ICO คืออะไร ทำไมเคยฮิตสุดขีดแล้วเงียบหาย
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

ICO คืออะไร ทำไมเคยฮิตสุดขีดแล้วเงียบหาย

ICO คือการระดมทุนด้วยการขายเหรียญใหม่ก่อนโปรเจกต์เสร็จจริง เข้าใจต่างจาก IPO ยังไง ทำไมยุค 2017 มีสแกมเยอะ และทำไมตอนนี้ถูก IEO/IDO แทนที่

ใครที่อยู่ในวงการคริปโตมาตั้งแต่ปี 2017-2018 น่าจะจำได้ว่าตอนนั้นแทบทุกกลุ่มไลน์ ทุกฟีดทวิตเตอร์ เต็มไปด้วยคำว่า "ICO" คนแห่กันไปหาโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังจะเปิดขายเหรียญ อ่าน Whitepaper กันข้ามคืน บางคนได้กำไรหลายสิบเท่าภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่พอเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ คำว่า ICO กลับแทบไม่มีใครพูดถึงแล้ว ถูกแทนที่ด้วยคำใหม่อย่าง IEO, IDO หรือแม้แต่ Airdrop ที่คนรุ่นใหม่ในวงการคุ้นเคยมากกว่า

เรื่องนี้สำคัญกับคนที่กำลังเรียนรู้คริปโตตั้งแต่พื้นฐาน เพราะ ICO ไม่ใช่แค่กระแสที่มาแล้วก็ไป แต่มันคือรูปแบบการระดมทุนที่เปลี่ยนภาพรวมของอุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมด แม้แต่อิเธอเรียม (Ethereum) เครือข่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกทุกวันนี้ ก็ถือกำเนิดมาจากการระดมทุนแบบ ICO เช่นกัน โดยระดมทุนได้เป็นบิทคอยน์ราว 31,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เวลานั้น ก่อนที่ปี 2017 จะกลายเป็นยุคทองที่มีโปรเจกต์ผุดขึ้นมานับพัน ทั้งโปรเจกต์ที่ทำจริงและโปรเจกต์ที่มีแต่ความฝัน

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ICO คืออะไร ต่างจากการระดมทุนแบบเดิมอย่าง IPO และ Crowdfunding ตรงไหน ทำไมมันถึงเคยฮิตสุดขีดในปี 2017 ทำไมโปรเจกต์ส่วนใหญ่ถึงพังไม่เป็นท่า และทำไมทุกวันนี้บทบาทของมันถึงลดน้อยลงจนแทบเงียบหายไป

ICO คืออะไร

ICO ย่อมาจาก "Initial Coin Offering" คือการที่โปรเจกต์หนึ่งระดมทุนผ่านระบบบล็อกเชน โดยนักลงทุนที่เข้าร่วมจะไม่ได้รับหุ้นของบริษัทเหมือนการลงทุนแบบดั้งเดิม แต่จะได้รับเป็นเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของโปรเจกต์นั้นแทน แต่ละโปรเจกต์จะนำเสนอไอเดียผ่านเอกสารที่เรียกว่า Whitepaper ซึ่งอธิบายว่าโปรเจกต์จะทำอะไร แก้ปัญหาอะไร และเหรียญที่ขายจะมีประโยชน์ใช้งานยังไง ผู้ที่สนใจก็โอนเงิน (ส่วนใหญ่เป็น Bitcoin หรือ Ethereum) เข้าไปแลกกับเหรียญของโปรเจกต์ที่ยังสร้างไม่เสร็จจริง

ขั้นตอนการระดมทุนแบบ ICO เขียน Whitepaper นักลงทุนโอนเงินผ่าน Smart Contract แล้วได้รับเหรียญของโปรเจกต์กลับมา

ภาพ: ขั้นตอนการระดมทุนแบบ ICO เขียน Whitepaper นักลงทุนโอนเงินผ่าน Smart Contract แล้วได้รับเหรียญของโปรเจกต์กลับมา

ชื่อ "Initial Coin Offering" จงใจตั้งให้คล้องกับคำที่คนในตลาดหุ้นคุ้นเคยอยู่แล้วอย่าง "IPO" หรือ "Initial Public Offering" การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อขายหุ้นให้บุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก ความคล้ายชื่อนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทั้งคู่คือการระดมทุนจากสาธารณะเหมือนกัน แต่วิธีการและกฎเกณฑ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

