Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

DSI รับคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นคดีพิเศษ พบข้อมูลคนไทยถูกเก็บไปแล้วกว่า 1 ล้านราย
2025-12-11T09:51:00.000Zข่าว

DSI รับคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นคดีพิเศษ พบข้อมูลคนไทยถูกเก็บไปแล้วกว่า 1 ล้านราย

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่ถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง คือ กรณีบริษัทสแกนม่านตาประชาชน แลกค่าตอบแทนเป็นเหรียญดิจิทัล ซึ่งล่าสุด ดีเอสไอรับเรื่องเป็นคดีพิเศษแล้ว

 

คดีนี้มีประเด็นสำคัญทั้งด้าน

 

  • ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลคนไทย

  • การเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์/องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

  • และความเกี่ยวข้องของ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ กับข้อตกลงร่วม (MOU) กับต่างชาติ

 

DSI รับเป็นคดีพิเศษ – ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 เป็นฐานหลัก

 

อธิบดีดีเอสไอระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ รับคดีบริษัทสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ โดยมีฐานความผิดตาม

 

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14

 

พร้อมตั้ง คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อร่วมสืบสวนขยายผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

จุดที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า

 

มีคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ที่ถูกบันทึกข้อมูลสแกนม่านตา เพื่อแลกกับค่าตอบแทนในรูปแบบ “เหรียญดิจิทัล”

 

ซึ่งข้อมูลม่านตาถือเป็น ข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) ที่มีความอ่อนไหวสูง หากถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือรั่วไหล อาจกระทบทั้งสิทธิส่วนบุคคลและความมั่นคงทางดิจิทัลในระยะยาว

 

ปม MOU กับบริษัทต่างชาติ – โยงอดีตรัฐมนตรีและผู้ต้องสงสัยสแกมข้ามชาติ

 

หนึ่งในประเด็นที่ดีเอสไอกำลังขยายผลคือ ความเชื่อมโยงของข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่าง

 

  • อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

  • กับ บริษัทเงินทุนแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์

 

โดยบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ นายเบน สมิธ บุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายพัวพันกับ

 

กลุ่มสแกมเมอร์ หรือองค์กรอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ

 

ประเด็นที่ DSI ต้องสืบสวนเชิงลึกคือ

 

  • MOU ที่ลงนาม ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การเก็บ–ใช้–โอน ข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยหรือไม่

  • และมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ให้กับเครือข่ายต่างชาติหรือไม่

 

ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เนื่องจาก เจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มกระบวนการสืบสวนในหลายมิติ และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะในการรวบรวมหลักฐาน

 

ข้อมูลคนไทยกว่า 1 ล้านคนถูกเก็บ – ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลและเหรียญดิจิทัล

 

ตัวเลขที่สะท้อนขนาดปัญหา คือ คนไทยกว่า 1 ล้านคน ตกลงเข้าร่วมสแกนม่านตา เพื่อแลกค่าตอบแทนในรูปแบบเหรียญดิจิทัล

 

แม้สำหรับหลายคน อาจมองว่าเป็นเพียง

 

“การสแกนครั้งเดียว แลกกับเหรียญฟรี”

 

แต่ในเชิงความปลอดภัยข้อมูลและกฎหมายดิจิทัล มีคำถามที่ต้องหาคำตอบ เช่น

 

  • ข้อมูลชีวมิติ (ม่านตา) ถูกเก็บ ที่ไหน ใครเป็นผู้ควบคุม?

  • ใช้เทคโนโลยีใดในการจัดเก็บและเข้ารหัส ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่?

  • มีการส่ง–โอนข้อมูลออกนอกประเทศหรือไม่ และอยู่ภายใต้กฎหมายไหน?

  • เงื่อนไขการยินยอม (consent) ของประชาชน ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม หรือไม่?

 

เมื่อเกี่ยวพันกับ เหรียญดิจิทัล และธุรกรรมบนโลกออนไลน์ ก็ยิ่งต้องจับตาว่า

 

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้สร้าง “โมเดลธุรกิจ” หรือ “อาชญากรรมไซเบอร์” ต่อเนื่องหรือไม่

 

คดีเรือนจำวีไอพีชาวจีน – DSI เดินหน้าควบคู่กัน

 

พ.ต.ต.ยุทธนา ยังอัปเดตความคืบหน้าอีกหนึ่งคดีใหญ่ คือ กรณีเรือนจำวีไอพี ที่ถูกกล่าวหาว่า

 

มีการอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษให้กับกลุ่มผู้ต้องขังชาวจีน

 

โดยดีเอสไอมีความคืบหน้าในหลายด้าน ได้แก่

 

  • การสืบสวนและสอบปากคำ พยานบุคคลทั้งผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำ

  • การตรวจสอบหลักฐานจาก กล้องวงจรปิดภายในเรือนจำ

  • การไล่โครงสร้าง เส้นทางผลประโยชน์ และการใช้อำนาจโดยมิชอบ (ถ้ามี)

 

หากพบว่ามี เจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่ายกระทำความผิด

 

  • ดีเอสไอจะต้องส่งเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

  • เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอน

 

ในส่วนกรอบเวลา อธิบดีดีเอสไอระบุว่า

 

  • ภายใน 30 วัน นับจากวันที่พบข้อมูลชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีความผิด

  • ขณะนี้มีการสอบปากคำไปแล้วมากกว่า 20 ปาก

  • โดยกรอบเวลา 30 วันมีความยืดหยุ่น ขึ้นกับพยานหลักฐาน

  • แต่ เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ได้ก่อนสิ้นเดือน ธ.ค. 2568

 

อ้างอิง : facebook.com