นักวิเคราะห์แฉ! ค่ากำไรเฉลี่ยเดือนพฤศจิกายนของ Bitcoin “หลอกตา” มากกว่าที่คิด
แม้เดือนพฤศจิกายนจะถูกมองว่าเป็นเดือนที่ Bitcoin ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในรอบหลายปี แต่สถานการณ์ปีนี้ดูเหมือนจะสวนทางอย่างสิ้นเชิง หลังจาก BTC ปรับตัวลงกว่า 15% ตั้งแต่ต้นเดือน และเคยหลุดระดับ $90,000 ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามกับ “สถิติความแข็งแกร่งเดือนพฤศจิกายน” ที่นักลงทุนคุ้นเคย
James Harris CEO จาก Tesseract ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่า ตัวเลขเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์ที่บอกว่า BTC มักจะ “ขึ้นแรง” ในเดือนนี้ เป็นตัวเลขที่ถูกบิดเบือน (skewed) โดยเฉพาะเพราะปี 2013 ที่ราคา Bitcoin เคยพุ่งถึง 449% ทำให้ค่าเฉลี่ยรวมสูงแบบผิดธรรมชาติ
ตลาดปีนี้ “ไม่เหมือนปีไหน” — แรงกดดันมหาศาลถาโถม
Harris อธิบายว่า การเปรียบเทียบเดือนพฤศจิกายนปีนี้กับหลายปีที่ผ่านมา “ไม่แฟร์” เพราะตลาดกำลังเจอกับปัจจัยลบรวมกันหลายด้าน เช่น
การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ นาน 6 สัปดาห์
ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเลื่อนประกาศ ส่งผลต่อตลาดทันทีที่กลับมา
ความเชื่อมั่นต่อการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมร่วงเหลือเพียง 41%
แรงขายหมุนเวียนจาก ETF และนักลงทุนรายใหญ่
สภาพคล่องในตลาดลดลง ทำให้ราคาแกว่งแรงขึ้น
แม้จะมีแรงฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ไม่ใช่เดือนพฤศจิกายนแบบที่เคยรู้จัก”

โอกาสทำ New High ปลายปี? ยังพอเป็นไปได้—but unlikely
นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้ Bitcoin ยังพอมีโอกาสกลับมาทำ All-Time High ใหม่ก่อนสิ้นปี แต่เป็น โอกาสที่ต่ำกว่าที่เทรดเดอร์คาดหวัง หลังจากการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดในรอบปี
ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า เดือนพฤศจิกายนปีนี้อาจเป็น พฤศจิกายนที่แย่ที่สุดตั้งแต่ปี 2019 หากราคาปิดลบเกิน 17%
เริ่มเห็นสัญญาณ “ตลาดกำลังตั้งฐาน”
นักวิเคราะห์จาก Bitfinex มองว่า BTC อาจใกล้หาจุดต่ำสุดรอบนี้แล้ว โดยดูจากสัญญาณ เช่น
แรงขายจาก Short-term holders เริ่มใกล้ระดับ capitulation
ราคาดูเริ่มทรงตัวหลังจากร่วงต่อเนื่อง
สัญญาณการฟื้นตัวอาจเลื่อนไปเกิดในเดือนธันวาคมแทน
ด้านนักวิเคราะห์จาก B2BINPAY มองว่า การรีบาวด์ครั้งใหญ่สามารถเกิดขึ้น “รวดเร็วมาก” เช่นกัน หากราคาเริ่มแย่งโซนสำคัญ $97,000 – $100,000
จุดสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตาคือช่วงราคา $97,000 – $100,000 เพราะเป็นแนวต้านเชิงโครงสร้าง หาก BTC ยังกลับขึ้นไปยืนเหนือไม่ได้ ความเชื่อมั่นของตลาดจะยังอ่อนแอต่อไป
อ้างอิง : cointelegraph.com