
Internet Computer (ICP) คืออะไร คอมพิวเตอร์โลกบนบล็อกเชน (อัปเดต 2026)
Internet Computer (ICP) คือบล็อกเชนที่มุ่งรันเว็บและแอปพลิเคชันทั้งหมดบนเชนโดยตรง รู้จักเหตุผลที่ราคาร่วงหนักตั้งแต่เปิดตัว เทคโนโลยี Chain Fusion และซื้อ ICP ได้ที่ไหนในไทย
ราคาบาท
83 บาท
มูลค่าตลาด
$1.39B
ปริมาณ 24 ชม.
$48.5M
ข้อมูลจาก CoinGecko ณ 16 ก.ย. 2569 14:59 น. · อัปเดตทุก 15 นาที
สรุปสั้นก่อนอ่านยาว
Internet Computer (ICP) เป็นหนึ่งในโปรเจกต์บล็อกเชนที่มีเป้าหมายทะเยอทะยานที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่เคยมีมา นั่นคือการสร้าง "คอมพิวเตอร์โลก" ที่รันเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และระบบหลังบ้านทั้งหมดบนเชนโดยตรง แทนที่ผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Amazon Web Services หรือ Google Cloud
แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดตรงๆ ตั้งแต่ย่อหน้าแรกคือ ราคาของ ICP ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปลายเดือนสิงหาคม 2026 จาก CoinGecko) อยู่ที่ประมาณ 2.4 ถึง 2.5 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาสูงสุดตลอดกาลที่ 700.65 ดอลลาร์ (ทำไว้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 ซึ่งเป็นวันที่เหรียญเปิดเทรดวันแรก) อยู่ประมาณ 99.6 ถึง 99.7% และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ราคาปัจจุบันอยู่ใกล้กับราคาต่ำสุดตลอดกาล (all-time low) ที่ประมาณ 2.00 ดอลลาร์มาก ปริมาณการซื้อขายต่อวัน (turnover) เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดก็อยู่ในระดับต่ำมาก อยู่ที่ประมาณ 3% เท่านั้น (คำนวณจากปริมาณเทรด 24 ชั่วโมงหารด้วยมูลค่าตลาดบน CoinGecko ข้อมูลตรวจสอบล่าสุดวันที่ 29 สิงหาคม 2026 ตัวเลขนี้ขยับขึ้นลงได้เล็กน้อยในแต่ละวัน แต่อยู่ในช่วงต่ำระดับ 2.5 ถึง 3% มาต่อเนื่อง) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในบรรดาเหรียญที่ทีมสำรวจว่าตลาดให้ความสนใจกับเหรียญนี้น้อยลงมากเมื่อเทียบกับช่วงเปิดตัว
บทความนี้จะพาไปดูว่า ICP สัญญาอะไรไว้ตอนเปิดตัว เกิดอะไรขึ้นทำให้ราคาร่วงหนักและไม่ฟื้นมาเกือบ 5 ปี ทีมพัฒนายังทำอะไรอยู่จริงในปัจจุบัน และใครควรหรือไม่ควรสนใจเหรียญนี้

| ราคาปัจจุบัน | $2.57 |
| มูลค่าตลาด (Market Cap) | ประมาณ 1,428.7 ล้านดอลลาร์ |
| อันดับมูลค่าตลาด | #60 |
| ปริมาณเทรด 24 ชม. | ประมาณ 42.8 ล้านดอลลาร์ |
| ราคาสูงสุดตลอดกาล (ATH) | $700.65 (10 พ.ค. 2021) |
| ราคาต่ำสุดตลอดกาล (ATL) | $2.00 (1 ส.ค. 2026) |
| ห่างจาก ATH | -99.6% |
| จำนวนเหรียญหมุนเวียน | ประมาณ 556.8 ล้าน ICP |
| เพดานสูงสุด (Max Supply) | ไม่มีเพดาน (unlimited) |
ICP คืออะไร แนวคิดและคำสัญญาดั้งเดิม