การทำ IPO ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแล อย่างในไทยคือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่จะคัดกรองคุณภาพบริษัทก่อนอนุญาตให้ขายหุ้น ต้องประเมินราคา ต้องประกาศให้สาธารณะรับทราบ และเมื่อเปิดขายจริง หุ้นดีๆ มักถูกจัดสรรให้นักลงทุนรายใหญ่ก่อน นักลงทุนรายย่อยจึงมักไม่ค่อยได้สิทธิ์ซื้อหุ้นคุณภาพสูงมากนัก กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปี

ยังมีการระดมทุนอีกแบบที่คนทั่วไปคุ้นเคยคือ Crowdfunding การระดมทุนจากมวลชนที่ Startup ธุรกิจ SMEs หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่มีไอเดียสามารถใช้ได้ โดยอาจให้ผลตอบแทนเป็นหุ้น หุ้นกู้ หรือไม่ให้เลยก็ได้ตามแต่ละโครงการกำหนด ต้องเสนอผ่านแพลตฟอร์มตัวกลางที่คอยประเมินความเสี่ยงและคัดกรองโครงการ ปัจจุบัน Crowdfunding มีกฎหมายกำกับดูแลเพียงบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่เข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ ส่วนการขายสินค้าล่วงหน้าทั่วไปมักไม่ถูกกำกับ ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงอยู่

ICO ตัดขั้นตอนที่ยุ่งยากเหล่านี้ออกไปเกือบทั้งหมด เพราะทำผ่านสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) บนบล็อกเชน ทั้งการรับเงินระดมทุนและการแจกจ่ายเหรียญคืนให้นักลงทุนเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคารหรือหน่วยงานกำกับดูแล โปรเจกต์แค่เขียน Whitepaper เปิดเว็บไซต์ของตัวเอง แล้วก็เริ่มรับเงินได้จากนักลงทุนทั่วโลกทันที ความเร็วและการเข้าถึงระดับโลกแบบนี้คือจุดขายใหญ่สุดของ ICO แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน เพราะไม่มีใครมาช่วยกรองคุณภาพโปรเจกต์ให้ก่อนเลย

มองอีกมุมหนึ่ง ICO ก็เหมือนเป็นวิธีเลี่ยงกฎเกณฑ์ของ IPO อย่างแนบเนียนได้เหมือนกัน แทนที่จะขายหุ้นซึ่งต้องผ่านการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โปรเจกต์เปลี่ยนไปขาย "เหรียญที่มีประโยชน์ใช้งาน" หรือ Utility Token แทน ทำให้ไม่เข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายในหลายประเทศช่วงนั้น พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คล้ายการ "เลี่ยงบาลี" คือปรับรูปแบบให้ต่างจากกรอบเดิมนิดหน่อยเพื่อไม่ต้องเข้าเงื่อนไขที่ยุ่งยากกว่า ทั้งที่เป้าหมายปลายทางก็คือการระดมทุนจากสาธารณะเหมือนกันกับ IPO นั่นเอง

เทียบ 3 รูปแบบการระดมทุน IPO, Crowdfunding และ ICO ในแง่ผู้กำกับดูแล ระยะเวลา และการเข้าถึงนักลงทุน

ภาพ: เทียบ 3 รูปแบบการระดมทุน IPO, Crowdfunding และ ICO ในแง่การกำกับดูแล ความรวดเร็ว และการเข้าถึงนักลงทุนทั่วโลก

เหรียญที่ได้จากการเข้าร่วม ICO มีสถานะที่ไม่เหมือนหุ้นเป๊ะๆ คนถือเหรียญไม่ได้มีความเป็นเจ้าของบริษัทเหมือนผู้ถือหุ้น แต่บางโปรเจกต์ก็ให้สิทธิ์แบ่งรายได้บางส่วนคล้ายเงินปันผล พูดง่ายๆ คือมันเป็นสินทรัพย์ลูกผสมที่ไม่มีกรอบกฎหมายรองรับชัดเจนแบบหุ้น และเพราะไม่มีหน่วยงานกำกับมาคัดกรองก่อนเสนอขายเหมือน IPO ความเสี่ยงของ ICO จึงสูงกว่ามากตั้งแต่ต้น

