Kaspa (KAS) คืออะไร เมื่อ Proof of Work เลือกทางเดินคนละแบบกับ Bitcoin

Kaspa (KAS) คืออะไร เมื่อ Proof of Work เลือกทางเดินคนละแบบกับ Bitcoin

Kaspa คือเหรียญ Proof of Work ที่ใช้โครงสร้าง BlockDAG ผ่านโปรโตคอล GHOSTDAG ยืนยันบล็อกได้เร็วกว่า Bitcoin หลายพันเท่าโดยไม่ทิ้งความปลอดภัยแบบ PoW รู้จักทีมงาน DAGLabs, fair launch, และสถานะซื้อขายในเว็บเทรดไทย

ราคา KAS วันนี้

$0.048128▲ 15.91%

ราคาบาท

2 บาท

มูลค่าตลาด

$1.33B

ปริมาณ 24 ชม.

$43.3M

ข้อมูลจาก CoinGecko ณ 27 ก.ย. 2569 04:00 น. · อัปเดตทุก 15 นาที

Kaspa เป็นเหรียญที่ยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Bitcoin ตรงที่ยังใช้ Proof of Work (PoW) เป็นกลไกความปลอดภัยหลัก แต่เลือกออกแบบโครงสร้างข้อมูลใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้จุดที่ Bitcoin ยอมแลกไว้ตั้งแต่ต้น นั่นคือความเร็วในการยืนยันธุรกรรม จุดขายของ Kaspa ไม่ใช่ "ฉลาดกว่า" หรือ "รันสัญญาอัจฉริยะได้เหมือน Ethereum" แต่คือคำถามที่ตรงไปตรงมาว่า ถ้ายังอยากได้ความปลอดภัยแบบ PoW ที่ Bitcoin พิสูจน์มาแล้วกว่า 15 ปี แต่ไม่อยากรอบล็อกละ 10 นาที จะทำอย่างไร

บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ทีมงานเบื้องหลัง กลไกทางเทคนิคที่เรียกว่า GHOSTDAG การเปรียบเทียบกับ Bitcoin แบบจุดต่อจุด เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปี 2025 ถึง 2026 ไปจนถึงสถานะการซื้อขายในเว็บเทรดไทย เพื่อให้เห็นภาพรอบด้านก่อนตัดสินใจใดๆ

Kaspa คืออะไรโดยสรุป

Kaspa (สัญลักษณ์ KAS) เป็นเครือข่ายคริปโตเคอร์เรนซีแบบ Layer 1 ที่เปิดเมนเน็ตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 จุดที่ทำให้ Kaspa ต่างจากเหรียญ PoW ทั่วไปคือโครงสร้างข้อมูลที่ไม่ใช่ "บล็อกเชน" แบบเส้นตรงเหมือน Bitcoin แต่เป็น BlockDAG (Block Directed Acyclic Graph) ซึ่งยอมให้หลายบล็อกถูกขุดพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกันได้โดยไม่ต้องทิ้งบล็อกที่ "แพ้" ไปเปล่าๆ แบบที่ Bitcoin ทำกับ orphan block

ทีมงานเรียกแนวทางนี้ว่าโปรโตคอล GHOSTDAG ซึ่งเป็นทั้งหัวใจทางเทคนิคและเป็นชื่องานวิจัยที่มาก่อนตัวเหรียญเสียอีก กล่าวคือ Kaspa ไม่ได้เกิดจากไอเดียธุรกิจก่อนแล้วค่อยหาเทคโนโลยีมารองรับ แต่เกิดจากงานวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ตีพิมพ์ก่อน แล้วทีมงานถึงนำมาสร้างเป็นเครือข่ายจริงภายหลัง

ในทางการตลาด Kaspa มักถูกอธิบายด้วยประโยคสั้นๆ ว่าเป็นความพยายามตอบคำถามที่ว่า ถ้าออกแบบ Bitcoin ใหม่ตั้งแต่ต้นโดยรู้ทฤษฎีกราฟและงานวิจัยเรื่อง consensus protocol ที่ก้าวหน้ากว่ายุคที่ Satoshi Nakamoto เขียนเปเปอร์ Bitcoin จะได้เครือข่ายหน้าตาแบบไหน คำตอบของทีม Kaspa คือเครือข่ายที่ยังเป็น PoW แบบเดิม ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ ยังต้องขุดด้วยพลังงานจริง แต่ยืนยันบล็อกได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า

หลักฐานยืนยัน Kaspa เปิดตัวแบบ fair launch ไม่มี pre-mine ไม่มี ICO ทุกเหรียญมาจากการขุดเท่านั้น

