Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

JPMorgan–Citi ผนึกธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เปิดศึก Stablecoin ด้วย "เครือข่ายเงินฝากโทเคน" ปี 2570
06 June 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

JPMorgan–Citi ผนึกธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เปิดศึก Stablecoin ด้วย "เครือข่ายเงินฝากโทเคน" ปี 2570

กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ นำโดย JPMorgan Chase และ Citibank กำลังเตรียมเปิดตัว "เครือข่ายเงินฝากโทเคน" (Tokenized Deposit Network) ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2570 ผ่านบริษัท The Clearing House เพื่อให้โอนเงินและชำระบัญชีได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง พูดง่ายๆ ก็คือ ฝั่งธนาคารดั้งเดิมกำลังขยับตัวรับมือการแข่งขันจากบริษัทบล็อกเชนและ Stablecoin ที่รุกคืบเข้าสู่โลกการเงินกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลนี้รายงานโดย The Wall Street Journal และเผยแพร่ต่อโดย Cointelegraph

 

🏦 ธนาคารยักษ์ใหญ่รวมพลัง สร้างโครงสร้างพื้นฐานบนบล็อกเชน

 

เครือข่ายดังกล่าวจะดำเนินการโดย The Clearing House (ผู้ให้บริการระบบชำระเงินที่ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ ถือหุ้นร่วมกัน) และจะเชื่อมต่อระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ชำระบัญชีได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลนี้มาจากการเปิดเผยของ เดวิด วัตสัน (David Watson) ซีอีโอของ The Clearing House ต่อ The Wall Street Journal

 

The Clearing House มีธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ถือหุ้นร่วมกันหลายแห่ง อาทิ JPMorgan Chase, Bank of America, Citibank, Barclays, BNY และ Wells Fargo สำหรับ "เงินฝากโทเคน" (Tokenized Deposit) นั้น คือการแปลงเงินฝากธนาคารของลูกค้าให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน ซึ่งยังคงสถานะเป็นเงินฝากในระบบธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล แต่สามารถโอนย้ายมูลค่าได้รวดเร็วขึ้น 

 

ทั้งนี้ Cointelegraph ระบุว่าได้ติดต่อขอความเห็นจาก The Clearing House แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจนถึงเวลาที่เผยแพร่ข่าว

 

🎯 รักษาเงินฝากในระบบ พร้อมความเร็วแบบ Stablecoin

 

แผนนี้สะท้อนความพยายามของฝั่งธนาคารที่ต้องการรักษาเงินฝากให้อยู่ในช่องทางธนาคารที่มีการกำกับดูแล ขณะเดียวกันก็มอบความเร็วและความสามารถในการเขียนโปรแกรม (programmability) บางส่วน อันเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Stablecoin (เหรียญดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) ได้รับความนิยมในการชำระบัญชีและการบริหารเงินสด

 

ด้าน คาร์ล กริมสตัด (Carl Grimstad) ซีอีโอของ Lydian (ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล) มองว่า การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่าบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่กำลัง "ตอบสนองต่อทิศทางที่มูลค่ากำลังไหลไปอยู่แล้ว" พร้อมเสริมว่าการชำระบัญชีแบบเขียนโปรแกรมได้ตลอด 24 ชั่วโมงกำลังทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเขาตั้งคำถามสำคัญว่ามูลค่าจะเคลื่อนย้ายอย่างไรท่ามกลางส่วนผสมที่กระจัดกระจายมากขึ้นระหว่างบัญชีธนาคาร บล็อกเชนสาธารณะ และสินทรัพย์ดิจิทัล

 

⚖️ ศึกกฎหมาย CLARITY Act: ธนาคารยังเดินหน้าต้านทาน

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้เรื่องกฎหมายกำกับตลาดคริปโตในสหรัฐฯ โดยกลุ่มธนาคารได้คัดค้านร่างกฎหมายที่อาจเปิดทางให้ผู้ออก Stablecoin จ่ายผลตอบแทน (yield) ให้แก่ผู้ถือครอง คล้ายกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแบบดั้งเดิม