ปี 2017 ยุคทองที่โปรเจกต์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

ในช่วงปี 2017 การระดมทุนผ่าน ICO ได้รับความนิยมอย่างมาก มีโปรเจกต์เกิดใหม่นับพัน ทั้งโปรเจกต์ที่ตั้งใจทำจริงและโปรเจกต์ที่ขายฝันเพียงอย่างเดียว โดยประเมินกันว่าในช่วงเวลานั้น ราวๆ 90% ของโปรเจกต์ที่ระดมทุนผ่าน ICO ล้วนเป็นโปรเจกต์ขายฝันที่ไม่ได้ตั้งใจสร้างของจริง

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินไหลเข้า ICO มหาศาลคือช่วงนั้นโลกอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำ การฝากเงินธนาคารให้ผลตอบแทนน้อยนิด เมื่อเทียบกับโปรเจกต์คริปโตที่ราคาพุ่งขึ้นแบบ Up Only ในบางช่วง ความน่าดึงดูดจึงต่างกันลิบลับ พอคนแห่เข้ามาลงทุนพร้อมกันจำนวนมาก มันก็เกิดสภาวะที่เรียกว่าฟองสบู่ ไม่ต่างจาก Dot-com Bubble ในช่วงปลายยุค 90 ราวปี 1995-2000 ที่หุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตพุ่งขึ้นเกินมูลค่าจริงไปมาก ก่อนจะร่วงลงอย่างรุนแรง

ธรรมชาติของฟองสบู่คือราคาสินทรัพย์จะพุ่งไม่หยุดจนเกินมูลค่าที่แท้จริงไปไกล และการที่ราคาขึ้นต่อเนื่องแบบนี้จะกระตุ้นอาการ FOMO (Fear of Missing Out) หรือความกลัวตกรถ คนก็ยิ่งแห่เข้ามาซื้อโดยไม่ทันดูพื้นฐานโปรเจกต์ พอฟองสบู่แตกก็เหมือนเกมเก้าอี้ดนตรีที่ไม่มีเก้าอี้พอสำหรับทุกคน ราคาสินทรัพย์จำนวนมากร่วงลงกว่า 90% จากจุดสูงสุด โปรเจกต์ขายฝันที่ไม่มีของจริงรองรับก็ล้มหายตายจากไปตามธรรมชาติ

ไทม์ไลน์ฟองสบู่ ICO ปี 2017 ราคาพุ่งไม่หยุดจนเกิดอาการ FOMO ก่อนร่วงลงกว่า 90%

ภาพ: ไทม์ไลน์ฟองสบู่ ICO ปี 2017 ราคาพุ่งไม่หยุดจนเกิดอาการ FOMO ก่อนร่วงลงกว่า 90% เมื่อฟองสบู่แตก

ตัวอย่างที่ยังยืนระยะได้จริง

ท่ามกลางโปรเจกต์ขายฝันจำนวนมาก ก็มีบางโปรเจกต์ที่ยังพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ Polkadot คือหนึ่งในนั้น สร้างโดย Gavin Wood อดีตผู้ร่วมก่อตั้งอิเธอเรียมที่เคยดำรงตำแหน่ง CTO ก่อนจะออกมาเปิดโปรเจกต์ของตัวเองในปี 2017 และระดมทุนได้สูงถึง 145 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกตัวอย่างคือ Chainlink โปรเจกต์ที่ทำเรื่อง Oracle เครือข่ายที่นำข้อมูลจากโลกภายนอก เช่นราคาเหรียญบนกระดานเทรดต่างๆ เข้าสู่ระบบบล็อกเชน (ปกติบล็อกเชนเองไม่สามารถรับรู้ข้อมูลนอกเครือข่ายได้) ก่อตั้งโดย Sergey Nazarov และทีมงานตั้งแต่ปี 2014 และระดมทุนผ่าน ICO ได้ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวอย่างที่พุ่งแรงแล้วก็ดับ

ไม่ใช่ทุกโปรเจกต์ที่ระดมทุนสูงจะรอดในระยะยาว Qash เหรียญของแพลตฟอร์มเทรด Liquid ที่ใช้ลดค่าธรรมเนียมและโหวตทิศทางพัฒนาแพลตฟอร์มได้ ระดมทุนไปสูงถึง 106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด เช่นเดียวกับ NEO โปรเจกต์ที่เรียกตัวเองว่า "Chinese Ethereum Killer" ต้องการสร้าง "Smart Economy" ด้วยการผสาน Digital Assets, Digital Identity และ Smart Contract เข้าด้วยกัน ระดมทุนได้ 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พอเข้าสู่ตลาดหมี ขนาดอิเธอเรียมเองยังเอาตัวแทบไม่รอด บวกกับมี Ethereum Killer เกิดใหม่แข่งขันเต็มไปหมด ทำให้ NEO ได้รับความสนใจน้อยลงเรื่อยๆ