ใครอยู่เบื้องหลัง Kaspa ทีมงานและความน่าเชื่อถือ

จุดที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกสำหรับเหรียญใดก็ตามคือคนที่สร้างมันขึ้นมา และวิธีที่เหรียญนั้นถูกแจกจ่ายออกสู่ตลาดตั้งแต่วันแรก

ผู้ก่อตั้งและที่มาทางวิชาการ

คนที่ถูกอ้างถึงในฐานะผู้คิดค้นโปรโตคอล GHOSTDAG คือ Yonatan Sompolinsky ซึ่งทำวิจัยระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ Hebrew University of Jerusalem ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ Aviv Zohar โดยงานวิจัยที่เป็นรากฐานของ Kaspa มีชื่อว่า PHANTOM และ GHOSTDAG ซึ่งตีพิมพ์เป็นเปเปอร์วิชาการก่อนที่จะกลายเป็นเครือข่ายจริง ผู้ร่วมเขียนเปเปอร์อีกคนคือ Shai Wyborski

Sompolinsky ก่อตั้งบริษัท DAGLabs ร่วมกับ Guy Corem เพื่อพัฒนาโปรโตคอลนี้ให้กลายเป็นซอฟต์แวร์ใช้งานได้จริง โดย DAGLabs เคยระดมทุนราว 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนอย่าง Polychain Capital เป็นหลัก ร่วมกับ Accomplice ในช่วงก่อนเปิดเมนเน็ต ตัวเลขนี้ปรากฏตรงกันในหลายแหล่งอิสระ ทั้ง Kaspa Wiki อย่างเป็นทางการ โปรไฟล์โครงการบน Messari และโพสต์ล่าสุดจากบัญชี X ทางการของ Kaspa เอง หลัง Kaspa เปิดเมนเน็ตในเดือนพฤศจิกายน 2021 DAGLabs ก็ยุบบริษัทและโอนสิทธิ์ทั้งหมดให้ชุมชนโอเพนซอร์สดูแลต่อ ไม่มีทีมงานหรือบริษัทใดถือครองเครือข่ายอีก จุดนี้เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจให้ถูกต้อง คือเงินทุนที่ระดมมาถูกใช้เพื่อจ่ายค่าพัฒนาซอฟต์แวร์และเงินเดือนทีมงานก่อนเปิดตัว ไม่ใช่การซื้อโทเคน KAS ล่วงหน้าในราคาพิเศษก่อนคนทั่วไป

Fair Launch ไม่มี pre-mine ไม่มี ICO

จุดที่ชุมชน Kaspa ใช้เป็นข้อได้เปรียบด้านความน่าเชื่อถือคือการยืนยันว่าเครือข่ายเปิดตัวแบบ fair launch เต็มรูปแบบ หมายความว่า

  • ไม่มีการขุดเหรียญเก็บไว้ล่วงหน้า (pre-mine) ให้ทีมงานหรือนักลงทุนก่อนเปิดเครือข่ายให้สาธารณะขุด
  • ไม่มีการขาย ICO หรือ token sale ระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อแลกเหรียญ KAS โดยตรง
  • ไม่มีการจัดสรรโทเคนพิเศษให้ทีมผู้ก่อตั้งหรือกองทุน venture capital แยกจากที่คนทั่วไปขุดได้

พูดอีกแบบคือทุกเหรียญ KAS ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดตอนนี้ ได้มาจากการขุดผ่านกลไก Proof of Work เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นนักขุดรายย่อยที่รันการ์ดจอที่บ้านในช่วงแรกๆ ของเครือข่าย หรือฟาร์มขุดขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่อง ASIC เฉพาะทางในปัจจุบัน จุดนี้ต่างจากเหรียญจำนวนมากที่ทีมผู้ก่อตั้งถือโทเคนสัดส่วนสูงตั้งแต่วันแรกและปลดล็อกทยอยขายภายหลัง

อย่างไรก็ตาม fair launch ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงด้านการรวมศูนย์เลย ในช่วงแรกที่เครือข่ายยังเล็ก การกระจายตัวของนักขุดและปริมาณ hashrate ยังไม่กว้างเท่าเครือข่ายใหญ่อย่าง Bitcoin จึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามสถิติ hashrate และการกระจายตัวของ mining pool อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเชื่อคำว่า fair launch แล้วสรุปว่าเครือข่ายปลอดภัยเทียบเท่า Bitcoin ในทันที

เทคโนโลยีหลัก GHOSTDAG และ BlockDAG ทำงานอย่างไร

นี่คือส่วนที่ Kaspa แตกต่างจากเหรียญ PoW อื่นๆ ส่วนใหญ่อย่างชัดเจนที่สุด และเป็นเหตุผลที่ทีมพัฒนาเรียกร้องความสนใจในวงการวิจัยคริปโตมาตลอด

