
USDT vs USDC ต่างกันยังไง เลือกใช้ตัวไหนดี
USDT กับ USDC ราคาเท่ากันที่ 1 ดอลลาร์ตลอด แต่ผู้ออกและวิธีค้ำประกันต่างกันคนละขั้ว บทความนี้เจาะทุกมิติ ตั้งแต่ผู้ออก ความโปร่งใสของสินทรัพย์หนุนหลัง เหตุการณ์หลุด peg จริงของทั้งคู่ การกำกับดูแลตามกฎ MiCA ไปจนถึงส่วนแบ่งตลาดจริงและควรเลือกใช้ตัวไหนตอนไหน
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ของ Bitcoin Addict ต่อยอดจาก Stablecoin คืออะไร ซึ่งอธิบายภาพรวม Stablecoin ทุกประเภทไว้แล้ว บทความนี้จะเจาะเฉพาะการเปรียบเทียบสองเจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดคือ USDT และ USDC อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทความหลักก่อนก็เข้าใจ
เปิดกระดานเทรดคริปโตครั้งแรก แทบทุกคนจะเจอสองชื่อนี้วนเวียนอยู่แทบทุกคู่เทรด USDT และ USDC ราคาแทบจะเท่ากันตลอด แกว่งอยู่แถวๆ 1 ดอลลาร์เหมือนกันทั้งคู่ จนหลายคนอาจสงสัยว่าถ้าราคาเท่ากันแบบนี้ มันต่างกันตรงไหน ทำไมบางกระดานมีให้เลือกทั้งคู่ บางคนก็ยืนยันจะใช้ USDT เท่านั้น บางคนก็บอกว่า USDC ปลอดภัยกว่า
คำตอบสั้นๆ คือทั้งสองตัวเป็น Stablecoin ประเภท Fiat-backed เหมือนกัน คือมีบริษัทเก็บเงินดอลลาร์จริงไว้ค้ำประกันแล้วสร้างเหรียญออกมาในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แต่ "บริษัทที่ค้ำ" กับ "วิธีค้ำ" ของทั้งคู่ต่างกันคนละขั้ว และความต่างตรงนี้เองที่ทำให้คนหนึ่งเลือก USDT อีกคนเลือก USDC โดยไม่ได้มโนเอาเอง บทความนี้จะพาไล่ทีละมิติ ตั้งแต่ใครเป็นผู้ออก ความโปร่งใสของสินทรัพย์หนุนหลัง เหตุการณ์ที่แต่ละตัวเคยหลุด peg มาแล้วจริง ไปจนถึงการกำกับดูแลและปริมาณการใช้งานจริงในตลาด

ภาพ: แม้ราคาของ USDT และ USDC จะแกว่งอยู่ที่ 1 ดอลลาร์เหมือนกันตลอด แต่บริษัทผู้ออกและวิธีค้ำประกันเบื้องหลังต่างกันคนละแบบ
ผู้ออกคือใคร Tether กับ Circle มาจากไหน
USDT เป็น Stablecoin ตัวแรกที่เกิดขึ้นบนโลก Cryptocurrency ถือกำเนิดในปี 2014 โดยบริษัท Tether Limited หลักการง่ายๆ คือถ้าต้องการ USDT ก็นำเงินสดสกุลดอลลาร์ไปแลกกับ Tether จากนั้น Tether จะเก็บเงินสดนั้นไว้ในคลังสำรอง (Reserve) แล้วสร้าง (Mint) USDT มาให้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ในทางทฤษฎี ช่วงแรกสุด USDT ถูกใช้งานบน Omni Layer ซึ่งเป็นเลเยอร์ที่วางอยู่บนบล็อกเชนของ Bitcoin และใช้งานหลักอยู่บน Bitfinex กระดานเทรดที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ด้วยความที่เป็น Stablecoin เจ้าเดียวในตลาด ณ ตอนนั้น USDT จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเดือนกันยายน 2017 Tether เพิ่มการใช้งาน USDT บนมาตรฐาน ERC-20 ของ Ethereum ทำให้ขยายไปใช้งานได้กว้างขวางกว่าเดิมมากจนถึงทุกวันนี้
USDC เกิดทีหลังในปี 2018 ผู้ออกคือ Centre Consortium ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสองบริษัทคือ Coinbase กระดานเทรดอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ กับ Circle บริษัทฟินเทค จุดตั้งต้นของ USDC ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าต้องการสร้าง Fiat-backed Stablecoin ที่โปร่งใสกว่า USDT ที่เปิดตัวมาก่อนหน้าและมีประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ค้ำประกันสะสมมาตลอด Circle เองมีใบอนุญาต Money Transmitter ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ แบบเดียวกับที่ PayPal, Stripe และ Apple Pay ต้องมี ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่บังคับให้ต้องดำเนินธุรกิจโอนเงินภายใต้กรอบกำกับดูแลของแต่ละรัฐ ไม่ใช่แค่เปิดบริษัทแล้วออกเหรียญได้เลยแบบไม่มีใครตรวจสอบ

