ผู้ใช้ Ethereum แซง L2 พร้อมค่าธรรมเนียมเหลือหลักสตางค์ หลังอัปเกรด Fusaka
เครือข่าย Ethereum (ETH) กำลังส่งสัญญาณว่า “ความพยายามทำให้ระบบแข็งแรงและใช้งานได้จริง” เริ่มออกผลเป็นรูปธรรม ผ่านตัวเลขการใช้งานที่ดีขึ้น ทั้งจำนวนผู้ใช้งานบนเลเยอร์หลัก (L1) และค่าธรรมเนียมที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน
ภาพรวมล่าสุด: คนกลับมาใช้งาน L1 มากขึ้น
ข้อมูล on-chain ชี้ว่า “จำนวน Active Address” ของ Ethereum ปรับตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2026 และกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญว่า L1 ยังมีแรงใช้งานจริง ไม่ได้ถูก L2 กลืนทั้งหมด

ในอีกมุมหนึ่ง ฝั่งค่าธรรมเนียมเฉลี่ยของเครือข่ายก็ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต โดยมีรายงานว่าโดยรวม “ค่าใช้งานต่อธุรกรรม” เฉลี่ยอยู่แถว ๆ หลักไม่กี่สิบเซนต์ในบางช่วง
ทำไมค่าธรรมเนียมถึงถูกลง: อัปเกรดที่ช่วย L2 และช่วยทั้งระบบ
Pectra + Fusaka กับบทบาทของ “Blob”
หนึ่งในเหตุผลที่ถูกพูดถึงมากคือแนวทางการขยายความจุข้อมูลสำหรับ rollup ผ่าน “blobs” ซึ่งช่วยให้ L2 โพสต์ข้อมูลกลับมาที่ Ethereum ได้ถูกลง และกดต้นทุนการใช้งานโดยรวม

Fusaka เปิดใช้งานเมื่อ 3 ธ.ค. 2025 และมีการพูดถึงฟีเจอร์อย่าง PeerDAS (Peer Data Availability Sampling) ที่ช่วยให้การยืนยันข้อมูลทำได้ด้วย “การสุ่มตัวอย่าง” แทนการต้องดาวน์โหลดทั้งหมด ลดภาระโหนด/วาลิเดเตอร์ และช่วยให้การจัดการ blob มีประสิทธิภาพขึ้น
ดีเวลอปเปอร์ยังเลือก Ethereum: สัญญาอัจฉริยะทำสถิติใหม่
อีกฝั่งที่สะท้อน “ความมีชีวิตของระบบ” คือจำนวน smart contract ที่ถูกสร้าง/เผยแพร่บน Ethereum ซึ่งทำสถิติสูงสุดใน ไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ราว 8.7 ล้านฉบับ ตามข้อมูลที่อ้างอิง Token Terminal
Roadmap 2026: “Ethereum สำหรับ 100 ปี” และ Walkaway Test
Vitalik Buterin ชูแนวคิด “Walkaway Test” คือ Ethereum ต้องแข็งแรงพอจนในอนาคต “นักพัฒนาหลักเดินออกไป” ระบบก็ยังใช้งานได้ ไม่ต้องพึ่งผู้ขาย/ผู้ดูแลรายเดียว

และในปี 2026 ยังมีการพูดถึง Glamsterdam fork ที่จะเน้นการประมวลผลแบบขนาน (parallel processing) และการขยับเพดาน gas limit ไปที่ระดับสูงขึ้นมาก เพื่อเพิ่ม throughput ของ L1
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ watcher.guru