Internet Computer พัฒนาโดย DFINITY Foundation มูลนิธิไม่แสวงหากำไรที่ตั้งอยู่ในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดย Dominic Williams ผู้ที่เคยทำงานด้านเกมออนไลน์และระบบกระจายศูนย์มาก่อน แนวคิดหลักของ DFINITY คือการสร้างบล็อกเชนเลเยอร์ 1 ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บันทึกธุรกรรมทางการเงินเหมือนบิตคอยน์หรือเก็บ state ของสัญญาอัจฉริยะเหมือนอีเธอเรียมยุคแรก แต่ทำหน้าที่เป็น "คอมพิวเตอร์สาธารณะระดับโลก" ที่รันโปรแกรมทั้งหมดได้ ตั้งแต่หน้าเว็บ ฐานข้อมูล ไปจนถึงระบบหลังบ้านของแอปพลิเคชันเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์คลาวด์แบบรวมศูนย์เลย
หน่วยพื้นฐานที่ ICP ใช้เรียกสัญญาอัจฉริยะของตัวเองคือ "canister" ซึ่งต่างจาก smart contract ทั่วไปตรงที่ canister สามารถเก็บทั้งโค้ดและข้อมูลไว้ในตัวเอง รันได้เร็วในระดับที่ทีมพัฒนาเคลมว่าใกล้เคียงความเร็วเว็บปกติ (web speed) และสามารถเสิร์ฟหน้าเว็บให้ผู้ใช้ทั่วไปเปิดผ่านเบราว์เซอร์ได้โดยตรงโดยไม่รู้เลยว่ากำลังใช้บล็อกเชนอยู่ ระบบการปกครองเครือข่ายใช้กลไกที่เรียกว่า Network Nervous System (NNS) ซึ่งเป็นระบบ on-chain governance ที่ควบคุมการอัปเกรดโปรโตคอล การจัดการ subnet (กลุ่มโหนดย่อยที่รัน canister) และนโยบายด้านโทเคโนมิกส์ทั้งหมด
ตอนเปิดตัว DFINITY การันตีวิสัยทัศน์ใหญ่มาก คือการ "แก้ปัญหา Blockchain Trilemma" (ความปลอดภัย การกระจายศูนย์ และความสามารถในการขยายตัว ที่ปกติต้องแลกกันสามอย่าง) ได้พร้อมกันในเวลาเดียว และเป้าหมายระยะยาวคือการเป็นทางเลือกแทนคลาวด์คอมพิวติ้งแบบรวมศูนย์ทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นคำสัญญาที่ใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับโปรเจกต์บล็อกเชนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน
ต้องพูดตรงๆ ว่าคำสัญญานี้ยิ่งใหญ่พอที่จะทำให้ ICP กลายเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกรอคอยและมีการระดมทุนมากที่สุดของวงการคริปโตในช่วงปี 2017 ถึง 2021 นักลงทุนสถาบันระดับโลกอย่าง Andreessen Horowitz (a16z) และ Polychain Capital เข้าร่วมลงทุนตั้งแต่รอบแรกๆ

ทำไมราคาร่วงหนักตั้งแต่วันเปิดตัว และทำไมไม่ฟื้นมาเกือบ 5 ปี
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ICP ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่มีการพูดถึงมากที่สุดในวงการคริปโตเรื่องช่องว่างระหว่างความคาดหวังตอนเปิดตัวกับความเป็นจริงหลังจากนั้น
วันเปิดตัวที่ราคาร่วงแทบจะทันที
ICP เปิดเทรดครั้งแรกในวันที่ 10 พฤษภาคม 2021 ด้วยกระแสความคาดหวังที่สูงมาก มีการประเมินมูลค่าตามราคาตลาดแบบเจือจางเต็มที่ (fully diluted valuation) พุ่งขึ้นไปแตะระดับหลักหลายหมื่นล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเปิดเทรด โดยสำนักข่าว StreetInsider รายงานว่าสองวันหลังเปิดตัว FDV ของ ICP แตะระดับประมาณ 41,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Yahoo Finance รายงานตัวเลขในช่วงเวลาใกล้เคียงกันสูงถึงประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ ICP ขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของเหรียญที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกเพียงไม่กี่วันหลังเปิดเทรด ราคาที่ผู้ให้บริการหลายรายบันทึกไว้พุ่งสูงสุดเกิน 700 ดอลลาร์ (บาง exchange บันทึกได้สูงถึงเกือบ 2,000 ดอลลาร์ในบางช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากสภาพคล่องยังไม่นิ่ง)