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JPMorgan ระบุว่าอุตสาหกรรมธนาคารจะยังคง "ต่อสู้" กับร่าง Digital Asset Market Clarity Act (CLARITY Act — ร่างกฎหมายกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ) ฉบับปัจจุบัน พร้อมเสนอว่าบริษัทคริปโตที่ต้องการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนควรยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร (banking charter)

 

ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาลงมติเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ให้เดินหน้าผลักดันร่าง CLARITY Act แต่ร่างกฎหมายนี้ยังต้องผ่านสภาทั้งสองชุดของรัฐสภาก่อนจะส่งถึงมือประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)

 

📈 Wall Street เร่งเครื่องโครงการโทเคนไนเซชัน

 

ไม่ใช่แค่กลุ่มธนาคารเท่านั้น แต่สถาบันการเงินรายอื่นบน Wall Street ก็เร่งเดินหน้าโครงการโทเคนไนเซชัน (Tokenization — การแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน) เช่นกัน

 

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE (New York Stock Exchange) ได้จับมือกับแพลตฟอร์มโทเคนไนเซชัน Securitize เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายบนบล็อกเชนสำหรับ Wall Street โดยรองรับการสร้างโทเคนของหุ้นและกองทุน ETF (กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน) ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน คือวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569 ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ได้ไฟเขียวข้อเสนอโครงการนำร่องของ Nasdaq ที่รองรับการซื้อขายหุ้นและหลักทรัพย์ที่มีปริมาณซื้อขายสูงในรูปแบบโทเคน

 

ย้อนไปต้นปีในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 บริษัท Intercontinental Exchange หรือ ICE (บริษัทแม่ของ NYSE) ก็ได้เปิดเผยแผนสร้างศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ในรูปโทเคนที่ออกแบบมาเพื่อการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ชำระบัญชีทันที และใช้ Stablecoin เป็นแหล่งเงินทุน ขณะที่ฝั่งเอเชีย กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของเกาหลีใต้ได้ประกาศโครงการนำร่องใช้เงินฝากโทเคนสำหรับการใช้จ่ายในการดำเนินงานของรัฐบาล โดยมีแผนเปิดใช้เต็มรูปแบบในไตรมาส 4 ของปี พ.ศ. 2569 (Cointelegraph รายงานเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569)

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากศึกกฎหมาย CLARITY Act และกระแสโทเคนไนเซชันที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ 
👉 CEO Goldman Sachs ชี้กฎหมาย CLARITY Act ยังอีกยาวไกล 
👉 ทรัมป์ลั่น CLARITY Act คือเกราะ "กันอนาคต" ปกป้องคริปโตจากรัฐบาลชุดหน้า 
👉 BlackRock เดินเกมใหม่! เตรียมโทเค็นไนซ์กองทุน RWA บนบล็อกเชน
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph (อ้างอิงรายงานจาก The Wall Street Journal)

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หันมาร่วมมือกันสร้างเครือข่ายเงินฝากโทเคนของตัวเอง สะท้อนภาพชัดเจนว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนได้กลายเป็นสนามแข่งขันที่สถาบันการเงินดั้งเดิมไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป น่าสนใจว่าจากเดิมที่หลายธนาคารเคยตั้งคำถามกับคริปโต วันนี้กลับเลือกเดินหน้านำเทคโนโลยีเดียวกันมาต่อยอดบริการของตัวเอง ซึ่งในระยะยาวอาจช่วยเร่งให้โครงสร้างพื้นฐานการเงินแบบ on-chain เข้าใกล้การใช้งานจริงในวงกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เส้นทางยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของกฎหมาย CLARITY Act และการแข่งขันระหว่างเงินฝากโทเคนกับ Stablecoin ที่ต้องจับตากันต่อไป

 

Tags / คีย์เวิร์ด SEO เงินฝากโทเคน · Tokenized Deposit · JPMorgan · The Clearing House · โทเคนไนเซชัน · CLARITY Act · Stablecoin · Tokenization

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com