ชะตากรรมโปรเจกต์ ICO ปี 2017 ระดมทุนสูงไม่ได้การันตีว่าจะรอด Polkadot และ Chainlink ไปต่อได้ Qash และ NEO ไม่รอด

ภาพ: ชะตากรรมของโปรเจกต์ ICO ปี 2017 ระดมทุนสูงไม่ได้การันตีว่าจะรอด เทียบ Polkadot และ Chainlink ที่ยังไปต่อได้ กับ Qash และ NEO ที่ไม่รอด

เมื่อ Whitepaper สวยหรูแต่ไม่มีของจริงรองรับ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของยุค ICO ไม่ใช่แค่ราคาผันผวน แต่คือการที่มันเปิดช่องให้มิจฉาชีพสร้างโปรเจกต์ปลอมมาหลอกเงินนักลงทุนได้ง่ายมาก เพราะแค่มีไอเดียเจ๋งๆ เขียน Whitepaper ให้ดูน่าเชื่อถือ เปิดเว็บไซต์สวยๆ ก็รับเงินจากทั่วโลกได้แล้วโดยไม่มีใครมาตรวจสอบก่อน

ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Bitconnect หนึ่งในกรณีฉ้อโกงที่ใหญ่ที่สุดในวงการคริปโต โปรเจกต์นี้ให้นักลงทุนฝาก Bitcoin เพื่อแลกเป็นเหรียญ BCC โดยอ้างว่าจะนำเงินไปเทรดหาผลตอบแทนให้ในอัตรา 1% ต่อวัน ซึ่งเป็นโมเดลที่ต้องหาคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่ มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นสูงถึง 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกตัวอย่างคือ Confido โปรเจกต์ที่นำไอเดียสัญญาอัจฉริยะมาใช้กับการซื้อขายออนไลน์ ระดมทุนได้ 375,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ทีมงานจะประกาศจู่ๆ ว่ามีปัญหาด้านกฎหมาย โดยไม่ให้รายละเอียดอะไรมากนัก แล้วปิดเว็บไซต์หายไปเลย นี่คือรูปแบบที่วงการเรียกกันติดปากในภายหลังว่า "rug" หรือ "rug pull" ทีมชักเหรียญออกจากใต้เท้านักลงทุนแล้วหายตัวไป

รูปแบบ rug pull ที่พบบ่อยในยุค ICO ทีมงานสร้าง Whitepaper ให้ดูน่าเชื่อถือ ระดมทุนเสร็จแล้วหายตัวไปพร้อมเงิน

ภาพ: รูปแบบ rug pull ที่พบบ่อยในยุค ICO ทีมงานสร้าง Whitepaper ให้ดูน่าเชื่อถือ ระดมทุนเสร็จแล้วหายตัวไปพร้อมเงิน

แน่นอนว่าถ้ามองในแง่สถิติเปล่าๆ อัตราความล้มเหลวของสตาร์ทอัพทั่วไปเองก็สูงกว่า 90% อยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่โปรเจกต์ ICO ส่วนใหญ่จะไปไม่รอดเช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ICO จำนวนมากในยุคนั้นเป็น Utility Token เหรียญที่ให้สิทธิ์เข้าถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่ขายไอเดียเกินกว่าที่จะสร้างได้จริงในเวลาที่กำหนด เมื่อบวกกับการไม่มีใครมาคัดกรองคุณภาพก่อนเสนอขาย ความเสี่ยงจึงสะสมมากกว่าการระดมทุนรูปแบบอื่นอย่างชัดเจน

กฎหมายที่เข้มขึ้นทำให้ ICO ซาลง

พอเงินเสียหายไปมหาศาลจากทั้งโปรเจกต์ล้มเหลวและโปรเจกต์สแกม หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกก็เริ่มเข้ามาจับตา ICO มากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศออกกฎให้การเสนอขายโทเคนบางประเภทต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์เหมือนกับ IPO ทำให้ต้นทุนและความยุ่งยากในการทำ ICO เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งขัดกับจุดขายเดิมของมันที่คือความง่ายและรวดเร็ว