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ราคากลับร่วงลงอย่างรุนแรง ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่า ICP สูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 90% ภายในเวลาเพียงเดือนเดียวหลังเปิดตัว และการร่วงต่อเนื่องหลังจากนั้นก็ไม่เคยฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับเดิมอีกเลยจนถึงวันที่เขียนบทความนี้ ทำให้ ICP ถูกจดจำในวงการว่าเป็นหนึ่งใน "การเปิดตัวที่น่าผิดหวังที่สุด" ของยุคนั้น
$4.67
จุดต่ำสุดรอบ 12 เดือน
$2.02
$2.56
เหตุผลเบื้องหลังการร่วงที่ไม่ใช่แค่ "ตลาดผันผวน"
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาร่วงหนักและไม่ฟื้น ไม่ใช่เรื่องความผันผวนของตลาดคริปโตทั่วไปเพียงอย่างเดียว แต่มีโครงสร้างเฉพาะของ ICP เองที่ทำให้เกิดแรงขายมหาศาลตั้งแต่วันแรก
- นักลงทุนรอบเริ่มต้น (seed round) ในปี 2017 ได้ซื้อโทเคนในราคาต่ำมากเพียงประมาณ 0.03 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ส่วนนักลงทุนรอบ private sale ในปี 2018 ซื้อในราคาประมาณ 4 ดอลลาร์ต่อเหรียญ เมื่อราคาเปิดเทรดพุ่งขึ้นไปแตะหลักร้อยดอลลาร์ นักลงทุนกลุ่มนี้จึงถือกำไรที่มากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นหลายร้อยถึงหลายพันเท่า
- เมื่อโทเคนของนักลงทุนและทีมงานเริ่มปลดล็อก (token unlock) ตามตารางเวลาที่วางไว้ แรงขายจากกลุ่มที่ถือต้นทุนต่ำมากก็หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง กดราคาลงเรื่อยๆ โดยที่ผู้ซื้อรายใหม่ (ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อตอนราคาสูง) ไม่มีแรงซื้อมากพอที่จะดูดซับแรงขายนั้นได้
- มูลค่าตลาดที่ตั้งไว้ตอนเปิดตัวถูกมองย้อนหลังว่าสูงเกินจริงอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานะการพัฒนาจริงของโปรเจกต์ในเวลานั้น ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการมีผู้ใช้งานจริงบนเครือข่าย
- ช่วงเวลาที่ตลาดคริปโตโดยรวมเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างรุนแรงในปี 2022 (crypto winter) ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้เหรียญที่ราคาอ่อนตัวอยู่แล้วแทบไม่มีโอกาสฟื้นตัวกลับมา
ผลจากปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ ICP กลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงเวลามีการอธิบายเรื่องความเสี่ยงของโทเคโนมิกส์ที่ให้สิทธิ์นักลงทุนกลุ่มเล็กถือโทเคนสัดส่วนสูงในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าราคาตลาดหลายร้อยเท่า

สถานะการพัฒนาจริงในปัจจุบัน (ปี 2026)
แม้ราคาจะบอกเล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างมืดหม่น แต่ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงเช่นกันว่าทีม DFINITY ยังคงพัฒนาโปรโตคอลอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปีโดยไม่ได้หยุดนิ่ง นี่คือสิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน คือ "ราคาที่ตกต่ำ" กับ "การพัฒนาที่ยังดำเนินต่อ" เป็นคนละเรื่องกัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการพัฒนาที่ต่อเนื่องจะรับประกันว่าราคาจะฟื้นตัวได้
Chain Fusion เชื่อมบล็อกเชนอื่นแบบไม่ผ่านสะพานเชื่อม (bridge)
จุดที่ทีมพัฒนา ICP ผลักดันมากที่สุดในช่วงหลังคือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Chain Fusion ซึ่งเป็นแนวคิดให้ canister บน ICP สามารถสื่อสารและทำธุรกรรมกับบล็อกเชนอื่นได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพา bridge แบบรวมศูนย์ที่เป็นจุดอ่อนด้านความปลอดภัยที่วงการคริปโตเจอปัญหาถูกแฮ็กซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอด
กลไกเบื้องหลังเรียกว่า chain-key cryptography ซึ่งทำให้ canister บน ICP สามารถสร้างและเซ็นธุรกรรมที่ใช้งานได้จริงบนเชนอื่น เช่น ในกรณีของบิตคอยน์ โหนดของ ICP จะรัน Bitcoin adapter ที่ซิงก์บล็อกโดยตรงกับเครือข่ายบิตคอยน์ ทำให้ canister สามารถอ่านค่า UTXO และส่งธุรกรรมได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ ส่วนการเชื่อมกับอีเธอเรียมใช้กลไก HTTPS outcalls ที่ canister เรียกไปยังผู้ให้บริการ RPC หลายรายพร้อมกันเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล
DFINITY ขยาย Chain Fusion เพิ่มเติมด้วยการประกาศเชื่อมต่อกับ Solana ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 และเดินหน้าโครงการที่เรียกว่า Meridian milestone ต่อเนื่องจนเปิดใช้งานการเชื่อมต่อกับ Dogecoin จริงแล้วในเดือนตุลาคม 2025 (สถานะเบต้า)
ผลิตภัณฑ์ใหม่ด้าน AI และองค์กร
DFINITY ยังเดินหน้าผลักดันผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Caffeine AI ซึ่งมีการอัปเดตรุ่นที่เรียกว่า "Ignition" ที่ทีมงานระบุว่าทำให้สามารถรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ได้โดยตรงภายใน canister บนเครือข่าย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ชื่อ Cloud Engines ซึ่งเริ่มทยอยเปิดตัวจริงตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยนำร่องด้วย Swiss Cloud Engines ที่ประกาศในงาน World Computer Day ที่เมือง Davos เมื่อเดือนมกราคม 2026 ร่วมกับผู้ให้บริการโหนดอิสระในสวิตเซอร์แลนด์และลิกเตนสไตน์ ก่อนขยายเป็นแคมเปญโปรโมทเชิงพาณิชย์ต่อในช่วงกลางปีเดียวกัน โดยวางตำแหน่งเป็นบริการ subnet ส่วนตัวที่ปรับแต่งได้สำหรับลูกค้าองค์กรและงานด้าน AI โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสาธารณะเรื่องจำนวนลูกค้าองค์กรที่ใช้งานจริงในวงกว้างยังมีจำกัดมาก ซึ่งเป็นความพยายามจับกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต่างจากการเน้นนักพัฒนา DeFi หรือ NFT ทั่วไปที่บล็อกเชนอื่นแข่งขันกันอยู่
การปรับนโยบายโทเคโนมิกส์ลดเงินเฟ้อ
