เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่ถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง คือ กรณีบริษัทสแกนม่านตาประชาชน แลกค่าตอบแทนเป็นเหรียญดิจิทัล ซึ่งล่าสุด ดีเอสไอรับเรื่องเป็นคดีพิเศษแล้ว
คดีนี้มีประเด็นสำคัญทั้งด้าน
ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลคนไทย
การเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์/องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
และความเกี่ยวข้องของ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ กับข้อตกลงร่วม (MOU) กับต่างชาติ
DSI รับเป็นคดีพิเศษ – ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 เป็นฐานหลัก
อธิบดีดีเอสไอระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ รับคดีบริษัทสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ โดยมีฐานความผิดตาม
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14
พร้อมตั้ง คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อร่วมสืบสวนขยายผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จุดที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า
มีคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ที่ถูกบันทึกข้อมูลสแกนม่านตา เพื่อแลกกับค่าตอบแทนในรูปแบบ “เหรียญดิจิทัล”
ซึ่งข้อมูลม่านตาถือเป็น ข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) ที่มีความอ่อนไหวสูง หากถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือรั่วไหล อาจกระทบทั้งสิทธิส่วนบุคคลและความมั่นคงทางดิจิทัลในระยะยาว
ปม MOU กับบริษัทต่างชาติ – โยงอดีตรัฐมนตรีและผู้ต้องสงสัยสแกมข้ามชาติ
หนึ่งในประเด็นที่ดีเอสไอกำลังขยายผลคือ ความเชื่อมโยงของข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่าง
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
กับ บริษัทเงินทุนแห่งหนึ่งในประเทศสิงคโปร์
โดยบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ นายเบน สมิธ บุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายพัวพันกับ
กลุ่มสแกมเมอร์ หรือองค์กรอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ
ประเด็นที่ DSI ต้องสืบสวนเชิงลึกคือ
MOU ที่ลงนาม ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การเก็บ–ใช้–โอน ข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยหรือไม่
และมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ให้กับเครือข่ายต่างชาติหรือไม่
ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เนื่องจาก เจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มกระบวนการสืบสวนในหลายมิติ และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะในการรวบรวมหลักฐาน
ข้อมูลคนไทยกว่า 1 ล้านคนถูกเก็บ – ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลและเหรียญดิจิทัล
ตัวเลขที่สะท้อนขนาดปัญหา คือ คนไทยกว่า 1 ล้านคน ตกลงเข้าร่วมสแกนม่านตา เพื่อแลกค่าตอบแทนในรูปแบบเหรียญดิจิทัล
แม้สำหรับหลายคน อาจมองว่าเป็นเพียง
“การสแกนครั้งเดียว แลกกับเหรียญฟรี”
แต่ในเชิงความปลอดภัยข้อมูลและกฎหมายดิจิทัล มีคำถามที่ต้องหาคำตอบ เช่น
ข้อมูลชีวมิติ (ม่านตา) ถูกเก็บ ที่ไหน ใครเป็นผู้ควบคุม?
ใช้เทคโนโลยีใดในการจัดเก็บและเข้ารหัส ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่?
มีการส่ง–โอนข้อมูลออกนอกประเทศหรือไม่ และอยู่ภายใต้กฎหมายไหน?
เงื่อนไขการยินยอม (consent) ของประชาชน ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม หรือไม่?
เมื่อเกี่ยวพันกับ เหรียญดิจิทัล และธุรกรรมบนโลกออนไลน์ ก็ยิ่งต้องจับตาว่า
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้สร้าง “โมเดลธุรกิจ” หรือ “อาชญากรรมไซเบอร์” ต่อเนื่องหรือไม่
คดีเรือนจำวีไอพีชาวจีน – DSI เดินหน้าควบคู่กัน
พ.ต.ต.ยุทธนา ยังอัปเดตความคืบหน้าอีกหนึ่งคดีใหญ่ คือ กรณีเรือนจำวีไอพี ที่ถูกกล่าวหาว่า
มีการอำนวยความสะดวกเป็นพิเศษให้กับกลุ่มผู้ต้องขังชาวจีน
โดยดีเอสไอมีความคืบหน้าในหลายด้าน ได้แก่
การสืบสวนและสอบปากคำ พยานบุคคลทั้งผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่เรือนจำ
การตรวจสอบหลักฐานจาก กล้องวงจรปิดภายในเรือนจำ
การไล่โครงสร้าง เส้นทางผลประโยชน์ และการใช้อำนาจโดยมิชอบ (ถ้ามี)
หากพบว่ามี เจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่ายกระทำความผิด
ดีเอสไอจะต้องส่งเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอน
ในส่วนกรอบเวลา อธิบดีดีเอสไอระบุว่า
ภายใน 30 วัน นับจากวันที่พบข้อมูลชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจมีความผิด
ขณะนี้มีการสอบปากคำไปแล้วมากกว่า 20 ปาก
โดยกรอบเวลา 30 วันมีความยืดหยุ่น ขึ้นกับพยานหลักฐาน
แต่ เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ได้ก่อนสิ้นเดือน ธ.ค. 2568
อ้างอิง : facebook.com