Fusaka Upgrade เข้าสู่ Mainnet แล้ว! Ethereum อัปเกรด PeerDAS เพิ่มสปีด L2 ลดค่าธรรมเนียมบนเชนหลัก
เครือข่าย Ethereum เดินหน้าสู่เฟสการพัฒนาแบบ “เร่งสปีด” หลังจากอัปเกรดล่าสุดในชื่อ Fusaka ถูกปล่อยขึ้นใช้งานบน Mainnet แล้ว โดยอัปเกรดนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นทั้ง
การยืนยันโรดแมปใหม่ของ Ethereum ที่จะทำ Hard Fork ปีละ 2 ครั้ง
และเป็นอัปเกรดด้าน Data Availability, Scaling และ UX ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง นับจากยุค Merge
Fusaka ถือเป็น อัปเกรดหลักครั้งที่ 17 ของ Ethereum และตามข้อมูลจากฝั่งนักพัฒนา นับเป็นหนึ่งในการอัปเกรดที่ “ใหญ่ที่สุด” ในแง่จำนวน Ethereum Improvement Proposals (EIPs) ที่ถูกนำมาใช้ในคราวเดียว
จาก Merge สู่ Fusaka: Ethereum เร่งจังหวะอัปเกรด
นับตั้งแต่ Ethereum เปลี่ยนจาก Proof-of-Work มาเป็น Proof-of-Stake ผ่านอัปเกรด The Merge ในปี 2022 เครือข่ายหลักก็มีการอัปเกรดสำคัญต่อเนื่องปีละประมาณ 1 ครั้ง เช่น
Shapella (2023) – ปลดล็อกการถอน Stake
Dencun (2024) – เพิ่ม “blob” เพื่อช่วยลดต้นทุนของ Layer 2
Pectra (พ.ค. 2025) – เน้น UX และการจัดการกระเป๋าเงิน
แต่ Fusaka คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตั้งแต่ตอนนี้ Ethereum Foundation ตั้งใจเดินเกมอัปเกรดแบบ “ปีละ 2 รอบ” หมายความว่าฟีเจอร์ใหม่ ๆ ทั้งด้าน Scaling, Data Availability, ความปลอดภัย และ Developer UX จะมาถี่และเร็วขึ้นกว่าที่เคย
หัวใจของ Fusaka: PeerDAS ยุคใหม่ของ Data Availability บน Ethereum
ฟีเจอร์เด่นที่สุดของ Fusaka คือ PeerDAS (Peer Data Availability Sampling) ที่ถูกเสนอผ่าน EIP-7594 ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดโครงสร้าง Data Availability ครั้งใหญ่สุดนับจากยุค “blob” ใน Dencun
ก่อนหน้านี้ Layer 2 Rollup บน Ethereum จะใช้ “blob” เป็นที่เก็บข้อมูลธุรกรรมชั่วคราวบน L1 แต่ Node ต้องโหลดข้อมูลชุดใหญ่ ทำให้การสเกลมีข้อจำกัดด้านแบนด์วิธ
PeerDAS เข้ามาแก้ปัญหานี้ตรงจุด
Validator ไม่จำเป็นต้องโหลด blob ทั้งก้อนอีกต่อไป
แต่สามารถ “สุ่มอ่าน (sample)” เฉพาะบางส่วนของข้อมูล
ช่วยให้ระบบยังตรวจสอบได้ว่าข้อมูลมีอยู่ครบ (Data Availability)
โดยไม่เพิ่มภาระให้ Node มากเกินไป
ผลลัพธ์คือ Ethereum สามารถ
เพิ่ม blob throughput ได้มากขึ้น
รองรับธุรกรรมจาก Layer 2 Rollup ได้เยอะกว่าเดิม
เปิดทางให้ ค่าธรรมเนียมบน L2 ถูกลง แต่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของ Ethereum L1
Blob เพิ่มสูงสุด 8 เท่า ลดค่าธรรมเนียม L2 ระยะยาว
เพื่อให้ PeerDAS ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ Ethereum ยังมีการปรับ Blob Parameters เพิ่มเติม หลัง Fusaka เปิดใช้งาน โดยเป้าหมายคือ
เพิ่มปริมาณ blob ต่อบล็อกทั้ง “เป้า (target)” และ “เพดาน (max)”
มีแผนดัน target เป็น 14 และ max เป็น 21 blob ภายในต้นเดือนมกราคม