DFINITY เผยแพร่ whitepaper แนวคิด Mission 70 ในเดือนมกราคม 2026 ก่อนยื่นเป็นมติอย่างเป็นทางการผ่านระบบ NNS ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และมติดังกล่าวผ่านการโหวตอนุมัติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 (ตัวเลขคะแนนเสียงสนับสนุนที่แน่นอนยังไม่มีแหล่งข้อมูลปฐมภูมิยืนยันชัดเจนพอจะระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ในบทความนี้) โดยมติดังกล่าวมีเป้าหมายลดอัตราเงินเฟ้อรายปีของ ICP จากประมาณ 9.72% ในช่วงต้นปี 2026 ลงเหลือประมาณ 2.92% ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งสะท้อนว่าชุมชนผู้ถือโทเคนตระหนักถึงปัญหาการเจือจางมูลค่า (dilution) จากอุปทานที่ไม่มีเพดานสูงสุด (unlimited max supply) ของ ICP และพยายามแก้ไขผ่านกลไก governance
538.02 ล้าน ICP
556.84 ล้าน ICP
กิจกรรมนักพัฒนายังคงคึกคักในเชิงเทคนิค
ข้อมูลที่น่าสนใจคือในเดือนมีนาคม 2026 มีรายงานว่า ICP เป็นเครือข่ายที่มีจำนวน commit บน GitHub มากที่สุดในบรรดาคริปโตที่มีการติดตาม โดยมีมากถึง 2,044 commit จากผู้ร่วมพัฒนากว่า 100 คน แซงหน้าบิตคอยน์ อีเธอเรียม Chainlink Avalanche และ XRP ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทีมพัฒนาหลักยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องในเชิงเทคนิค แม้ราคาโทเคนจะไม่ได้สะท้อนความคึกคักนี้เลยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ต้องระบุให้ชัดว่ากิจกรรมด้าน GitHub ที่สูงไม่ได้แปลว่าจะมีผู้ใช้งานจริงเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเสมอไป และตัวเลขปริมาณการซื้อขาย (turnover) ของโทเคน ICP เองที่อยู่ในระดับต่ำมากอย่างต่อเนื่องก็เป็นข้อเท็จจริงคู่ขนานที่ต้องมองควบคู่กันไป ไม่ใช่มองแยกส่วนเพื่อสรุปว่าโปรเจกต์กำลัง "กลับมาบูม"
ใครยังใช้งาน ICP อยู่จริง
เมื่อพูดถึงการใช้งานจริงบนเครือข่าย กลุ่มผู้ใช้หลักของ ICP ในปัจจุบันแบ่งได้เป็นสามกลุ่มใหญ่
- นักพัฒนาสาย DeFi และแอปพลิเคชันบนเชนที่เลือกใช้ ICP เพราะต้องการความสามารถในการเชื่อมต่อกับบิตคอยน์และอีเธอเรียมโดยตรงผ่าน Chain Fusion โดยไม่ต้องพึ่งพา bridge ซึ่งเป็นจุดขายเฉพาะตัวที่หาไม่ได้ง่ายในบล็อกเชนอื่น
- กลุ่มองค์กรและนักพัฒนา AI ที่สนใจทดลองใช้ Caffeine AI และ Cloud Engines ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดตัวเชิงพาณิชย์ ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ชัดเจนมากพอว่ามีลูกค้าองค์กรระดับใหญ่ใช้งานจริงในปริมาณเท่าใด
- ชุมชนผู้ถือโทเคนดั้งเดิมที่เข้าร่วม governance ผ่าน NNS ซึ่งยังคงมีการโหวตมติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามีฐานผู้ถือโทเคนที่ยังติดตามและมีส่วนร่วมกับทิศทางของโปรโตคอลอยู่บ้าง
สิ่งที่ต้องยอมรับตรงไปตรงมาคือ ในแง่ของความสนใจจากตลาดวงกว้าง (นักลงทุนรายย่อย นักเทรด หรือสื่อกระแสหลัก) ICP แทบไม่ได้อยู่ในบทสนทนาหลักของวงการคริปโตอีกต่อไปเมื่อเทียบกับปี 2021 ปริมาณการซื้อขายรายวันที่อยู่ในระดับต่ำเพียงหลักสิบล้านดอลลาร์ (เทียบกับมูลค่าตลาดหลักพันล้านดอลลาร์) เป็นหลักฐานเชิงตัวเลขที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ชัดเจน
