Bitcoin ทะลุจุดสูงสุดใหม่ทั่วโลก ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐร่วงหนักสุดใน 50 ปี — นักวิเคราะห์ชี้ “นี่คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก”
ราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นทำสถิติ All-Time High (ATH) อีกครั้ง เหนือระดับ $125,000 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับราคาทองคำและตลาดหุ้นที่ต่างทะยานขึ้นพร้อมกัน
ส่วนนักวิเคราะห์จาก The Kobeissi Letter ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากการที่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) กำลังเข้าสู่ปีที่อ่อนค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973 ซึ่งสะท้อนถึง “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก”
ดัชนีหุ้น-ทองคำ-คริปโต พุ่งพร้อมกันครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นกว่า 40% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา, ทองคำ ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ $3,880 ต่อออนซ์ และกำลังเข้าใกล้ระดับ $4,000 ขณะที่ Bitcoin พุ่งแตะ $125,000 — ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
นักวิเคราะห์ของ Kobeissi Letter อธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ กับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า
“ตัวชี้วัดความสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) ระหว่างทองคำกับ S&P 500 ในปี 2024 พุ่งขึ้นแตะระดับ 0.91 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์”
นั่นหมายความว่า นักลงทุนกำลังมองทั้งทองคำและ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเงินได้ในเวลาเดียวกัน

ดอลลาร์ร่วงหนักสุดในรอบ 52 ปี สูญมูลค่า 40% จากปี 2000
Kobeissi ระบุว่า “มีการเร่งเทขายดอลลาร์และแห่ซื้อสินทรัพย์ทางเลือก” เนื่องจากปัจจัยรวมหลายด้าน เช่น
เงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง
ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ความกังวลต่อมูลค่าที่แท้จริงของดอลลาร์
นักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า
“ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงกว่า 10% นับตั้งแต่ต้นปี และหากนับตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน ดอลลาร์สูญเสียกำลังซื้อไปแล้วกว่า 40%”
ปัจจัยมหภาคหนุน Bitcoin : Shutdown, ดอกเบี้ยขาลง และวิกฤติศรัทธาในสถาบันการเงิน
นาย Fabian Dori ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน (CIO) จากธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัล Sygnum กล่าวว่า ปัจจัยมหภาค (Macroeconomic Factors) คือแรงผลักสำคัญที่ทำให้ราคาบิทคอยน์แตะจุดสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะ “ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ” ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้
“การปิดหน่วยงานรัฐบาลจำนวนมากและการทำงานแบบจำกัดงบประมาณ แสดงให้เห็นถึงปัญหาทางการเมืองและความไร้เสถียรภาพในสถาบันหลักของสหรัฐฯ”
“สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนหันกลับมามอง Bitcoin ในฐานะเทคโนโลยีทางการเงินที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว”
การชัตดาวน์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งหยุดดำเนินงานชั่วคราว รวมถึง SEC และ CFTC ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าภาครัฐ “ไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้” — ยิ่งตอกย้ำแนวคิด “Decentralization” หรือ “อิสระจากรัฐ” ที่ Bitcoin เป็นตัวแทน
บทสรุป: การล่มของดอลลาร์คือการแจ้งเกิดของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ยุคใหม่
ปัจจุบัน Bitcoin, ทองคำ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวขึ้นพร้อมกันในทิศทางเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ “สัญญาณของการเปลี่ยนยุคทางเศรษฐกิจ” ที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม
เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าหนักที่สุดในรอบกว่า 50 ปี นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการเก็บมูลค่า และ Bitcoin กำลังกลายเป็นคำตอบนั้น
“นี่ไม่ใช่เพียงการขึ้นราคาของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่มันคือการปรับตัวของระบบการเงินโลกครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ” — สรุปโดย The Kobeissi Letter
อ่านข่าว cointelegraph.com
ภาพ dailyhodl.com