เฟดขึ้นดอกเบี้ย Stablecoin อาจได้ประโยชน์ แต่ผู้กู้ซื้อ Bitcoin เจ็บ Circle ได้ 95% ของรายได้จากดอกเบี้ยสำรอง
05 October 2026•ข่าว•โดย Rawiwarn Owattasanee

เฟดขึ้นดอกเบี้ย Stablecoin อาจได้ประโยชน์ แต่ผู้กู้ซื้อ Bitcoin เจ็บ Circle ได้ 95% ของรายได้จากดอกเบี้ยสำรอง

ดอกเบี้ยที่เฟดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ส่งผลต่อธุรกิจคริปโตไม่เหมือนกัน ผู้ออก Stablecoin อย่าง Circle (ผู้ออกเหรียญ USDC) หารายได้จากดอกเบี้ยของสินทรัพย์สำรอง ขณะที่บริษัทที่กู้เงินมาซื้อ Bitcoin ต้องหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ ตามบทวิเคราะห์ของ แอนเจลา ราดมิแลค (Andjela Radmilac) นักวิเคราะห์อาวุโสของ CryptoSlate ที่ลงเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ตัวเลขที่ชี้ชัดคือรายได้จากดอกเบี้ยสำรองของ Circle คิดเป็น 95.2% ของรายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2569 ตามผลประกอบการที่บริษัทเปิดเผย ส่วนผู้กู้ซื้อ Bitcoin จะเจ็บแค่ไหนขึ้นอยู่กับสัญญาหนี้ของแต่ละราย

เฟดขึ้นดอกเบี้ยไปเท่าไร

คณะกรรมการ FOMC ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็นช่วง 3.75% ถึง 4.00% เมื่อวันที่ 16 กันยายน ด้วยมติ 12 ต่อ 0 ตามประกาศของเฟด และดอกเบี้ยที่ใช้อ้างอิงกันในตลาดเงินระยะสั้นหรือ SOFR ขยับตาม โดยตามข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก SOFR อยู่ที่ 3.62% ในวันที่ 16 กันยายน เป็น 3.85% ในวันที่ 17 กันยายน และ 3.87% ในวันที่ 1 ตุลาคม

Circle ตัวอย่างของคนที่ได้ดอกเบี้ยจากสำรอง

Circle รายงานว่าไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้และรายได้จากสำรองรวม 701 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.36 หมื่นล้านบาท ที่อัตรา 33.595 บาทต่อดอลลาร์ ตาม Frankfurter 2 ต.ค. 2569) โดยเป็นรายได้จากดอกเบี้ยสำรอง 668 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.24 หมื่นล้านบาท) หรือ 95.2% ปริมาณ USDC ที่หมุนเวียนสิ้นไตรมาสอยู่ที่ 73,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.46 ล้านล้านบาท) เพิ่ม 19% จากปีก่อน

ตัวเลขอีกชุดแสดงให้เห็นว่าทั้งสองปัจจัยทำงานพร้อมกัน ปริมาณ USDC เฉลี่ยเพิ่ม 25% แต่อัตราผลตอบแทนสำรองลดลง 66 bps (0.66 จุดเปอร์เซ็นต์) จากปีก่อน รายได้จากสำรองจึงเพิ่มแค่ 5% ซึ่งตรงกับที่บทวิเคราะห์ชี้ว่าผู้ออกเหรียญอาจมีลูกค้าเพิ่มแต่ได้ต่อดอลลาร์น้อยลง ถ้าอัตราผลตอบแทนลดลง ทั้งนี้ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ครอบคลุมช่วงหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยยังไม่ประกาศ จึงยังไม่รู้ว่ารายได้จะเพิ่มเท่าไร

บทวิเคราะห์ยกตัวอย่างสมมติว่าผู้ออกเหรียญที่มีสำรอง 10,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.36 แสนล้านบาท) ได้ดอกเบี้ย 4% ต่อปี จะมีรายได้ 400 ล้านดอลลาร์ ถ้าอัตราตกเป็น 3% รายได้จะเหลือ 300 ล้านดอลลาร์ และต้องมีสำรองเพิ่มเป็นราว 13,330 ล้านดอลลาร์ถึงจะได้รายได้เท่าเดิม เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ตัวเลขของบริษัทใด

บทวิเคราะห์ยังชี้ว่าผู้ถือเหรียญอาจไม่ได้รับดอกเบี้ยนี้เลย หากเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ไม่ให้สิทธิ์ เพราะสิ่งที่ผู้ถือซื้อมักเป็นความสามารถในการถือและโอนยอดที่ผูกกับดอลลาร์