$74.78M
จุดสูงสุดในรอบ 12 เดือน
$270.77M
$42.79M
จุดเชื่อมโยงกับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทยที่เคยได้ยินชื่อ ICP ในช่วงกระแสเปิดตัวปี 2021 กรณีของเหรียญนี้ถือเป็นบทเรียนที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับกระแส ICO และการเปิดตัวโทเคนใหม่หลายตัวในตลาดไทยช่วงเดียวกัน ที่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเข้าซื้อตามกระแสข่าวและมูลค่าตลาดที่ดูน่าตื่นเต้นตอนเปิดตัว โดยไม่ได้ตรวจสอบโครงสร้างการถือครองโทเคนของทีมงานและนักลงทุนกลุ่มแรกว่ามีสัดส่วนต่อทุนเท่าใด และมีตารางปลดล็อกอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากเอกสาร whitepaper หรือ tokenomics ของโปรเจกต์ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจลงทุน กรณี ICP จึงเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับอธิบายให้นักลงทุนไทยมือใหม่เข้าใจว่า "มูลค่าตลาดสูงตอนเปิดตัว" ไม่ได้แปลว่าเป็นโอกาสลงทุนที่ดี และบางครั้งกลับเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงด้านโทเคโนมิกส์มากกว่า
ความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจก่อนสนใจเหรียญนี้
- อุปทานไม่มีเพดานสูงสุด (unlimited max supply) ต่างจากบิตคอยน์ที่มีเพดานตายตัว 21 ล้านเหรียญ ICP ไม่มีเพดานสูงสุดของจำนวนโทเคนทั้งหมด แม้จะมีมติ Mission 70 ที่ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อรายปีลงแล้วก็ตาม แต่ความเสี่ยงเรื่องการเจือจางมูลค่าของผู้ถือโทเคนเดิมยังคงมีอยู่ในระยะยาว
- สภาพคล่องต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด ตัวเลข turnover ที่อยู่ในระดับประมาณ 3% สะท้อนว่าหากมีผู้ถือรายใหญ่ต้องการขายโทเคนจำนวนมากพร้อมกัน ราคาอาจได้รับผลกระทบทางลบรุนแรงกว่าเหรียญที่มีสภาพคล่องสูง
- ช่องว่างมหาศาลระหว่างคำสัญญากับผลลัพธ์จริง วิสัยทัศน์การเป็น "อินเทอร์เน็ตทั้งหมดบนบล็อกเชน" ที่แทนที่คลาวด์คอมพิวติ้งยังห่างไกลจากความเป็นจริงมาก ผู้ให้บริการคลาวด์แบบรวมศูนย์ยังคงครองตลาดอย่างท่วมท้น และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่า ICP จะสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากผู้เล่นรายใหญ่ได้ในเร็ววัน
- ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน แนวคิดเรื่อง interoperability แบบไม่ผ่าน bridge ที่ ICP ผลักดันผ่าน Chain Fusion ก็มีบล็อกเชนและโปรโตคอลอื่นพยายามพัฒนาแนวทางคล้ายกันเช่นกัน ทำให้จุดขายเฉพาะตัวของ ICP อาจไม่ได้คงอยู่ตลอดไป
- ความเสี่ยงด้านจิตวิทยาตลาด ด้วยประวัติราคาที่ร่วงจาก ATH เกือบ 100% และไม่ฟื้นมานานเกือบ 5 ปี ทำให้เหรียญนี้มีภาพจำเชิงลบในหมู่นักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ยากที่จะดึงดูดแรงซื้อใหม่กลับเข้ามาแม้ทีมพัฒนาจะมีความคืบหน้าทางเทคนิคจริงก็ตาม
