอบระบบออกบัตร, Crossmint ดูแลระบบกระเป๋าเงินดิจิทัล และเครือข่าย Stellar เป็นบล็อกเชนหลักที่ใช้ประมวลผล

 

"เรากำลังมอบอิสระและการควบคุมที่มากขึ้นให้ลูกค้าในการบริหารจัดการเงินของตัวเอง ทั้งหมดอยู่ในที่เดียว" — Anthony Soohoo ประธานและซีอีโอของ MoneyGram

 

แผนขยายตลาดและสมรภูมิโอนเงินข้ามพรมแดนที่ร้อนแรงขึ้น

MoneyGram ระบุว่าจะเปิดตัวบัตรพลาสติกจริง (physical card) เพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2569 เพื่อให้ผู้ใช้ถอนเงินสดจากตู้ ATM และซื้อสินค้าหน้าร้านในพื้นที่ที่ยังไม่รองรับบัตรดิจิทัลได้สะดวกขึ้น ก่อนขยายสู่ตลาดอื่นทั่วโลกในเดือนถัดๆ ไป ปัจจุบัน MoneyGram ให้บริการลูกค้ากว่า 60 ล้านรายทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศและดินแดน ผ่านจุดบริการเกือบ 500,000 แห่ง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงเดือนเดียวหลังคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Western Union เปิดตัวบัตร "Stablecard" ของตัวเอง โดยร่วมมือกับ Rain เช่นเดียวกัน สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศกำลังแข่งกันนำสเตเบิลคอยน์มาลดต้นทุนธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยรายงานของธนาคารโลกเมื่อเดือนกันยายน 2568 เคยระบุว่าบัตรเดบิตเป็นช่องทางรับเงินโอนที่มีต้นทุนต่ำที่สุด อยู่ที่ 3.61% ของยอดเงินที่โอน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สเตเบิลคอยน์ถูกมองเป็นเครื่องมือลดต้นทุนได้จริงในธุรกิจนี้

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้ต่อเนื่องจากที่ MoneyGram เพิ่งขยายช่องทางแปลงเงินสด-คริปโตของตัวเองไปเมื่อไม่นานนี้
👉 MoneyGram ขยายบริการแปลงเงินสด-คริปโต Ramps สู่ Solana เป็นเชนที่ 2 

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict: การที่ MoneyGram และ Western Union สองยักษ์ใหญ่ในธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศต่างหันมาใช้สเตเบิลคอยน์เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังบัตรของตัวเองในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สะท้อนว่าธุรกิจ Remittance แบบดั้งเดิมกำลังถูกกดดันให้ปรับตัวจริงจัง ไม่ใช่แค่ทดลองในระดับเล็กๆ อีกต่อไป หากทำได้ตามที่ตั้งเป้า ผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาเงินโอนจากต่างประเทศอาจได้ประโยชน์จากต้นทุนธุรกรรมที่ถูกลงจริง แต่ก็ต้องติดตามว่าการขยายไปสู่ตลาดอื่นนอกเหนือจากโคลอมเบียจะราบรื่นแค่ไหน

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com