ภาพ: เทียบจุดเริ่มต้นของผู้ออกทั้งสองฝั่ง USDT เกิดก่อนในฐานะ Stablecoin ตัวแรกของตลาด ส่วน USDC เกิดทีหลังโดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกที่โปร่งใสกว่า
ข้อมูลปัจจุบันเพิ่มเติม (แยกจากหนังสือ): Circle เข้าจดทะเบียนใน NYSE จริงในเดือนมิถุนายน 2025 เป็นบริษัทออก Stablecoin รายแรกๆ ของโลกที่เป็นบริษัทมหาชน ส่วน Tether ยังเป็นบริษัทเอกชน offshore เหมือนเดิม
ความโปร่งใสของสินทรัพย์หนุนหลัง จุดที่ต่างกันชัดที่สุด
เนื่องจากการเป็น Stablecoin ตัวแรกในตลาด USDT ผ่านมรสุมเรื่องความน่าเชื่อถือมาไม่น้อย ช่วงต้นปี 2015 เคยมีข่าวลือว่า Tether เก็บเงินสดในคลังสำรองไม่เพียงพอต่อจำนวน USDT ที่สร้างออกมา รวมถึงมีปัญหาสภาพคล่องไม่พอต่อความต้องการในตลาดบางช่วง เพื่อคลี่คลายข้อกังขานี้ Tether จึงต้องจัดทำรายงานแสดงรายการสินทรัพย์ค้ำประกันให้นักลงทุนดูทุกไตรมาส แต่จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือรายงานนี้เป็นเพียง "หนังสือรับรองโดยความเห็นทางบัญชี" (Attestation) เท่านั้น ไม่ใช่การตรวจสอบบัญชีแบบเต็มรูปแบบ (Full Audit)
สินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ประกอบด้วยเงินสด สินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด เงินฝากระยะสั้น หุ้นกู้ โลหะมีค่า สินเชื่อมีหลักประกัน Bitcoin และการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ปนกันอยู่ โดยมีเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินสดจริงๆ อยู่เพียง 0.4% เท่านั้นของสินทรัพย์ทั้งหมด ตามรายงานไตรมาส 2 ปี 2023 ของ Tether ระบุว่าบริษัททำกำไรกว่า 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนที่ถืออยู่ในคลังสำรอง เป็นสัญญาณว่าคลังสำรองมีมูลค่ามากกว่า USDT ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด นักลงทุนจึงยังสามารถถอนคืนเป็นดอลลาร์ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ได้ตามทฤษฎี

ภาพ: แสดงว่าสินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสดตรงๆ แต่กระจายอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่นเป็นหลัก มีเงินสดจริงเพียง 0.4% เท่านั้น
ฝั่ง USDC วางตัวเองต่างออกไปตั้งแต่ต้น สินทรัพย์ค้ำประกันของ USDC ถูกจัดเก็บไว้กับสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงอย่าง BlackRock และ Bank of New York Mellon และมีการตรวจสอบบัญชีทุกเดือนโดย Grant Thornton LLP ตามรายงานสถานะทางการเงินวันที่ 30 พฤศจิกายน 2023 สินทรัพย์ค้ำประกันของ USDC ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล 92% และเงินสด 8% นักลงทุนสามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะคลังสำรองของ Circle ได้แบบเรียลไทม์ผ่านหน้าเว็บของบริษัทเอง