เมืองไทยเองก็วางกรอบ ICO ไว้ตั้งแต่ปี 2561

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ขยับเรื่องนี้เร็วพอสมควร พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางปี 2561 วางกรอบให้การเสนอขายโทเคนดิจิทัลต้องผ่านการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ที่กำหนด และต้องเสนอขายผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ได้รับความเห็นชอบ หรือที่เรียกกันว่า ICO Portal เท่านั้น จะเปิดเว็บไซต์ขายเหรียญเองโดยตรงแบบยุค 2017 ไม่ได้อีกต่อไป

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในไทยคือ JFin Coin ของบริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทลูกในเครือเจมาร์ท (JMART) เปิดขายพรีเซลวันที่ 14-28 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อด้วยรอบ ICO จริงวันที่ 1-31 มีนาคม 2561 ระดมทุนได้ 660 ล้านบาท จากการขายโทเคน 100 ล้านเหรียญ ราคาเหรียญละ 6.60 บาท เพื่อนำไปพัฒนาแพลตฟอร์มปล่อยสินเชื่อดิจิทัลในเครือ ก่อนเข้าเทรดในกระดานวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 ถือเป็นดิจิทัลโทเคนรายแรกที่เปิดขายต่อสาธารณะในไทย ช่วงเวลาที่ JFin Coin ระดมทุนยังอยู่ก่อนที่หลักเกณฑ์ ICO Portal จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ทำให้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนภาพช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎหมายไทยได้ชัดเจน

การมี ICO Portal มาคั่นกลางแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องโปรเจกต์สแกมลงไปได้มาก เพราะ Portal ต้องทำหน้าที่กลั่นกรองคุณภาพโปรเจกต์ก่อนนำเสนอให้นักลงทุน คล้ายกับที่บริษัทหลักทรัพย์ทำหน้าที่กลั่นกรองก่อนพาบริษัทเข้า IPO แต่ก็แลกมาด้วยความยุ่งยากและระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น ไม่ต่างจากสิ่งที่ ICO เคยพยายามหลีกเลี่ยงตั้งแต่แรก

กฎหมายที่เข้มขึ้นทำให้การระดมทุน ICO ยากขึ้น ต้องผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติแทนการเปิดขายเองโดยตรง

ภาพ: กฎหมายที่เข้มขึ้นทำให้การระดมทุนแบบ ICO ยากขึ้น ต้องผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุมัติแทนการเปิดขายเองโดยตรงแบบยุคก่อน

ทางเลือกใหม่หลังยุค ICO ซบเซา

หลังฟองสบู่ปี 2017 แตก วงการก็ปรับตัวหาทางระดมทุนรูปแบบใหม่ที่ยังคงความรวดเร็วของ ICO ไว้ แต่พยายามลดช่องโหว่เรื่องความน่าเชื่อถือลง สองรูปแบบที่ได้รับความนิยมคือ IEO และ IDO

IEO หรือ "Initial Exchange Offering" คือการเปิดขายเหรียญผ่านกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange) แทนที่จะขายผ่านเว็บไซต์ของโปรเจกต์เอง เพราะกระดานเทรดต้องคัดกรองคุณภาพโปรเจกต์ก่อนนำมาเสนอขายในระดับหนึ่ง ความน่าเชื่อถือจึงสูงกว่า ICO แบบเดิม Binance ถือเป็นเจ้าแรกที่เปิดให้ระดมทุนแบบ IEO ผ่าน Binance Launchpad ก่อนที่เจ้าอื่นอย่าง OKX, Bybit หรือ Kucoin จะทำตาม ผลตอบแทนเฉลี่ยของโปรเจกต์ที่ระดมทุนผ่าน Binance Launchpad อยู่ที่ราว 23.4 เท่า โดยโปรเจกต์ที่ทำผลตอบแทนสูงสุดคือ Polygon ที่สร้างผลตอบแทนได้ถึง 373 เท่า

สถิติผลตอบแทนจาก Binance Launchpad แพลตฟอร์ม IEO เฉลี่ย 23.4 เท่า สูงสุดจากโปรเจกต์ Polygon ที่ 373 เท่า

ภาพ: สถิติผลตอบแทนจาก Binance Launchpad ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม IEO เฉลี่ย 23.4 เท่า สูงสุดจากโปรเจกต์ Polygon ที่ 373 เท่า

