Bitcoin Mining Difficulty ทำสถิติสูงสุดใหม่แม้ Hashrate ร่วง – ความท้าทายใหญ่ของนักขุด
ความยากในการขุด Bitcoin (Bitcoin Mining Difficulty) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 134.7 ล้านล้าน (T) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือเป็นการทำสถิติ All-Time High อีกครั้งหลังจากแตะจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ความยากเพิ่มขึ้น แม้ Hashrate ร่วง
แม้จะมีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าความยากการขุดจะลดลง แต่ข้อมูลจาก CryptoQuant ชี้ว่า ค่าความยากยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันค่า Hashrate ของเครือข่ายลดลงมาอยู่ที่ 967 EH/s จากจุดสูงสุดกว่า 1,000 EH/s ที่เคยบันทึกเมื่อ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา
สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายให้กับนักขุดรายใหญ่ เนื่องจากอุตสาหกรรมการขุด Bitcoin เป็นธุรกิจที่กำไรต่ำและแข่งขันสูง ยิ่งความยากเพิ่มขึ้น ต้นทุนด้านพลังงานและอุปกรณ์ก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า อำนาจการขุดจะกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทขุดรายใหญ่และพูลขุดขนาดใหญ่
Solo Miner ยังมีโอกาสคว้ารางวัล
แม้สภาพตลาดจะเอื้อให้ผู้เล่นรายใหญ่ได้เปรียบ แต่ยังมีข่าวดีสำหรับนักขุดรายย่อย โดยในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา มีนักขุดเดี่ยว (Solo Miner) สามารถ “เจอบล็อก” และได้รับรางวัลบล็อกขนาด 3.125 BTC ซึ่งมีมูลค่ากว่า 344,000 ดอลลาร์ (ราว 12 ล้านบาท)
วันที่ 3 ก.ค. นักขุดเดี่ยวทำ Block 903,883 รับรางวัล ~350,000 ดอลลาร์
วันที่ 26 ก.ค. นักขุดอีกคนทำ Block 907,283 รับรางวัล ~373,000 ดอลลาร์
วันที่ 17 ส.ค. Solo Miner ขุด Block 910,440 ได้รางวัล ~373,000 ดอลลาร์
ทั้งหมดดำเนินการผ่านพูล Solo CK ซึ่งเป็นบริการพูลสำหรับนักขุดเดี่ยวโดยเฉพาะ
สรุป
แม้ค่าความยากการขุด Bitcoin จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมเข้มข้นและต้นทุนสูงขึ้น แต่ก็ยังสะท้อนความแข็งแกร่งของเครือข่าย Bitcoin ขณะเดียวกันยังคงมี นักขุดรายเล็กที่สามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ยังคงเชื่อมั่นใน Proof-of-Work และการขุด Bitcoin
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ bloomberg.com