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน ความจุ blob มีโอกาสเพิ่มได้สูงสุดถึงราว 8 เท่า จากระดับเดิม แปลเป็นภาษาคนใช้คือ:
Layer 2 มีพื้นที่เขียนข้อมูลมากขึ้น
ค่า Gas บน L2 มีโอกาสลดลงอีก
UX ของแอป DeFi / GameFi / SocialFi บน Ethereum Ecosystem จะลื่นขึ้น โดยผู้ใช้ไม่ต้องเจอค่าธรรมเนียมดีดสูงแบบเดิมในช่วงพีค
แก้เกมค่าธรรมเนียม blob แกว่ง–เสริมเสถียรภาพ ETH Fee Burn
หลังจากอัปเกรด Dencun เคยเกิดปรากฏการณ์ที่ ค่าธรรมเนียม blob ต่ำจนแทบเป็นศูนย์ในช่วงที่เครือข่ายไม่หนาแน่น ทำให้
Rollup ได้ต้นทุนถูกมาก
แต่ในเชิงโครงสร้างอาจทำให้ระบบ fee market ขาดความสมดุล
Fusaka เข้ามาแก้ด้วยการ
เพิ่ม blob base fee minimum – ป้องกันไม่ให้ค่าธรรมเนียมต่ำแบบผิดธรรมชาติ
ปรับให้มี ค่าธรรมเนียมตามสัดส่วน เมื่อลูกค้า L2 ใช้งานเยอะขึ้นหรือการคำนวณ (compute) พุ่งสูง
ผลคือ
ค่าธรรมเนียมของ Rollup มีความคาดเดาได้มากขึ้น
ระบบการเผา ETH (fee burn) มีจังหวะที่สม่ำเสมอขึ้น
เป็นผลดีต่อทั้งฝั่งผู้พัฒนา L2 และสายถือยาวที่มอง Tokenomics ของ Ethereum ระยะยาว
Backend Boost: ฟีเจอร์เทคนิคที่ผู้ใช้ปลายทางแทบไม่เห็น แต่สำคัญมาก
แม้ Fusaka จะไม่ได้เน้น UX ด้านหน้าผู้ใช้เท่ากับ Pectra แต่ในเชิง “หลังบ้าน” ถือว่าหนักมาก อัปเกรดนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สำคัญอื่น ๆ เช่น
เพิ่ม safety บน Gas Limit
ปรับกลไกจำกัด Gas ต่อธุรกรรม เพื่อกันไม่ให้ tx เดียวกิน Gas เกือบทั้งบล็อก ช่วยลดความเสี่ยงการโจมตีแบบ DoS (ปา tx หนัก ๆ มาทำให้เครือข่ายหน่วง)รองรับ secp256r1 แบบ native
ทำให้ Ethereum รองรับการเซ็นแบบเดียวกับที่ใช้ในอุปกรณ์จำนวนมาก (รวมถึง passkey และ secure enclave ต่าง ๆ) เปิดทางไปสู่การเข้าระบบด้วย Passkey
การเซ็นธุรกรรมผ่านอุปกรณ์แบบ Native โดยไม่ต้อง workaround เยอะ
EIP-7939 – Count Leading Zeros Opcode
เป็นการเพิ่ม opcode ที่ช่วยให้ระบบ Zero-Knowledge Proof ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่ช่วยเตรียม Ethereum ให้พร้อมรับมือภัยคุกคามระดับ Quantum ในอนาคต
ทั้งหมดนี้คือ “Backend Boost” ที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกทันที แต่จำเป็นอย่างมากสำหรับการสเกล Ethereum ให้รองรับผู้ใช้ระดับ mass adoption
หลัง Fusaka: สเต็ปต่อไปคือ Glamsterdam ในปี 2026
เมื่อ Fusaka ปล่อยขึ้น Mainnet แล้ว นักวิจัยและทีมพัฒนา Ethereum ก็เริ่มมองไปข้างหน้าทันที สเต็ปถัดไปคืออัปเกรดใหญ่ในชื่อ “Glamsterdam” ซึ่งคาดว่าจะมาถึงในปี 2026 ภายใต้กรอบเวลาอัปเดต ปีละ 2 ครั้ง ที่วางไว้
สำหรับนักลงทุนและผู้ใช้งาน Ethereum สิ่งที่ Fusaka ส่งสัญญาณชัดเจนคือ
Ethereum ยังมุ่งหน้าไปในทิศทาง “Rollup-centric Roadmap” อย่างจริงจัง
L2 จะยิ่งสำคัญมากขึ้นในฐานะเลเยอร์ที่รองรับการใช้งานจริง
และ Ethereum L1 จะทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยและ Data Availability ที่ทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
อ้างอิง : theblock.co