ปัญหา orphan block ของ Bitcoin เมื่อสองบล็อกแข่งกันเกิดพร้อมกัน สายที่แพ้ถูกทิ้งทั้งหมด

ปัญหาที่ Bitcoin เจอ บล็อกเชนเส้นเดียวกับ orphan block

Bitcoin ออกแบบให้บล็อกใหม่เกิดขึ้นทุกประมาณ 10 นาที และบล็อกทั้งหมดต้องเรียงต่อกันเป็นเส้นตรงเส้นเดียว (single chain) เหตุผลที่ต้องช้าและเรียงเป็นเส้นเดียวมาจากข้อจำกัดของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก คือถ้าปล่อยให้บล็อกเกิดถี่เกินไป นักขุดสองคนในมุมโลกที่ต่างกันอาจขุดบล็อกสำเร็จพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เกิดสองสายที่แข่งกัน (fork) เมื่อเครือข่ายเห็นพ้องกันภายหลังว่าสายไหนยาวกว่า สายที่แพ้จะถูกทิ้งทั้งหมด บล็อกที่ถูกทิ้งเรียกว่า orphan block และแรงงานการขุดที่ใช้ไปกับบล็อกนั้นก็สูญเปล่า

ถ้าเคยอ่านซีรีส์ "คริปโต 1-100" ของ Bitcoin Addict มาก่อนจะคุ้นกับแนวคิด orphan block นี้อยู่แล้ว และจะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไม Bitcoin ถึงต้องเลือกบล็อกละ 10 นาทีเป็นค่ากลาง ยิ่งบล็อกถี่เท่าไหร่ โอกาสเกิด orphan block ก็ยิ่งสูงเท่านั้น นี่คือข้อแลกเปลี่ยนที่ Satoshi Nakamoto ยอมรับไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย

GHOSTDAG แก้ปัญหานี้อย่างไร

แนวคิดของ GHOSTDAG (ย่อมาจาก Greedy Heaviest Observed SubTree DAG) คือแทนที่จะบังคับให้บล็อกทุกบล็อกต้องเรียงเป็นเส้นตรงเส้นเดียว ให้เปลี่ยนโครงสร้างเป็นกราฟ (DAG) ที่บล็อกหนึ่งสามารถอ้างอิงถึงบล็อกก่อนหน้าได้มากกว่าหนึ่งบล็อก พูดง่ายๆ คือแทนที่จะมีสายเดียว เครือข่ายยอมให้มีหลายบล็อกเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ โดยไม่ต้องเลือกทิ้งสายใดสายหนึ่งทันที

จากนั้นโปรโตคอลจะทำหน้าที่จัดลำดับบล็อกทั้งหมดในกราฟใหม่ โดยแยกบล็อกออกเป็นสองกลุ่มคือ

  • บล็อก "สีน้ำเงิน" (blue blocks) คือบล็อกที่เชื่อมต่อกันได้ดีในเครือข่าย มาจากนักขุดที่ทำงานตรงไปตรงมาตามกติกา บล็อกกลุ่มนี้จะถูกจัดลำดับและนับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติธุรกรรมหลัก
  • บล็อก "สีแดง" (red blocks) คือบล็อกที่มีปัญหาการเชื่อมต่อหรือดูเหมือนพยายามโจมตีเครือข่าย จะถูกจัดลำดับท้ายหรือไม่นับรวมในกรณีที่เข้าเงื่อนไขการโจมตี

ผลลัพธ์คือเครือข่ายสามารถผลิตบล็อกได้ถี่กว่าเดิมมาก โดยแทบไม่ต้องทิ้งงานขุดที่ทำไปแล้วเหมือน orphan block ของ Bitcoin เพราะบล็อกที่ขุดพร้อมกันเกือบทั้งหมดถูกนำมานับรวมเป็นบล็อกสีน้ำเงินแทนที่จะถูกทิ้ง นี่คือเหตุผลที่ Kaspa โฆษณาตัวเองว่าเป็น "เครือข่าย PoW ที่เร็วที่สุด" เพราะเป็นเครือข่าย PoW แรกๆ ที่พิสูจน์ในทางปฏิบัติว่าเพิ่มความถี่ของบล็อกได้มากขนาดนี้โดยยังคงกลไก PoW และการกระจายศูนย์แบบเดิมไว้

สิ่งที่ควรเข้าใจให้ชัดคือ GHOSTDAG ไม่ได้เปลี่ยนกลไกความปลอดภัยพื้นฐานของ PoW เลย เครือข่ายยังต้องพึ่งพา hashrate จำนวนมากในการป้องกันการโจมตีแบบ 51 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธี "จัดระเบียบ" บล็อกที่เกิดขึ้นพร้อมกันเท่านั้น

