
CryptoBilis ถูกขายก่อนเหตุ Ledger เงินหาย อดีตผู้ก่อตั้งอ้างติดสัญญาห้ามเปิดเผย ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยง
Arravind Prabu อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง CryptoBilis ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ที่ Ledger ระบุในเหตุเงินคริปโตหาย ระบุว่ากิจการถูกขายและผู้ก่อตั้งเดิมสละการเข้าถึงระบบทั้งหมดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 (ค.ศ. 2026) และถูกผูกด้วยสัญญาห้ามประกาศต่อสาธารณะจนถึง 19 ตุลาคม ตามรายงานของ BitPinas, TechFlow และภาพหน้าจอโพสต์บน X ที่แพร่หลายเมื่อ 10 ตุลาคม ทีมข่าวยังไม่พบหลักฐานที่เชื่อมการเปลี่ยนเจ้าของกับเหตุเงินหาย และ Ledger ยังไม่ยืนยันกลไกหรือยอดความเสียหาย ข้อมูลเรื่องเจ้าของใหม่มาจากเอกสารจดทะเบียนที่แพร่ในโซเชียลซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบอิสระ
สิ่งที่ผู้ก่อตั้งเดิมบอก
ตามภาพหน้าจอโพสต์ที่แพร่บน X Prabu ตอบ Mark Karpelès อดีตซีอีโอ Mt. Gox ซึ่งโพสต์เรื่องอุปกรณ์ Ledger ที่มีชิ้นส่วนแอบแฝง ทีมข่าวยังไม่ได้ยืนยันโพสต์นี้กับบัญชีต้นทาง
"ผู้บริหารชุดใหม่เป็นผู้ดูแลบัญชีและเป็นผู้โพสต์ข้อความนั้น เราถูกผูกพันตามสัญญาให้เก็บเป็นความลับ ห้ามประกาศต่อสาธารณะจนถึง 19 ต.ค. และเราไม่มีสิทธิ์เข้าถึงบัญชี ระบบหลังบ้าน หรือการดำเนินงานของ CryptoBilis" Arravind Prabu อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง CryptoBilis (แปลจากภาพหน้าจอโพสต์บน X)
BitPinas รายงานว่า Prabu กับผู้ร่วมก่อตั้งเดิมยืนยันว่าสละสิทธิ์ด้านบริหาร การดำเนินงาน และการเข้าถึงระบบให้ทีมใหม่ตอนขายกิจการเมื่อเดือนมีนาคม และไม่มีข้อมูลการดำเนินงานหลังจากนั้น TechFlow รายงานว่าสัญญาห้ามเปิดเผยรายละเอียดการซื้อขายมีผลถึง 19 ตุลาคม ซึ่งเป็นข้อมูลจากสื่อเดียว
เจ้าของใหม่: สิ่งที่เอกสารระบุ และสิ่งที่ยังไม่รู้
BitPinas รายงานว่าเอกสารจดทะเบียนบริษัทที่แพร่ในโซเชียลระบุว่าหุ้น 100% ของ CryptoBilis ถูกโอนให้บุคคลรายหนึ่งที่มีที่อยู่จดทะเบียนในมณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน โดยการซื้อกิจการสรุปในเดือนมีนาคม และการโอนหุ้นมีผลเดือนสิงหาคม (TechFlow ระบุวันที่ 3 สิงหาคม) ทีมข่าวไม่ทราบสาเหตุของช่องว่างเวลาระหว่างสองเดือนนี้ ไม่ได้ตรวจเอกสารจดทะเบียนเอง และไม่เผยชื่อบุคคลดังกล่าว เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอุปกรณ์
ทั้ง BitPinas และ TechFlow ระบุตรงกันว่าผู้ตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานโดยตรงที่เชื่อมการเปลี่ยนเจ้าของกับการดัดแปลงอุปกรณ์หรือเงินที่หายไป ทฤษฎีที่แพร่บน X เรื่องตัวตนหรือเบื้องหลังผู้ซื้อกิจการ ทีมข่าวไม่นำมาเผยแพร่ เพราะไม่มีหลักฐานรองรับ
ข้อกล่าวอ้างเรื่อง implant ในอุปกรณ์
Karpelès โพสต์ภาพเมื่อ 9 ตุลาคมของอุปกรณ์ Ledger ที่เขาบอกว่าซื้อในมาเลเซีย โดยมีชิ้นส่วนซ่อนอยู่ใต้แผ่นรองหน้าจอ ประกอบด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ ชิป LTE เสาอากาศ และ eSIM ที่ต่อกับสายข้อมูลจอแสดงผล (SPI bus) ซึ่งตามคำอธิบายของเขาจะอ่านข้อมูลบนจอรวมถึง recovery phrase แล้วส่งออกทางเครือข่ายมือถือ ตามที่ Crypto Briefing รายงาน และ TechFlow รายงานว่า 23pds ผู้บริหารด้านความปลอดภัยของ SlowMist วิเคราะห์ว่ากลไกแบบนี้ผ่าน Secure Element (ชิปเก็บกุญแจ) ได้ เพราะชิปปกป้องกุญแจแต่ไม่ปกป้องข้อมูลที่แสดงบนจอ
This looks like this could be exactly what I'm investigating. Anyone affected, please contact me or open your ledger and send me pictures so we can confirm if there's a bug in there (pictures: ledger board on top, spy implant below).
— Mark Karpelès (@MagicalTux) October 9, 2026
โพสต์ของ Mark Karpelès บน X เมื่อ 9 ตุลาคม 2569 ข้อความและภาพเป็นของผู้โพสต์ ยังไม่ได้รับการยืนยันอิสระ
ทั้งหมดยังไม่ได้รับการยืนยันอิสระ และ Crypto Briefing ระบุว่าแหล่งข้อมูลไม่ได้ยืนยันว่าอุปกรณ์ที่ Karpelès ถ่ายภาพขายโดย CryptoBilis ภาพหน้าจอที่แพร่ในโซเชียลยังมีภาพอุปกรณ์เก่าจาก Grand Idea Studio ตามที่ Karpelès ระบุเองว่าเป็นภาพเก่า ไม่ใช่ภาพจากอุปกรณ์ในเหตุการณ์นี้ ผู้อ่านควรแยกภาพทั้งสองประเภท
Ledger ระบุอะไรแล้ว
บัญชี Ledger Support บน X โพสต์เมื่อ 9 ตุลาคมว่ากำลังสอบสวนรายงานเงินหายของผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ซื้อจากตัวแทนชื่อ CryptoBilis และขอให้ CryptoBilis หยุดขายและหยุดส่งอุปกรณ์ Ledger ผู้ซื้อใน 90 วันที่ผ่านมาไม่ควรตั้งค่าอุปกรณ์ ผู้ที่ตั้งค่าแล้วควรย้ายสินทรัพย์ไปยังอุปกรณ์เครื่องใหม่พร้อม recovery phrase ใหม่ สื่อรายงานว่า Ledger ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าระบบหรือบริการของตนถูกเจาะ และ Ledger ไม่ได้ยืนยันกลไกการโจมตี ยอดความเสียหาย หรือว่ามี implant
ยอดความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบ
ตัวเลขยังต่างกัน Specter ประเมินกว่า 86.9 ล้านดอลลาร์จากราว 98 ที่อยู่ (ราว 2,900 ล้านบาท ที่ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ ตามอัตรา Frankfurter 9 ต.ค. 2569) tanuki42 ประเมินกว่า 72 ล้านดอลลาร์ และ Bitquery ประเมินราว 92.9 ล้านดอลลาร์จาก 311 กระเป๋า ตามที่ TechFlow รายงาน ซึ่งสื่อเดียวกันระบุว่าตัวเลขแยกตามเครือข่ายรวมกันได้ราว 76 ล้านดอลลาร์ ไม่ตรงกับยอดรวมที่อ้าง และ Gizmodo ใช้ตัวเลข 71 ล้านดอลลาร์ในพาดหัว TechFlow รายงานว่า Tether เริ่มอายัด USDT บางส่วนที่ถูกขโมยแล้ว ซึ่งทีมข่าวยังไม่ได้ตรวจสอบ
ตัวแทนจำหน่ายรายนี้ได้รับอนุญาตสำหรับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตามที่สื่อรายงาน ไม่พบรายงานผู้ได้รับผลกระทบในไทย สื่อบางแห่งยังเตือนว่ามีมิจฉาชีพใช้โฆษณาและแอปปลอมหลอกผู้ที่รีบย้ายเงิน ผู้อ่านจึงควรเข้าช่องทางของ Ledger โดยตรง ไม่กรอก recovery phrase ลงในเว็บหรือแอปที่ไม่ได้เข้าจากช่องทางทางการ
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
เรื่อง Ledger และความปลอดภัยของ Hardware Wallet ที่เราเคยรายงานไว้
👉 Ledger สอบสวนเงินคริปโตหายราว 2,900 ล้านบาท ผู้ซื้อผ่านตัวแทนในอาเซียน ยังไม่ยืนยันสาเหตุ
👉 Coinkite ปล่อยเฟิร์มแวร์ Coldcard ใหม่ หลังโดนขโมย Bitcoin $114 ล้าน ใช้ AI ช่วยจับบั๊ก
👉 เตือนภัย! จดหมายปลอม Trezor อ้าง 'Quantum Resistance' หลอกขโมย Seed Phrase
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: BitPinas (10 ต.ค. 2569), TechFlow, Crypto Briefing, บัญชี Ledger Support และ Mark Karpelès บน X (9 ต.ค. 2569), Frankfurter
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
ข่าวนี้มีสองชั้นที่ต้องแยกกัน ชั้นที่ยืนยันได้คือ Ledger สอบสวนและหยุดการขายผ่านตัวแทนรายนี้ และมีรายงานว่าเจ้าของกิจการเปลี่ยนมือก่อนเกิดเหตุ ชั้นที่ยังไม่ยืนยันคือกลไก implant และการเชื่อมสองเรื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ตรวจสอบเองยังไม่พบหลักฐาน การเปลี่ยนเจ้าของกิจการเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ และไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมาย สำหรับผู้ใช้ไทย สิ่งที่นำไปใช้ได้คือซื้ออุปกรณ์จากช่องทางทางการของผู้ผลิตโดยตรง และตรวจบรรจุภัณฑ์ ทีมข่าวไม่ฟันธงว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุนี้
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลข่าว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com