ภาพ: เทียบความถี่และความละเอียดของการเปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกัน จุดต่างหลักคือ USDT ยังเป็นรายงานเชิงบัญชีรายไตรมาส ขณะที่ USDC มีทั้งการตรวจสอบรายเดือนและแดชบอร์ดเรียลไทม์
ข้อมูลปัจจุบันเพิ่มเติม (แยกจากหนังสือ): เดือนมีนาคม 2026 Tether ประกาศว่าจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับ Big Four เข้ามาทำ Full Audit เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท หลังจากใช้วิธี Attestation รายไตรมาสจาก BDO มาตลอด แต่ ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่มีรายงานผลสรุป
มรสุมความน่าเชื่อถือ ตอนที่ทั้งคู่เคยหลุด peg มาแล้วจริง
กว่าจะมี Stablecoin ที่เสถียรภาพแบบทุกวันนี้ ยุคบุกเบิกของ USDT เองก็เคยผ่านช่วงที่ตรึงมูลค่าที่ 1 ดอลลาร์ไม่ได้มาก่อน เคยมีช่วงที่ราคาร่วงลงไปเทรดกันที่ 0.6 ดอลลาร์ต่อ 1 USDT เลยทีเดียว ซึ่งเป็นผลรวมจากทั้งข่าวลือเรื่องเงินสำรองไม่พอและสภาพคล่องที่ยังบางในตลาดยุคแรกที่มีผู้เล่นน้อยราย เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับความโปร่งใสของ USDT มาตั้งแต่ตอนนั้นและกลายเป็นแรงกดดันให้ต้องเริ่มออกรายงานสินทรัพย์ค้ำประกันในเวลาต่อมา

ภาพ: ในยุคบุกเบิกก่อนตลาดคริปโตจะมีผู้เล่นมากอย่างทุกวันนี้ USDT เคยหลุด peg รุนแรงจนราคาร่วงไปเหลือ 0.6 ดอลลาร์
ฝั่ง USDC เองก็ไม่ได้รอดพ้นจากเหตุการณ์หลุด peg เช่นกัน แม้เรื่องนี้จะเกิดขึ้นภายหลังช่วงเวลาที่หนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 เขียนถึงไปแล้ว จึงต้องแยกให้ชัดว่าเป็นข้อมูลทั่วไปที่ตรวจสอบเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวภายนอก ไม่ได้มาจากหนังสือ วันที่ 10 มีนาคม 2023 ธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ในสหรัฐฯ ล้มละลายและถูกทางการเข้าควบคุมกิจการ ปัญหาคือ Circle มีเงินสดสำรองส่วนหนึ่งราว 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด ฝากอยู่ที่ SVB พอดี เมื่อ Circle แจ้งข่าวนี้ต่อสาธารณะ ตลาดแพนิคทันที ราคา USDC ร่วงลงไปแตะราวๆ 0.87 ดอลลาร์ในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 มีนาคม และยังคงเทรดต่ำกว่า 1 ดอลลาร์อยู่ตลอดสุดสัปดาห์นั้น ก่อนจะกลับมายืนที่ 1 ดอลลาร์ได้ในเวลาราว 3 วัน หลังหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ประกาศว่าผู้ฝากเงินทุกรายของ SVB จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน
อีกเคสที่ควรเทียบคู่กันตรงๆ คือช่วงที่ระบบนิเวศ Terra ล่มสลายในเดือนพฤษภาคม 2022 เหรียญ UST ซึ่งเป็น Algorithmic Stablecoin ของ Terra หลุด peg รุนแรงจนราคาร่วงไปเหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์แล้วดิ่งต่อจนแทบไร้ค่า เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วตลาด ส่วนหนึ่งเพราะชื่อ UST กับ USDT คล้ายกัน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดและแห่กันไถ่ถอน USDT ตามไปด้วย ผลคือ USDT เจอแรงเทขาย/ไถ่ถอนหนักในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ราคาร่วงลงไปแตะราว 0.97 ดอลลาร์ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2022 ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดย Tether ยังคงดำเนินการไถ่ถอนคืนเป็นเงินดอลลาร์ตามคำขอต่อเนื่องได้จริง รวมมูลค่าไถ่ถอนกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสัปดาห์เดียว โดยไม่มีการระงับหรือหยุดรับคำขอถอนแต่อย่างใด
สองเหตุการณ์นี้บอกอะไรได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ต่อให้เป็น Stablecoin ที่ผู้ออกโปร่งใสแค่ไหน ก็ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เสมอ กรณี USDT คือความเสี่ยงจากสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือของผู้ออกเอง ส่วนกรณี USDC คือความเสี่ยงจากธนาคารคู่สัญญาที่เก็บเงินสำรองไว้ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ถ้าเทียบตัวเลขความรุนแรงของการหลุด peg ตรงๆ ระหว่างสองเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันที่สุด (แรงเทขาย/ไถ่ถอนจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ) USDC ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันโปร่งใสและปลอดภัยกว่าตามรายงานที่เปิดเผยออกมา กลับหลุด peg รุนแรงกว่า (ร่วงไป 0.87 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13%) เมื่อเทียบกับ USDT ที่ร่วงไปเพียง 0.97 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3% ในเหตุการณ์ Terra ทั้งที่แรงกดดันด้านการไถ่ถอนของ USDT ในครั้งนั้นสูงกว่ามากในแง่มูลค่ารวม
เหตุผลหลักไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินทรัพย์ แต่อยู่ที่กลไกสภาพคล่องตอนวิกฤต เคส USDC เกิดขึ้นช่วงเย็นวันศุกร์ที่ธนาคารและตลาดพันธบัตรในสหรัฐฯ ปิดทำการยาวไปจนถึงวันจันทร์ คู่ค้าที่ทำหน้าที่แลกคืน USDC เป็นเงินสดจึงทำงานไม่ได้ชั่วคราว ราคาเลยยิ่งหลุด peg หนักขึ้นจากภาวะตื่นตระหนกที่ไม่มีใครรับซื้อคืนได้ทันที ในขณะที่ USDT ผ่านการทดสอบด้วยแรงไถ่ถอนจริงมาแล้วหลายรอบตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้แม้ความโปร่งใสของสินทรัพย์จะยังเป็นรองอยู่ แต่ในแง่ "พิสูจน์ตัวเองผ่านวิกฤตจริงมาแล้วนานกว่า" USDT กลับมีสถิติที่ดีกว่า สรุปสั้นๆ คือ USDC ปลอดภัยกว่าในแง่คุณภาพสินทรัพย์และความโปร่งใส แต่ USDT มีสภาพคล่องเชิงปฏิบัติที่ผ่านบทพิสูจน์มายาวนานกว่า สองมุมนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นคนละมิติของคำว่า "น่าเชื่อถือ" ที่ควรมองแยกกัน

ภาพ: เทียบความรุนแรงของการหลุด peg สองเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันที่สุด USDC ที่สินทรัพย์ปลอดภัยกว่ากลับหลุด peg หนักกว่า เพราะกลไกสภาพคล่องติดขัดช่วงวันหยุดธนาคาร ขณะที่ USDT ผ่านแรงไถ่ถอนที่หนักกว่าได้โดยไม่ระงับการถอน
การกำกับดูแลและใบอนุญาต ใครถูกจับตามากกว่ากัน
ความรวมศูนย์ (Centralized) ของ Fiat-backed Stablecoin คือดาบสองคม ข้อดีคือมีผู้ออกที่รับผิดชอบชัดเจน แต่ข้อเสียคือผู้คุมกฎในแต่ละประเทศสามารถสั่งอายัดบัญชีได้ทุกเมื่อหากตรวจพบพฤติกรรมต้องสงสัย ทั้ง USDT และ USDC เคยถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งอายัดบัญชีมาแล้วทั้งคู่ ไม่ใช่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น
เคสที่ชัดที่สุดของฝั่ง USDC เกิดขึ้นตอนที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ สั่งให้ Circle ล็อก (Freeze) USDC มูลค่า 75,000 ดอลลาร์จากทั้งหมด 44 กระเป๋าที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ เนื่องจากต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่าน Tornado Cash ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยปกปิดธุรกรรม เหตุการณ์นี้กลายเป็นตัวอย่างที่ชุมชนคริปโตหยิบมาพูดถึงบ่อยเวลาพูดถึงความเสี่ยงจากความรวมศูนย์ของ Fiat-backed Stablecoin เพราะแสดงให้เห็นชัดว่าผู้ออกสามารถสั่งอายัดกระเป๋าใครก็ได้ตามคำสั่งรัฐ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมูลค่าตลาดของ USDC ก็ลดลงจากราว 50,000 ล้านดอลลาร์เหลือเพียง 25,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งน่าจะมาจากหลายปัจจัยรวมกันมากกว่าเคสนี้เพียงอย่างเดียว ทั้งภาวะตลาดหมีตลอดปี 2022 และแรงกระเพื่อมจากการล่มสลายของ FTX ปลายปีเดียวกัน ไม่ใช่ผลจากการอายัด 75,000 ดอลลาร์เพียงจุดเดียว
ในแง่โครงสร้างการกำกับดูแล Circle อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายสหรัฐฯ ชัดเจนกว่าผ่านใบอนุญาต Money Transmitter และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบบัญชีเป็นระยะ ขณะที่ Tether เลือกดำเนินธุรกิจแบบ offshore เป็นหลัก ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลของสหรัฐฯ โดยตรงในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Tether เคลื่อนไหวได้คล่องตัวกว่าในหลายตลาด แต่ก็แลกมากับความไว้วางใจเชิงกำกับดูแลที่น้อยกว่าในสายตาสถาบันการเงินบางกลุ่ม

ภาพ: เทียบสถานะการกำกับดูแลล่าสุด USDC ผ่านเกณฑ์กำกับดูแลของยุโรปได้ ขณะที่ USDT ยังไม่ผ่านเกณฑ์เดียวกัน
ข้อมูลปัจจุบันเพิ่มเติม (แยกจากหนังสือ): ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 กฎ MiCA ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ทำให้ USDT ไม่มีช่องทางถูกกฎหมายซื้อขายบนกระดานเทรดที่มีใบอนุญาตในยุโรปอีกต่อไป เพราะ Tether เลือกไม่ยื่นขอใบอนุญาตตามเกณฑ์นี้ ขณะที่ Circle ได้ใบอนุญาต Electronic Money Institution (EMI) ทำให้ USDC และ EURC กลายเป็นตัวเลือกหลักที่กระดานเทรดยุโรปให้บริการได้ตามกฎหมาย
ใครใหญ่กว่ากันจริงในตลาด
ต่อให้มีประเด็นเรื่องความโปร่งใสมาตลอด แต่ในแง่ปริมาณการใช้งานจริง USDT ยังคงทิ้งห่าง USDC ไม่เห็นฝุ่น ข้อมูลวันที่ 17 มกราคม 2024 ระบุว่า USDT มีมูลค่าตลาดรวม 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของมูลค่า Stablecoin ทั้งหมดในตลาด และรองรับการใช้งานบนบล็อกเชนได้มากถึง 61 เครือข่าย ส่วน USDC ในวันที่ 12 มกราคม 2024 มีอุปทานอยู่ที่ 25,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพ: ผลของกฎ MiCA ที่มีผลเต็มรูปแบบกลางปี 2026 ทำให้กระดานเทรดยุโรปเลือกให้บริการ USDC ต่อได้ แต่ต้องถอด USDT ออก