เครื่องขุด ASIC เฉพาะทางสำหรับอัลกอริทึม kHeavyHash ที่เข้ามาแทนที่การขุดด้วยการ์ดจอ

kHeavyHash อัลกอริทึม PoW ที่ยังต้องใช้ ASIC ขุด

Kaspa ใช้อัลกอริทึม PoW ของตัวเองชื่อ kHeavyHash ซึ่งเป็นการดัดแปลงจากอัลกอริทึม HeavyHash เดิม ผสมการคูณเมทริกซ์เข้ากับการแฮชแบบ Keccak หลายรอบ ออกแบบมาให้เริ่มต้นขุดได้ด้วยการ์ดจอ (GPU) ในช่วงแรกของเครือข่าย ก่อนที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เฉพาะทางจะพัฒนาเครื่อง ASIC มารองรับในภายหลัง

ผู้ผลิต ASIC รายแรกๆ ที่ทำเครื่องขุด kHeavyHash ออกมาคือ IceRiver ซึ่งเปิดตัวรุ่น KS0, KS1 และ KS2 ตั้งแต่ปี 2023 ปัจจุบัน (2026) การขุด Kaspa แบบทำกำไรจริงในระดับอุตสาหกรรมแทบทั้งหมดใช้เครื่อง ASIC เฉพาะทางแล้ว การขุดด้วยการ์ดจอทั่วไปแทบไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ซึ่งเป็นวิวัฒนาการแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ Bitcoin ในอดีต คือช่วงแรกใครก็ขุดได้ด้วยฮาร์ดแวร์ทั่วไป แต่พอเครือข่ายโตขึ้นก็ถูกฮาร์ดแวร์เฉพาะทางที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเข้ามาแทนที่

เทียบ Kaspa กับ Bitcoin จุดต่อจุด

เนื่องจากทั้งคู่เป็นเครือข่าย PoW เหมือนกัน การเทียบแบบตรงไปตรงมาจะช่วยให้เห็นภาพว่า Kaspa "แลก" อะไรเพื่อให้ได้ความเร็วที่มากขึ้น

กลไกฉันทามติ (Consensus)

Bitcoin ใช้ Nakamoto Consensus แบบสายที่ยาวที่สุดชนะ (longest chain rule) เรียงบล็อกเป็นเส้นตรงเส้นเดียว ส่วน Kaspa ใช้ GHOSTDAG ซึ่งเป็นกราฟ DAG ที่รับบล็อกคู่ขนานได้หลายบล็อกต่อวินาทีแล้วค่อยจัดลำดับภายหลัง

ความเร็วในการยืนยันบล็อก

Bitcoin ผลิตบล็อกใหม่โดยเฉลี่ยทุก 10 นาที ส่วน Kaspa หลังการอัปเกรด Crescendo ในเดือนพฤษภาคม 2025 ผลิตบล็อกได้ถึง 10 บล็อกต่อวินาที หรือประมาณทุก 100 มิลลิวินาที ต่างกันหลายพันเท่าในแง่ความถี่ของบล็อก แต่ต้องระวังการเข้าใจผิดว่า "เร็วกว่า" ในแง่ความถี่บล็อกแปลว่าธุรกรรมได้รับการยืนยันแบบสมบูรณ์ (finality) เร็วกว่าในสัดส่วนเดียวกันเป๊ะๆ เพราะความปลอดภัยระดับ finality ยังต้องรอจำนวนบล็อกยืนยันซ้อนทับในระดับหนึ่งเช่นเดียวกับ Bitcoin

อุปทานเหรียญ (Supply)

Bitcoin มีเพดานตายตัวที่ 21 ล้านเหรียญ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ส่วน Kaspa มีเพดานอุปทานสูงสุดที่ประมาณ 28.7 พันล้านเหรียญ ตัวเลขที่สูงกว่ามากไม่ได้แปลว่าด้อยกว่า เพราะเป็นเรื่องของหน่วยนับที่ต่างกันเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคืออัตราการลดการออกเหรียญใหม่ (emission schedule) ซึ่ง Kaspa ออกแบบให้ค่อยๆ ลดลงต่อเนื่องแบบเรียบ (smooth decay) ต่างจาก Bitcoin ที่ลดลงแบบขั้นบันไดทุก 4 ปีในเหตุการณ์ halving

เป้าหมายการใช้งาน

Bitcoin วางตัวเองเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า (store of value) เป็นหลักในปัจจุบัน ความช้าของบล็อกไม่ใช่จุดอ่อนสำหรับกรณีใช้งานแบบนี้ ส่วน Kaspa วางตัวเองเป็นเลเยอร์การชำระเงินที่เร็วกว่า มุ่งเป้าไปที่การใช้งานที่ต้องการความเร็วในการยืนยันสูง เช่น การชำระเงินรายวันหรือธุรกรรมที่ต้องการผลลัพธ์เกือบทันที

