ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ไม่อนุญาตฟ้อง Zipmex แบบกลุ่ม ผู้เสียหายเตรียมสู้ต่อชั้นอุทธรณ์
วันที่ 12 มีนาคม 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ในคดีที่ผู้เสียหายจาก Zipmex กว่า 800 รายรวมตัวฟ้อง บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จํากัด และผู้เกี่ยวข้อง 23 ราย เรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท คดีนี้ถือเป็นการฟ้องแบบกลุ่มเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกในประเทศไทย และฝ่ายโจทก์ประกาศชัดเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ย้อนที่มาคดีประวัติศาสตร์ของวงการคริปโตไทย
Zipmex (แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอเรนซีที่เคยได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.) เคยดำเนินธุรกิจภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ก่อนที่สำนักงาน ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) จะพบการกระทำความผิดกฎหมายหลายกรณี และกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีอาญา จนนำไปสู่คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของ Zipmex ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2567
ผู้เสียหายที่รวมตัวกันในชื่อ "กลุ่มร่วมสู้ Zipmex" ประมาณ 800 ราย ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,800 ล้านบาท ได้ยื่นฟ้องบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 23 ราย รวมถึง นายเอกลาภ ยิ้มวิไล อดีตกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง โดยเรียกค่าเสียหายรวมเพื่อการลงโทษไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง — ยังไม่ถึงที่สุด
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) และให้ดำเนินคดีแพ่งอย่างสามัญแทน โดยเหตุผลหลักที่ศาลชั้นต้นยกมาคือ จำเลยในคดีนี้ประกอบด้วยอดีตกรรมการที่เข้าและออกจากตำแหน่งในเวลาไม่พร้อมกัน อีกทั้งผู้เสียหายแต่ละรายก็เปิดบัญชีและเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ของ Zipmex ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้ข้อเท็จจริงของแต่ละรายมีความแตกต่างกัน และไม่เหมาะสมที่จะดำเนินคดีในรูปแบบกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ ยังไม่มีผลเป็นที่สุด เนื่องจากคู่ความมีสิทธิโต้แย้งต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย
เสียงโจทก์ — "นี่คือเสียงปลุกสังคม"
นายกิจจา จงขวัญยืน ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายและโจทก์ผู้ริเริ่มคดี มองว่าคำสั่งที่ออกมาในวันนี้คือ "เสียงปลุก" ให้สังคมต้องหันมาทบทวนว่าการตีความกฎหมายเรื่อง Class Action นั้นอาจมีข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อนักลงทุนรายย่อย (Small Investors) โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว
นายกิจจายังตั้งคำถามสำคัญว่า หากแพลตฟอร์มระดับประเทศก่อความเสียหายในวงกว้าง แต่ผู้เสียหายไม่สามารถรวมกันฟ้องได้เพราะเงื่อนไขการดำรงตำแหน่งของผู้บริหาร นั่นหมายความว่า ต้นทุนการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และผู้ที่ฟ้องได้จริงอาจมีแค่ผู้ที่มีทรัพยากรพอจ้างทนายส่วนตัวเท่านั้น
ในมุมมองเชิงระบบ เขาชี้ว่าแพลตฟอร์มคือ "ระบบเดียว" (Single System) ดังนั้น เมื่อเกิดการระงับการถอนเงิน ผลกระทบย่อมเกิดกับผู้ใช้ทุกคนในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเข้ามาใช้งานเมื่อใดก็ตาม
ทนายความยืนยัน — ยังมีช่องทางสู้ต่อ
ด้าน นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ผู้ก่อตั้งสำนักกฎหมาย VLA (สำนักกฎหมายผู้รับมอบอำนาจโจทก์) ชี้แจงว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ได้โต้แย้งแก่นหลักของคดีในส่วนที่เกี่ยวกับ บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จํากัด และ นายเอกลาภ ยิ้มวิไล โดยตรง แต่มีประเด็นเฉพาะเรื่องอดีตกรรมการบางราย ซึ่งทีมกฎหมายจะนำคำสั่งฉบับเต็มไปศึกษาก่อนเตรียมยื่นอุทธรณ์
นายวีรพัฒน์ย้ำว่า แม้กระบวนการ Class Action จะพบอุปสรรค ผู้เสียหายยังมีช่องทางอื่นในการรวมตัวกันฟ้องคดีแพ่ง และเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมได้ต่อไป ขณะที่ผู้เสียหายจากกรณี Zipmex สามารถติดตามข่าวสารผ่านไลน์ทางการ "ร่วมสู้ Zipmex" ที่ไอดี @suzipmex
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 Zipmex ทยอยเปิดถอนเงินจาก Z Wallet อีกครั้ง พร้อมระบุว่าการพักชำระหนี้ไม่ใช่การล้มละลาย
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: รายงานจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และทีมข่าว Bitcoinaddict.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict คดีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย แม้ผลรอบแรกจะไม่เป็นไปตามที่ผู้เสียหายหวัง แต่การที่ยังมีช่องทางอุทธรณ์และทีมกฎหมายพร้อมสู้ต่อ คือสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการยุติธรรมยังเดินหน้าได้ ที่น่าจับตามองไม่น้อยคือคำถามเชิงระบบที่โจทก์ตั้งไว้ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนากฎหมาย Class Action ของไทยให้เท่าทันโลกดิจิทัลมากขึ้นในอนาคต
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Zipmex, ฟ้อง Zipmex, Class Action คริปโต, คดี Zipmex ไทย, ผู้เสียหาย Zipmex, ศาลแพ่งกรุงเทพใต้, คริปโตไทย 2568
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com
ภาพ thairath.co.th