ตัวเลขชุดนี้เป็นข้อมูล ณ ต้นปี 2024 ห่างจากปัจจุบันพอสมควร เพื่อความอัปเดต ผู้เขียนตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเพิ่มเติม (แยกจากหนังสือ) พบว่าจนถึงช่วงกลางปี 2026 มูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin ทั้งหมดขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย USDT ยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าตลาดราว 184,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 59% ของตลาด Stablecoin ทั้งหมด ส่วน USDC ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 24% แม้สัดส่วนของ USDT จะลดลงจาก 70% เหลือ 59% แต่ในแง่มูลค่าตลาดสัมบูรณ์ก็ยังทิ้งห่าง USDC อยู่มากกว่าสองเท่าตัว ที่น่าสนใจคือ USDC เติบโตในอัตราเปอร์เซ็นต์ที่เร็วกว่า USDT ต่อเนื่องมาสองปีติดต่อกัน สะท้อนว่าช่องว่างกำลังแคบลงเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ใกล้เคียงกันก็ตาม
ความใหญ่ของ USDT ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขมูลค่าตลาด แต่รวมถึงความครอบคลุมของเครือข่ายที่รองรับและสภาพคล่องที่เข้าถึงได้ในแทบทุกกระดานเทรดทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) หลายประเทศที่การเข้าถึงบัญชีธนาคารดอลลาร์โดยตรงทำได้ยาก USDT มักเป็นตัวเลือกแรกที่คนในพื้นที่เหล่านั้นเลือกใช้เป็นสะพานเข้าถึงมูลค่าดอลลาร์ เพราะหาซื้อขายได้ง่ายที่สุดและมีคู่เทรดมากที่สุดแทบทุกที่ นอกจาก USDT แล้ว Tether ยังออก Stablecoin สกุลเงินอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่น CNHT (หยวน) EURT (ยูโร) MXNT (เปโซเม็กซิโก) และสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง XAUT (ทองคำ)

ภาพ: เทียบส่วนแบ่งตลาดของ USDT และ USDC ระหว่างต้นปี 2024 กับกลางปี 2026 แสดงให้เห็นว่า USDT ยังครองตลาดอยู่มากแม้สัดส่วนจะลดลงบ้าง
กระดานเทรดไทยกับ USDT และ USDC ต่างกันตรงไหน
สำหรับคนไทยที่เทรดคริปโตผ่านกระดานที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. อย่าง Bitkub ทั้ง USDT และ USDC มีคู่เทรดกับเงินบาทให้เลือกใช้งานทั้งคู่ (USDT/THB และ USDC/THB) โดย USDT/THB มักเป็นคู่เทรดที่มีปริมาณการซื้อขายสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลกที่ USDT มีสภาพคล่องนำหน้าอยู่มาก คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องโอนมูลค่าข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเพื่อการค้าออนไลน์กับต่างประเทศหรือรับส่งเงินกับญาติที่ทำงานต่างแดน ก็มักคุ้นเคยกับการใช้ USDT เป็นสะพานพักมูลค่าระหว่างทางมากกว่า USDC เพราะหาซื้อขายได้ง่ายกว่า แม้จะไม่มีตัวเลขนับแยกพฤติกรรมนี้ของคนไทยอย่างเป็นทางการก็ตาม ส่วน USDC มักถูกเลือกใช้ในกลุ่มที่ให้น้ำหนักกับความโปร่งใสของผู้ออกเป็นพิเศษ หรือใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม DeFi และบริการต่างประเทศที่รองรับ USDC เป็นหลัก
สรุปแล้วเลือกใช้ตัวไหนตอนไหนดี
คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะ USDT และ USDC เหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน สรุปจากข้อเท็จจริงข้างต้นได้ดังนี้
USDT เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการสภาพคล่องสูงสุดและความครอบคลุมกว้างที่สุด เพราะมีคู่เทรดและรองรับเครือข่ายบล็อกเชนมากที่สุดในตลาด เข้าถึงง่ายแทบทุกกระดานเทรดทั่วโลกรวมถึงตลาดเกิดใหม่ และมีระยะเวลาพิสูจน์ตัวเองในตลาดยาวนานที่สุดในบรรดา Stablecoin ทั้งหมด