ขนาดเครือข่ายและอายุ

Bitcoin เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2009 มี hashrate และมูลค่าตลาดสูงกว่า Kaspa หลายร้อยเท่า Kaspa เพิ่งเปิดเมนเน็ตปี 2021 เครือข่ายยังอายุน้อยกว่ามาก ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ตัวเองในระยะยาว ทั้งด้านความปลอดภัยของ hashrate และการกระจายตัวของนักขุด

เปรียบเทียบโครงสร้างข้อมูล BlockDAG ของ Kaspa ที่รับหลายบล็อกพร้อมกันได้ กับบล็อกเชนเส้นตรงเส้นเดียวของ Bitcoin

จุดยืนของ Kaspa "Bitcoin ที่เร็วกว่า" ไม่ใช่แพลตฟอร์ม Smart Contract (และทำไมเริ่มขยับ)

ตั้งแต่เปิดตัว Kaspa วางตำแหน่งตัวเองชัดเจนว่าไม่ใช่คู่แข่งของ Ethereum หรือแพลตฟอร์ม smart contract ทั่วไป ทีมงานเคยสื่อสารซ้ำๆ ว่าเป้าหมายหลักคือการเป็นเลเยอร์ฐาน (base layer) ที่ปลอดภัยและเร็ว โดยไม่รีบใส่ความซับซ้อนของ smart contract เข้าไปในเลเยอร์ 1 ตั้งแต่ต้น เพราะความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นมักแลกมาด้วยพื้นผิวการโจมตี (attack surface) ที่กว้างขึ้นและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2025 ถึง 2026 ทิศทางนี้เริ่มขยับ เครือข่ายทยอยเปิดทางให้มีความสามารถแบบ smart contract ได้ แต่เลือกทำผ่านสองแนวทางที่ยังพยายามรักษาความง่ายของเลเยอร์ 1 ไว้คือ

  • เพิ่มความสามารถ covenant (เงื่อนไขการใช้จ่ายเหรียญที่ซับซ้อนขึ้น) และการตรวจสอบแบบ zero-knowledge บนเลเยอร์ 1 โดยตรงผ่านการอัปเกรดที่เรียกว่า Toccata
  • เปิดให้ทีมภายนอกอย่าง Kasplex สร้างเลเยอร์ 2 แบบ zkEVM ที่รองรับ smart contract แบบ Ethereum-compatible และมาตรฐานโทเคน KRC-20 โดยแยกความซับซ้อนออกจากเลเยอร์ 1 หลัก

พูดให้ชัดคือ Kaspa ไม่ได้กลับลำกลายเป็น "Ethereum เวอร์ชันเร็ว" แต่เลือกวิธีเปิดทางให้นักพัฒนาสร้างแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนได้ผ่านเลเยอร์ 2 แทนที่จะยัดทุกอย่างลงในเลเยอร์ 1 เหมือนที่ Ethereum ทำ แนวทางนี้ใกล้เคียงกับที่ Bitcoin เองก็เริ่มขยับผ่านเลเยอร์ 2 อย่าง Lightning Network หรือโปรเจกต์ในกลุ่ม Bitcoin L2 มากกว่าจะเป็นแนวทางแบบ Ethereum ตั้งแต่ต้น

เส้นทางการอัปเกรดของ Kaspa ตั้งแต่ Crescendo, Kasplex zkEVM, Toccata ถึง KaChat 4.0

Roadmap และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจริง

เพื่อความน่าเชื่อถือ บทความนี้จะพูดถึงเฉพาะเหตุการณ์ที่มีการรายงานถึงแล้วเท่านั้น ไม่คาดเดาสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

Crescendo hard fork (พฤษภาคม 2025)

เป็นการอัปเกรดที่เพิ่มความถี่บล็อกจาก 1 บล็อกต่อวินาที เป็น 10 บล็อกต่อวินาที หรือลดเวลาบล็อกจาก 1 วินาทีเหลือประมาณ 100 มิลลิวินาที มีการทดสอบผ่านเทสต์เน็ตหลายรอบก่อนใช้งานจริงบนเมนเน็ต เป็นก้าวสำคัญที่ทีมงานใช้เป็นหลักฐานว่าเครือข่าย PoW แบบ BlockDAG สามารถขยายความเร็วได้จริงโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้ Proof of Stake

Kasplex zkEVM Layer 2 เปิดเมนเน็ต (31 สิงหาคม 2025)