- ความเสี่ยงจากบุคคลสำคัญ (key person risk) DFINITY และวิสัยทัศน์ของ ICP ยังคงผูกกับตัวบุคคลอย่าง Dominic Williams ค่อนข้างมาก การเปลี่ยนแปลงด้านผู้นำหรือทิศทางองค์กรอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชุมชนได้
สถานะการซื้อขายในตลาดไทย

จากการตรวจสอบโดยตรงผ่าน API ตลาดของ Bitkub เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 (อัปเดตจากการตรวจครั้งก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2026 ที่ราคา/ปริมาณเป็น 0) พบว่าคู่เทรด ICP/THB เปิดซื้อขายจริงแล้ว ราคาล่าสุดราว 82.80 บาท ปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงราว 705 ICP หรือประมาณ 60,110 บาท ไม่ใช่หน้าเว็บค้างอีกต่อไป ส่วน Maxbit ตรวจสอบผ่าน API สัญลักษณ์การเทรดโดยตรงแล้วไม่พบ ICP ในรายชื่อทั้งคู่ THB และ USDT ยืนยันว่ายังไม่มีคู่เทรด ICP บนแพลตฟอร์มนี้ และกรณี Orbix ไม่สามารถตรวจสอบหน้ารายชื่อเหรียญได้โดยตรง (เว็บไซต์ปฏิเสธการเข้าถึงอัตโนมัติ) จึงยังต้องตรวจสอบซ้ำอีกครั้งกับทีมงานหรือหน้าเว็บโดยตรงก่อนเผยแพร่จริง สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนแล้วคือ ICP มีคู่เทรดอยู่บนกระดานไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่งคือ Bitkub และเริ่มมีสภาพคล่องจริงแล้ว ผู้ที่สนใจซื้อขาย ICP จากประเทศไทยจึงมีตัวเลือกที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศแล้ว นอกเหนือจากศูนย์ซื้อขายต่างประเทศ
2.98%
จุดพีคช่วงปลายปี 2025
9.51%
3%

ที่มา: CoinGecko (โลโก้ทางการ)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ICP ยังมีการพัฒนาต่ออยู่หรือไม่ หรือโปรเจกต์ตายไปแล้ว
ทีม DFINITY ยังคงพัฒนาโปรโตคอลอย่างต่อเนื่อง มีการอัปเดตด้าน Chain Fusion การเชื่อมต่อกับ Solana และ Dogecoin รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ด้าน AI อย่าง Caffeine AI และ Cloud Engines ในปี 2026 และมีกิจกรรมด้าน GitHub ที่สูงมากเมื่อเทียบกับคริปโตอื่น แต่การพัฒนาทางเทคนิคที่ต่อเนื่องไม่ได้แปลว่าราคาโทเคนหรือความสนใจจากตลาดจะฟื้นตัวตามไปด้วย
ทำไมราคา ICP ถึงไม่ฟื้นกลับมาใกล้ ATH เลยตลอดเกือบ 5 ปี
สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างโทเคโนมิกส์ตอนเปิดตัวที่ให้นักลงทุนรอบแรกถือโทเคนต้นทุนต่ำมาก (ต่ำถึง 0.03 ดอลลาร์) ในสัดส่วนสูง เมื่อโทเคนเหล่านี้ทยอยปลดล็อกก็สร้างแรงขายต่อเนื่อง ประกอบกับมูลค่าตลาดตอนเปิดตัวที่สูงเกินจริงเมื่อเทียบกับสถานะการใช้งานจริงของเครือข่ายในเวลานั้น
ICP ต่างจากอีเธอเรียมหรือบล็อกเชนสัญญาอัจฉริยะอื่นอย่างไร
ความต่างหลักคือแนวคิด canister ที่เก็บทั้งโค้ดและข้อมูลในตัวเอง สามารถเสิร์ฟหน้าเว็บได้โดยตรง และเทคโนโลยี Chain Fusion ที่ทำให้เชื่อมต่อกับบล็อกเชนอื่นได้โดยไม่ต้องผ่าน bridge ซึ่งเป็นจุดขายเฉพาะตัวที่บล็อกเชนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่มี
ตอนนี้ยังเหมาะซื้อเก็บลงทุนระยะยาวหรือไม่
คำตอบตรงไปตรงมาคือขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจความเสี่ยงของแต่ละคน ปัจจัยบวกคือทีมพัฒนายังทำงานต่อเนื่องและมีเทคโนโลยีที่มีจุดขายเฉพาะตัวจริง แต่ปัจจัยลบที่ต้องยอมรับคือความสนใจจากตลาดต่ำมาก สภาพคล่องต่ำ อุปทานไม่มีเพดาน และประวัติราคาที่ร่วงเกือบ 100% แล้วไม่ฟื้นมาเกือบ 5 ปี เหรียญนี้จึงเหมาะกับผู้ที่เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงระดับสูงมากเท่านั้น ไม่เหมาะกับผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนในระยะสั้นหรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ

ที่มา: CoinGecko (โลโก้ทางการ)
ซื้อ ICP ได้จากที่ไหนบ้าง
ปัจจุบัน ICP ซื้อขายได้บนศูนย์ซื้อขายต่างประเทศหลายแห่ง เช่น Binance, Coinbase, OKX และ Kraken ส่วนในประเทศไทย ตรวจสอบผ่าน API ตลาดของ Bitkub โดยตรง (16 ก.ย. 2026) พบว่า Bitkub มีคู่เทรด ICP/THB เปิดซื้อขายจริง ราคาล่าสุดราว 82.80 บาท ปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงราว 60,110 บาท ไม่ใช่หน้าเว็บค้างหรือปริมาณศูนย์แล้ว ส่วน Maxbit ตรวจสอบผ่าน API สัญลักษณ์การเทรดโดยตรงแล้วไม่พบ ICP ในรายชื่อทั้งคู่ THB และ USDT ส่วน Orbix ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ผู้อ่านควรตรวจสอบหน้ากระดานเทรดโดยตรงอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
สรุป เหมาะกับใคร
Internet Computer เป็นกรณีตัวอย่างที่ตรงไปตรงมาที่สุดกรณีหนึ่งของความแตกต่างระหว่าง "วิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีที่ทะเยอทะยาน" กับ "ผลตอบแทนจริงที่นักลงทุนได้รับ" โปรเจกต์นี้ไม่ใช่โปรเจกต์หลอกลวงหรือถูกทิ้งร้าง ทีมพัฒนายังทำงานต่อเนื่องจริงและมีความคืบหน้าทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาที่ร่วงลงเกือบ 100% จาก ATH และไม่ฟื้นตัวมาเกือบ 5 ปี ปริมาณการซื้อขายที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด และช่องว่างมหาศาลระหว่างคำสัญญาตอนเปิดตัวกับสถานะการใช้งานจริงในปัจจุบัน ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน
เหรียญนี้จึงเหมาะกับกลุ่มคนที่เข้าใจความเสี่ยงระดับสูงมากอย่างแท้จริงเท่านั้น เช่น ผู้ที่สนใจติดตามเทคโนโลยี Chain Fusion ในเชิงเทคนิคเพื่อการศึกษา นักพัฒนาที่ต้องการทดลองสร้างแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อหลายเชนโดยไม่ผ่าน bridge หรือนักลงทุนที่จัดสรรเงินลงทุนส่วนน้อยมากๆ ในพอร์ตสำหรับเหรียญความเสี่ยงสูงเป็นการเฉพาะและเข้าใจว่าอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ ไม่เหมาะกับผู้ที่มองหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ผู้ที่คาดหวังราคาจะฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับ ATH ในเร็ววันโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานใหม่ที่ชัดเจนรองรับ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มลงทุนคริปโตและยังไม่มีประสบการณ์ประเมินความเสี่ยงด้านโทเคโนมิกส์