USDC เหมาะกับสถานการณ์ที่ให้น้ำหนักกับความชัดเจนด้านการกำกับดูแลและความถี่ของการตรวจสอบบัญชีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินหรือแพลตฟอร์มในยุโรปที่ต้องปฏิบัติตามกฎ MiCA ซึ่ง ณ ตอนนี้ USDC เป็นตัวเลือกที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ ในขณะที่ USDT ยังไม่ผ่านเกณฑ์เดียวกัน
สิ่งที่เหมือนกันทั้งคู่คือทั้งสองตัวยังเป็น Stablecoin แบบรวมศูนย์ (Centralized) มีผู้ออกเป็นบริษัทจริงที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้คุมกฎได้ทุกเมื่อ และมีความเสี่ยงจากผู้ออก (Issuer Risk) ที่ไม่มีทางหายไปได้ทั้งหมดไม่ว่าจะโปร่งใสแค่ไหนก็ตาม การกระจายการถือครองไปในหลายสินทรัพย์แทนที่จะพึ่งพาตัวเดียวทั้งหมด จึงเป็นแนวทางที่หลายคนในตลาดเลือกใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากผู้ออกรายใดรายหนึ่ง

ภาพ: สรุปจุดเด่นของแต่ละฝั่งแบบเทียบกันตรงๆ USDT ชนะด้านสภาพคล่องและความครอบคลุม ส่วน USDC ชนะด้านความโปร่งใสและการกำกับดูแล
คำถามที่พบบ่อย
USDT กับ USDC ต่างกันยังไง?
USDT ออกโดย Tether Limited เปิดตัวปี 2014 เป็น Stablecoin ตัวแรกของตลาด เปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นรายงานเชิงบัญชีรายไตรมาส ส่วน USDC ออกโดย Centre Consortium (Coinbase และ Circle) เปิดตัวปี 2018 เปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกันละเอียดกว่าและมีการตรวจสอบทุกเดือน ทั้งคู่ตรึงมูลค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์เหมือนกันแต่มีระดับความโปร่งใสและการกำกับดูแลต่างกัน
USDT คือเหรียญอะไร?
USDT หรือ Tether USD คือ Stablecoin ประเภท Fiat-backed ที่มีมูลค่าตรึงกับดอลลาร์สหรัฐฯ ออกโดยบริษัท Tether Limited เป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดและใช้งานแพร่หลายที่สุดในตลาดคริปโตปัจจุบัน
USDC คือเหรียญอะไร?
USDC หรือ USD Coin คือ Stablecoin ประเภท Fiat-backed ที่มีมูลค่าตรึงกับดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นกัน ออกโดย Centre Consortium ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Coinbase และ Circle เน้นจุดขายเรื่องความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกัน
USDT หรือ USDC เคยหลุด peg บ้างไหม?
เคยทั้งคู่ USDT ในยุคแรกเริ่มเคยร่วงลงไปเทรดที่ 0.6 ดอลลาร์จากปัญหาความน่าเชื่อถือและสภาพคล่องที่ยังบาง ส่วน USDC เคยร่วงลงไปแตะ 0.87 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2023 จากปัญหาธนาคาร Silicon Valley Bank ล้มละลาย ก่อนทั้งคู่จะกลับมายืนที่ 1 ดอลลาร์ได้ในเวลาต่อมา
ทำไม USDT ถึงมีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า USDC มาก?
ส่วนหนึ่งเพราะ USDT เกิดก่อนและมีระยะเวลาสร้างสภาพคล่องในตลาดยาวนานกว่า อีกส่วนเพราะ USDT รองรับเครือข่ายบล็อกเชนได้หลากหลายกว่าและเป็นที่นิยมเป็นพิเศษในตลาดเกิดใหม่ที่การเข้าถึงดอลลาร์ผ่านช่องทางธนาคารปกติทำได้ยาก
📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่ารายละเอียดไว้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่ ส่วนข้อมูลการกำกับดูแลและตัวเลขตลาดล่าสุดที่เกิดขึ้นหลังหนังสือตีพิมพ์ ผู้เขียนตรวจสอบเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวภายนอกและระบุแยกไว้ชัดเจนในแต่ละจุด