โครงการเลเยอร์ 2 ที่พัฒนาโดยทีม Kasplex ร่วมกับ Kaspa Ecosystem Foundation เปิดเมนเน็ตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2025 ที่งาน Malaysia Blockchain Week มุ่งนำความสามารถแบบ Ethereum Virtual Machine (EVM) เข้ามาสู่ระบบนิเวศ Kaspa เพื่อรองรับ DeFi, NFT และแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (dApps) โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเลเยอร์ 1 หลัก ก่อนหน้านี้ทีมงานเปิดให้ทดสอบผ่าน public testnet มาก่อนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025

Toccata hard fork (เมนเน็ตแอคทีฟ 30 มิถุนายน 2026)

เป็นการอัปเกรดที่เพิ่มความสามารถ covenant programmability การตรวจสอบแบบ zero-knowledge และการรองรับโทเคนมาตรฐาน KRC-20 แบบเนทีฟบนเลเยอร์ 1 โดยตรง มีผลบังคับใช้บนเมนเน็ตเมื่อเวลาประมาณ 16:15 น. (UTC) วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ปูทางให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเลเยอร์ 2 อย่าง Kasplex เชื่อมต่อกับเลเยอร์ 1 ได้แนบแน่นขึ้น

KaChat 4.0 "The Everywhere Update" (สิงหาคม 2026)

เป็นการอัปเดตแอปแชทและระบบชำระเงินเข้ารหัสบนเครือข่าย Kaspa ที่เพิ่มการรองรับเดสก์ท็อปและเว็บ นอกเหนือจากมือถือ พร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่าง KaPosts ซึ่งเป็นโพสต์โซเชียลแบบ on-chain ที่ทุกการโต้ตอบมีค่าธรรมเนียมธุรกรรม KAS เล็กน้อยติดไปด้วย เป้าหมายคือเพิ่ม use case การใช้เหรียญ KAS จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ถือเก็งกำไร

Tokenomics และอุปทานเหรียญ

ข้อมูลด้านอุปทานที่อ้างอิงจาก CoinGecko ณ ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 มีดังนี้

  • อุปทานหมุนเวียน (circulating supply) อยู่ที่ประมาณ 27.67 พันล้านเหรียญ KAS
  • อุปทานสูงสุด (max supply) อยู่ที่ประมาณ 28.70 พันล้านเหรียญ KAS
  • สัดส่วนเหรียญที่ถูกขุดออกมาแล้วเทียบกับเพดานสูงสุดอยู่ที่ราว 96 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าอัตราเงินเฟ้อจากการออกเหรียญใหม่ในแต่ละปีเหลือน้อยมากแล้ว และกำลังเข้าใกล้จุดที่แรงกดดันด้านขายจากรางวัลบล็อกใหม่จะลดความสำคัญลงเรื่อยๆ

รูปแบบการลดการออกเหรียญของ Kaspa ออกแบบเป็นเส้นโค้งลดต่อเนื่อง (smooth emission curve) ต่างจาก Bitcoin ที่ลดแบบขั้นบันไดทุก 4 ปี ข้อดีของแบบ Kaspa คือไม่มีเหตุการณ์ shock ที่รางวัลบล็อกหายไปครึ่งหนึ่งในทันทีแบบ halving ของ Bitcoin แต่ก็หมายความว่าไม่มีจุดขายทางการตลาดแบบ "นับถอยหลังสู่ halving" ที่ Bitcoin ใช้ดึงความสนใจได้ทุก 4 ปีเช่นกัน

ข้อมูลราคาและมูลค่าตลาดของ KAS อ้างอิง CoinGecko

ที่มา: CoinGecko

สถานะราคาและมูลค่าตลาด

ข้อมูลอ้างอิงจาก CoinGecko ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 มีดังนี้

  • ราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 0.0277 ถึง 0.0289 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ตรวจสอบ เนื่องจากราคาผันผวนตลอดวัน
  • มูลค่าตลาดรวม (market cap) อยู่ที่ประมาณ 766 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อันดับมูลค่าตลาดบน CoinGecko ตรวจสอบล่าสุดอยู่ที่ประมาณอันดับ #83 ของตลาดคริปโตทั้งหมด (ตรวจสอบวันที่ 29 สิงหาคม 2026) ตัวเลขอันดับที่แน่นอนขยับขึ้นลงได้เป็นรายวันตามความเคลื่อนไหวของเหรียญอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ราคาของ KAS เอง จึงอาจเห็นตัวเลขต่างกันเล็กน้อย เช่น #82 หรือ #86 ได้หากเช็คคนละช่วงเวลาหรือคนละแหล่งข้อมูล (CoinGecko กับ CoinMarketCap คำนวณ circulating supply และจัดอันดับไม่ตรงกันเป๊ะเสมอไป)
  • ราคาสูงสุดตลอดกาล (all-time high) อยู่ที่ประมาณ 0.2074 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2024 หมายความว่าราคาปัจจุบันต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมราว 86 เปอร์เซ็นต์
  • ราคาต่ำสุดตลอดกาล (all-time low) อยู่ที่ประมาณ 0.0001710 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2022

ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและเป็นข้อมูล ณ ช่วงเวลาที่ค้นคว้าเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นข้อมูลราคาปัจจุบันหากอ่านบทความนี้ภายหลังจากวันที่เผยแพร่ไปนานแล้ว

สถานะ KAS บนเว็บเทรดไทยที่ได้รับใบอนุญาต ยังไม่มีคู่เทรด KAS/THB บน Bitkub

Kaspa ซื้อขายที่ไหนได้บ้าง สถานะในเว็บเทรดไทย

ในระดับสากล Kaspa มีการซื้อขายอยู่ในเว็บเทรดจำนวนมาก โดยเว็บเทรดต่างประเทศที่มีสภาพคล่องสูงสำหรับ KAS ได้แก่ MEXC, Gate.io, KuCoin, OKX, Bybit และ Kraken ส่วนบน Binance ระดับโลก ตรวจสอบล่าสุดถึงปลายเดือนสิงหาคม 2026 ยืนยันว่า KAS ยังไม่มีคู่เทรดแบบ spot บน Binance.com เลย มีเพียงสัญญา futures/perpetual และบริการ Binance Pool สำหรับขุดเท่านั้น ทั้งที่ KAS อยู่บนตลาด futures ของ Binance มานานกว่าสองปีแล้ว ซึ่งนานผิดปกติเมื่อเทียบกับเหรียญอื่นที่มักได้ spot listing ตามมาภายในเวลาไม่นาน จุดนี้ทำให้เกิดกระแสคาดเดาเรื่องการเปิด listing แบบ spot มาต่อเนื่องหลายปีแต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Binance

สำหรับนักลงทุนไทยที่ใช้เว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ผลการตรวจสอบโดยตรงผ่านข้อมูลตลาดสาธารณะของ Bitkub (ตรวจสอบวันที่ 29 สิงหาคม 2026) ยืนยันว่า Kaspa ยังไม่มีคู่เทรด KAS/THB บน Bitkub เลย เมื่อเทียบรายชื่อเหรียญที่ขึ้นต้นด้วยตัว K ทั้งหมดบน Bitkub พบเพียง KAIA, KAITO, KAVA, KERNEL, KEY, KITE, KLAY, KMNO, KNC, KSM และ KUB เท่านั้น ไม่มี KAS ปรากฏอยู่ในรายชื่อ

ส่วนเว็บเทรดไทยรายอื่น ได้แก่ Binance TH (ดำเนินการโดย Gulf Binance), Bitazza, Orbix (เดิมชื่อ Satang ก่อนถูก KBank เข้าซื้อกิจการ) และ Maxbit ยังไม่สามารถยืนยันสถานะได้แน่ชัดเท่าการตรวจสอบ Bitkub ในบทความนี้ เนื่องจากหน้าตลาดของทั้งสี่แพลตฟอร์มต้องล็อกอินหรือโหลดข้อมูลผ่านสคริปต์จึงตรวจสอบรายชื่อเหรียญทั้งหมดจากภายนอกโดยตรงได้ยาก จากการตรวจสอบเท่าที่ทำได้ ไม่พบคู่เทรด KAS อยู่ในรายชื่อเหรียญที่มีปริมาณซื้อขายสูงของ Bitazza บน CoinMarketCap แต่ไม่ใช่การยืนยันที่ครอบคลุมรายชื่อเหรียญทั้งหมด ส่วน Binance TH, Orbix และ Maxbit ยังไม่พบข้อมูลสาธารณะที่ยืนยันได้ชัดเจนทั้งสองทาง จึงจำเป็นต้องให้ทีมตรวจสอบซ้ำโดยตรงจากหน้าแอปหรือเว็บของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเผยแพร่จริง (ดูหมายเหตุท้ายบทความ)

จุดนี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจ Kaspa เพราะหมายความว่าปัจจุบันการเข้าถึง KAS โดยตรงผ่านเว็บเทรดในประเทศที่ได้รับใบอนุญาตอาจมีข้อจำกัดมากกว่าเหรียญกระแสหลักอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum การซื้อขาย KAS ของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเกิดขึ้นผ่านเว็บเทรดต่างประเทศ ซึ่งผู้ลงทุนควรศึกษาความเสี่ยงด้านกฎหมายและการกำกับดูแลเพิ่มเติมก่อนใช้งานแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย

สรุปเปรียบเทียบ Kaspa กับ Bitcoin 4 จุดหลัก โครงสร้างข้อมูล กลไกฉันทามติ ความถี่บล็อก และเพดานอุปทาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Kaspa