ผู้กู้ซื้อ Bitcoin รับผลต่างกัน

บริษัทที่กู้ 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,360 ล้านบาท) ด้วยหนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย จะต้องจ่ายเพิ่ม 2 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 67 ล้านบาท) ถ้าอัตราดอกเบี้ยที่กู้สูงขึ้น 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามตัวอย่างสมมติของ CryptoSlate แต่ผลต่อบริษัทที่กู้ซื้อ Bitcoin ขึ้นกับประเภทหนี้ที่ออก หนี้อัตราคงที่ที่มีอยู่แล้วไม่แพงขึ้นทันทีเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรขยับ เงินกู้อัตราลอยตัวปรับเร็วกว่า และเมื่อหนี้เก่าครบกำหนด ต้องกลับไปกู้ใหม่ในตลาดซึ่งเจ้าหนี้ตั้งเงื่อนไขได้ใหม่ หนี้แปลงสภาพก็ซับซ้อนขึ้น เพราะเจ้าหนี้อาจยอมรับดอกเบี้ยต่ำแลกสิทธิ์รับหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นเดิมอาจถูกลดสัดส่วน

นักขุดที่สร้างศูนย์ข้อมูลก็เจอโจทย์เดียวกัน เพราะต้องจ่ายค่าก่อสร้างก่อนที่ไซต์จะเริ่มมีรายได้ ถ้าโครงการมีกำไรส่วนเกินน้อย ดอกเบี้ยที่เพิ่มอาจกินกำไรนั้นหมดก่อนลูกค้ารายแรกจ่ายเงิน แต่ผลจริงขึ้นกับค่าก่อสร้าง สัญญาลูกค้า และสัดส่วนหนี้ต่อทุน

ดอกเบี้ยระยะสั้นกับระยะยาวไม่ใช่ตัวเดียวกัน

ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ของวันที่ 2 ตุลาคม ตามข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.19% สำหรับอายุ 3 เดือน 4.83% สำหรับ 2 ปี 5.28% สำหรับ 10 ปี และ 5.63% สำหรับ 30 ปี เทียบกับ SOFR ที่ 3.87% ณ 1 ตุลาคม ซึ่งแสดงว่าดอกเบี้ยตามอายุต่างกันมาก ผู้ออก Stablecoin ที่ถือตั๋วเงินคลังระยะสั้นกับผู้กู้ที่ต้องกู้ยาวจึงเจอราคาเงินคนละตัว และบทวิเคราะห์ระบุว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กใช้แบบจำลองแยกส่วนชดเชยความเสี่ยงของพันธบัตรระยะยาว (Term Premium) ออกจากการคาดการณ์ดอกเบี้ยระยะสั้น

สำหรับคนถือ Bitcoin โดยตรง ไม่มีดอกเบี้ยตามสัญญาไหลเข้ามา กำไรมาจากราคาที่ขึ้นเท่านั้น เมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูง คนจึงเทียบกับผลตอบแทนที่แน่นอนกว่าได้ ซึ่งขึ้นกับเงินเฟ้อ ภาษี และระยะเวลาที่ลงทุนของแต่ละคน

DeFi ต้องอธิบายที่มาของผลตอบแทน

บทวิเคราะห์ระบุว่าในตลาดปล่อยกู้บนบล็อกเชน เช่น Aave ผลตอบแทนที่ผู้ฝากได้ขึ้นกับสัดส่วนที่ผู้กู้ใช้และพารามิเตอร์ของโปรโตคอล ไม่ได้ผูกกับผลตอบแทนพันธบัตรโดยตรง ถ้าตั๋วเงินคลังให้ 4% และตำแหน่งบนบล็อกเชนโฆษณา 7% ส่วนต่าง 3 จุดเปอร์เซ็นต์ต้องเทียบกับความเสี่ยงด้านสัญญา สภาพคล่อง เทคนิค และคู่สัญญา ตัวเลขที่โฆษณาสูงกว่าไม่ได้แปลว่าคุ้มกับความเสี่ยงเสมอไป

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:

ดอกเบี้ยเฟดกับ Circle ที่เราเคยรายงานไว้

👉 เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 Warsh ลั่นเงินเฟ้อยังสูงเกินไป

👉 Circle เปิดกู้ USDC ค้ำด้วย Bitcoin ไม่ต้องขาย BTC เจาะลูกค้าสถาบันผ่าน Morpho บน Arc

🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate (Andjela Radmilac, 4 ต.ค. 2569), Circle (ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569), Federal Reserve, ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก, กระทรวงการคลังสหรัฐฯ, Frankfurter

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict

ข่าวดอกเบี้ยมักถูกสรุปเป็นข้อเดียวว่าดีหรือร้ายต่อคริปโต แต่ธุรกิจแต่ละประเภทรับผลต่างกันตามสัญญาของตัวเอง จุดที่ผู้อ่านควรเช็กคือดอกเบี้ยตัวไหนที่เกี่ยวข้อง อัตราระยะสั้นหรือระยะยาว และใครได้รับหรือต้องจ่าย ผู้ถือ Stablecoin ในไทยไม่ได้รับดอกเบี้ยสำรองโดยอัตโนมัติ เพราะตามที่บทวิเคราะห์ชี้ ขึ้นกับเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ ส่วนผลต่อบริษัทที่กู้ซื้อ Bitcoin ต้องดูสัญญาหนี้ของแต่ละราย ทีมข่าวจะอัปเดตเมื่อ Circle เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3

 

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลข่าว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

 

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าว Bitcoin (BTC) ทั้งหมด →