เผย 4 เหตุผลที่ Bitcoin ยังทำจุดสูงสุดใหม่ไม่ได้เหมือนทองคำและหุ้น
ในขณะที่ทองคำและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติ All-Time High (ATH) อย่างต่อเนื่อง ราคาของ Bitcoin และคริปโตยังคงชะลอตัว ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “ตลาดกระทิงของคริปโตจบแล้วหรือยัง?”
ล่าสุด CryptoQuant แพลตฟอร์มวิเคราะห์ออนเชนได้ออกรายงานโดย XWIN Research Japan ซึ่งสรุป 4 เหตุผลหลักที่ Bitcoin และ Altcoin ยังทำจุดสูงสุดใหม่ไม่สำเร็จ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยจาก Fed, สภาพคล่อง Stablecoin, พฤติกรรมเทรดเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจ และรูปแบบทางประวัติศาสตร์ของตลาด
1. คริปโตยังอยู่ท้าย “ท่อสภาพคล่อง”
XWIN อธิบายว่า หลังจากที่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ย สถาบันการเงินและนักลงทุนรายใหญ่จะเลือกเข้าลงทุนใน สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงก่อน เช่น หุ้นและทองคำ ส่วนคริปโต โดยเฉพาะ Altcoin จะได้รับประโยชน์ช้ากว่า
รูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2024 เมื่อ Bitcoin และ Ethereum พุ่งขึ้นชั่วคราวหลัง Fed ลดดอกเบี้ย แต่เมื่อสภาพคล่องยังไม่ไหลเข้ามาเต็มที่ ราคาก็เกิดการปรับฐาน ก่อนที่คริปโตจะกลับมาทำผลงานแซงสินทรัพย์ดั้งเดิมอีกครั้ง

2. Stablecoin ไหลออกจากกระดานเทรด
แม้ว่าในเดือนนี้ Stablecoin supply แตะระดับสูงสุดใหม่ที่กว่า 308 พันล้านดอลลาร์ แต่ข้อมูลกลับพบว่า Stablecoin ถูก ถอนออกจากกระดานเทรดมากกว่าฝากเข้า
แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเลือกที่จะ พักเงินไว้นอกตลาด หรือใช้ใน DeFi/Private Market มากกว่าจะนำมาซื้อ BTC หรือ ETH โดยตรง นี่จึงเป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาไม่ให้ไปต่อ

3. เทรดเดอร์เน้น “Hedging และ Leverage”
ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ (Derivatives) ชี้ว่ามีความต้องการเปิดโพสิชั่นเพื่อ ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) และใช้เลเวอเรจมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการขาดความมั่นใจในทิศทางราคาที่ชัดเจน
พฤติกรรมนี้สะท้อนว่า ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ sideway ที่นักลงทุนยังไม่พร้อมเปิดสถานะ Long อย่างจริงจัง
4. ประวัติศาสตร์บอกว่า Bitcoin มัก “Lag and Leap”
ข้อมูลย้อนหลังชี้ว่า Bitcoin มักจะ ล่าช้ากว่าตลาดหุ้น แต่เมื่อเริ่มตามทันก็จะพุ่งแรง (Lag แล้ว Leap)
หลังจากหุ้นทำ ATH → BTC มักจะปรับขึ้นเฉลี่ย +12% ใน 30 วัน
และปรับขึ้นเฉลี่ย +35% ใน 90 วัน
ดังนั้น แม้ตอนนี้ BTC ยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค เช่น การดูดซับสภาพคล่องจาก Treasury, QT และ Options Expiry แต่โครงสร้างโดยรวมยังเป็นบวก เมื่อวัฏจักรสภาพคล่องเข้าสู่ช่วงเอื้อให้คริปโต
นักวิเคราะห์จึงสรุปว่า แม้ระยะสั้น Bitcoin จะเจอแรงกดดันจากสภาพคล่องและพฤติกรรมเทรดเดอร์ แต่ในระยะกลางถึงยาว ยังมีโอกาสสูงที่ BTC จะปรับขึ้นตามสินทรัพย์ดั้งเดิม และอาจสร้าง ATH ใหม่ได้อีกครั้ง
อ้างอิง : cointelegraph.com