Kaspa ใช้ Proof of Stake หรือไม่

ไม่ใช่ Kaspa ยังคงใช้ Proof of Work (PoW) เต็มรูปแบบผ่านอัลกอริทึม kHeavyHash เหมือนเดิมมาตั้งแต่เปิดเมนเน็ต ไม่มีแผนเปลี่ยนไปใช้ Proof of Stake

Kaspa ต่างจาก Bitcoin ตรงไหนมากที่สุด

จุดต่างหลักคือโครงสร้างข้อมูล Bitcoin ใช้บล็อกเชนเส้นตรงเส้นเดียว ส่วน Kaspa ใช้ BlockDAG ผ่านโปรโตคอล GHOSTDAG ที่รับหลายบล็อกพร้อมกันได้ ทำให้ Kaspa ผลิตบล็อกได้ถี่กว่า Bitcoin หลายพันเท่าโดยไม่ต้องทิ้งงานขุดที่ทำไปแล้วเหมือน orphan block

Kaspa มีการทำ pre-mine หรือ ICO หรือไม่

ไม่มี ทีมงานยืนยันว่าเป็น fair launch เต็มรูปแบบ ไม่มีการขุดเก็บล่วงหน้าให้ทีมงาน ไม่มีการขาย ICO และไม่มีการจัดสรรโทเคนพิเศษให้นักลงทุนสถาบันแยกจากที่คนทั่วไปขุดได้

ขุด Kaspa ได้ด้วยการ์ดจอทั่วไปหรือไม่

ในทางเทคนิคยังทำได้ แต่ในทางปฏิบัติแทบไม่คุ้มทุนแล้วในปี 2026 เพราะการขุดระดับอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปใช้เครื่อง ASIC เฉพาะทางสำหรับอัลกอริทึม kHeavyHash เกือบทั้งหมด

Kaspa รองรับ smart contract หรือไม่

เลเยอร์ 1 หลักยังเน้นความเรียบง่ายและเพิ่งเปิดความสามารถ covenant กับการตรวจสอบแบบ zero-knowledge ผ่านการอัปเกรด Toccata ส่วนความสามารถแบบ smart contract เต็มรูปแบบที่รองรับ Ethereum Virtual Machine ถูกผลักไปอยู่บนเลเยอร์ 2 ชื่อ Kasplex แทน

ซื้อ Kaspa ในไทยได้ที่ไหน

ณ ช่วงเวลาที่ตรวจสอบ (29 สิงหาคม 2026) Kaspa ยังไม่มีคู่เทรด KAS/THB บน Bitkub ผู้ที่ต้องการซื้อขาย KAS จึงต้องพึ่งพาเว็บเทรดต่างประเทศเป็นหลัก ควรตรวจสอบสถานะเว็บเทรดไทยรายอื่นให้ครบก่อนตัดสินใจ และศึกษาความเสี่ยงด้านกฎหมายก่อนใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศ

สรุป Kaspa เหมาะกับใคร

Kaspa น่าจะเหมาะกับกลุ่มคนที่สนใจงานวิจัยด้าน consensus protocol และอยากเห็นว่าโมเดล Proof of Work แบบ Bitcoin จะถูกพัฒนาต่อไปได้อีกไกลแค่ไหนโดยไม่ต้องทิ้งความปลอดภัยแบบเดิม รวมถึงกลุ่มที่สนใจการใช้งานด้านการชำระเงินที่ต้องการความเร็วสูงกว่าที่ Bitcoin ให้ได้ในปัจจุบัน และกลุ่มนักขุดที่มองหาเหรียญ PoW ทางเลือกนอกเหนือจาก Bitcoin ที่ยังใช้ฮาร์ดแวร์ ASIC เฉพาะทางได้

ในทางกลับกัน Kaspa อาจไม่เหมาะกับคนที่มองหาความสะดวกในการเข้าถึงผ่านเว็บเทรดไทยที่มีใบอนุญาตในทันที เพราะข้อมูล ณ ตอนนี้ยังไม่พบว่ามีคู่เทรด KAS/THB บนแพลตฟอร์มหลักอย่าง Bitkub และอาจไม่เหมาะกับคนที่มองหาความมั่นคงระดับเดียวกับ Bitcoin เพราะ Kaspa เป็นเครือข่ายที่อายุน้อยกว่ามาก ขนาด hashrate และมูลค่าตลาดยังเล็กกว่า Bitcoin หลายร้อยเท่า ความผันผวนของราคาจึงสูงกว่ามากตามธรรมชาติของเหรียญที่มีมูลค่าตลาดระดับกลางค่อนเล็ก

เช่นเดียวกับสินทรัพย์ดิจิทัลทุกชนิด ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองและประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสมกับระดับที่ตัวเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน