
จับตา! นักวิจัยหั่นต้นทุนแฮ็ก Bitcoin-Ethereum ด้วยควอนตัมลง 86% แต่ยังไม่ใช่ภัยเร่งด่วน
ทีมนักวิจัยและนักพัฒนากว่า 100 คน ภายใต้โครงการเปิด "ECDSA.Fail" ซึ่งจัดโดย Eigen Labs (บริษัทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Restaking) ประกาศผลการแข่งขันที่สามารถลดปริมาณทรัพยากรคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่จำเป็นสำหรับการโจมตีระบบเข้ารหัสของ Bitcoin และ Ethereum ลงได้ถึง 86.1% เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้นของโครงการ โดยมี Jieyi Long ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Theta Labs เป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัย
ตัวเลขก่อน-หลัง ลดลงแค่ไหน
โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงวงจรควอนตัมสำหรับ "การบวกจุดบนเส้นโค้งวงรี" (elliptic-curve point addition) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของอัลกอริทึม Shor's ที่ใช้เจาะรหัส secp256k1 เส้นโค้งวงรีที่ Bitcoin, Ethereum และเครือข่ายอื่นๆ อีกหลายแห่งใช้งานอยู่
จุดเริ่มต้นของการแข่งขันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 2,715 คิวบิตเชิงตรรกะ (logical qubits) และ 3,960,753 Toffoli gates แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อปิดรับข้อมูล ณ 26 กรกฎาคม ลดลงเหลือเพียง 1,151 คิวบิตเชิงตรรกะ และ 1,299,453 Toffoli gates คิดเป็นตัวเลขรวมที่ดีขึ้นกว่าเกณฑ์วัดของ Google Quantum AI ที่เผยแพร่ไว้เมื่อเดือนมีนาคม 2569 มากกว่า 50%
ตลอดระยะเวลาแข่งขันราว 8 สัปดาห์ มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 400 รายการ โดยใช้ทั้งนักวิจัยมนุษย์และเอเจนต์ AI ช่วยเขียนโค้ดร่วมกัน จากหน่วยงานอย่าง Ethereum Foundation, Eigen Labs, StarkWare, Starknet Foundation, Brevis, Sei Labs และ Trail of Bits
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อ Bitcoin และ Ethereum
ปัจจุบันมีการประเมินว่า Bitcoin ราว 7 ล้านเหรียญ ฝังอยู่ในแอดเดรสที่เคยเปิดเผยกุญแจสาธารณะ (public key) ต่อสาธารณะแล้ว ทำให้กลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วยควอนตัมมากกว่าแอดเดรสทั่วไปที่ยังไม่เคยส่งธุรกรรมออกไป ส่วนฝั่ง Ethereum ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะยกระดับความปลอดภัยต้านทานควอนตัมให้ครบทั้งเครือข่ายภายในเดือนธันวาคม 2572
Eli Ben-Sasson ผู้ร่วมก่อตั้ง StarkWare กล่าวว่า งานวิจัยนี้หมายความว่า "ทุกไทม์ไลน์ที่เคยมีใครบอกว่า Q-Day (วันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำลายการเข้ารหัสปัจจุบันได้จริง) จะมาถึงเมื่อไหร่ ก็ต้องถูกร่นให้เร็วขึ้นตามไปด้วย"
ยังไม่ใช่ภัยเร่งด่วน แต่ต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้
ทีมวิจัยย้ำชัดว่าวงจรที่พัฒนาขึ้นนี้ยังไม่มีระบบแก้ไขข้อผิดพลาดเชิงกายภาพ (physical error correction) และไม่ใช่การจำลองอัลกอริทึม Shor's แบบสมบูรณ์ หมายความว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีอยู่จริงในปัจจุบันยังไม่สามารถนำผลวิจัยนี้ไปใช้เจาะเครือข่ายใดได้จริง
Jieyi Long อธิบายว่า "เรื่องนี้ไม่ได้เร่งด่วนเพราะการโจมตีกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่มันเร่งด่วนเพราะวิธีแก้ไขต้องใช้เวลาหลายปี และไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขข้อมูลที่รั่วไหลไปแล้วได้"
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:เรื่องนี้ต่อเนื่องกับความเคลื่อนไหวด้านการเตรียมรับมือควอนตัมของวงการคริปโตที่เรารายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 Ethereum ตั้งเป้าต้านทาน Quantum ให้ได้ภายในปี 2029 ชูเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
👉 StarkWare ขุดธุรกรรม Quantum-Safe Bitcoin แรกของโลกสำเร็จ จากไวท์เปเปอร์สู่ของจริง
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict: งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำว่าความเสี่ยงด้านควอนตัมต่อคริปโตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้ยังห่างไกลจากการโจมตีจริงในทางปฏิบัติ เพราะฮาร์ดแวร์ควอนตัมที่ทนทานต่อความผิดพลาด (fault-tolerant) ยังไม่มีอยู่จริง แต่การที่ตัวเลขต้นทุนลดลงเร็วขนาดนี้ในเวลาเพียง 2 เดือน สะท้อนว่าฝั่งนักพัฒนาเครือข่ายอย่าง Ethereum และโครงการ Layer 2 ต่างๆ ควรเร่งมือทดสอบและเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน Post-Quantum Cryptography ให้เสร็จก่อนกำหนดเดิม ไม่ใช่รอจนใกล้เส้นตาย
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com