IDO หรือ "Initial Dex Offering" คือรูปแบบที่คล้าย IEO แต่เปิดขายผ่านกระดานซื้อขายแบบไร้ศูนย์กลาง (DEX) ทำให้กระจายอำนาจมากขึ้น และแก้ปัญหานักลงทุนบางกลุ่มที่เข้าถึง Binance ไม่ได้เนื่องจากข้อกฎหมายในบางประเทศ แพลตฟอร์ม IDO ที่รู้จักกันดีเช่น DAO Maker หรือ Polkastarter ตัวอย่างสถิติของ DAO Maker มีโปรเจกต์ระดมทุนผ่านมาแล้วกว่า 138 โปรเจกต์ รวมมูลค่าระดมทุนทั้งหมด 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลตอบแทนเฉลี่ยตอนราคาสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 31.06 เท่า โดยโปรเจกต์ที่ทำผลตอบแทนสูงสุดคือ GameFi.org ที่ระดมทุนได้เพียง 95,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าขายที่ราคาสูงสุดจะได้ผลตอบแทนถึง 366.77 เท่า

แล้ว ICO ยังเหลืออยู่ไหมในตอนนี้

คำตอบคือ ICO ยังไม่ตายสนิท เพียงแต่บทบาทถูกลดลงไปมาก เพราะโปรเจกต์มีทางเลือกในการระดมทุนที่หลากหลายกว่าเดิม อ้างอิงข้อมูลจาก Cryptorank ณ วันที่ 23 มกราคม 2024 มีการระดมทุนผ่านทั้งสามรูปแบบไปแล้วรวมกว่า 4,962 โปรเจกต์ แบ่งเป็น IDO จำนวน 3,342 โปรเจกต์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 67.3% ของทั้งหมด ตามด้วย IEO 783 โปรเจกต์ ส่วน ICO เหลือเพียง 837 โปรเจกต์ หรือคิดเป็น 16.9% เท่านั้น และถ้าดูเฉพาะช่วง 2 ปีย้อนหลังจากวันนั้น สัดส่วนของ ICO ยิ่งเหลือเพียง 3.1% หรือประมาณ 66 โปรเจกต์เท่านั้น เห็นได้ชัดว่า IDO และ IEO เข้ามาแทนที่บทบาทเดิมของ ICO ไปเกือบหมดแล้ว

สัดส่วนการระดมทุนคริปโตปัจจุบันจากข้อมูล Cryptorank IDO ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 67.3% ขณะที่ ICO เหลือ 16.9%

ภาพ: สัดส่วนการระดมทุนคริปโตปัจจุบันจากข้อมูล Cryptorank IDO ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 67.3% ขณะที่ ICO เหลือเพียง 16.9%

พอมาถึงปี 2026 บทบาทของ ICO ก็ยิ่งเบาบางลงไปอีก ข้อมูลจาก Cryptorank ระบุว่าตลอดทั้งปี 2026 มีโปรเจกต์ที่เลือกระดมทุนด้วย ICO จริงๆ เพียง 6 โปรเจกต์เท่านั้น และในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 เงินที่ระดมได้จากการขายโทเคนสาธารณะทั้งสามรูปแบบรวมกัน (ICO, IEO, IDO) อยู่ที่ราว 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงถึง 85% จากไตรมาสก่อนหน้า และห่างไกลจากช่วงพีคในไตรมาสเดียวกันของปี 2024 ที่เคยระดมทุนได้ถึง 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน เม็ดเงินคริปโตกลับไหลไปทางการระดมทุนแบบ Private Round มากขึ้นเรื่อยๆ แค่ช่วงต้นปี 2026 ก็มีเงินกว่า 8,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐไหลเข้าผ่านดีลระดมทุนแบบปิดกว่า 385 ดีล สะท้อนว่าโปรเจกต์ยุคใหม่เลือกคุยกับนักลงทุนสถาบันโดยตรงมากกว่าจะเปิดขายให้สาธารณะเหมือนยุค ICO บูม

ถึงบทบาทจะลดลงไปมาก แต่ ICO ก็ยังมีที่ทางของมันอยู่ โดยเฉพาะกับโปรเจกต์เล็กที่ต้องการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลกโดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งตัวกลางอย่างกระดานเทรด ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Rocket Pool แพลตฟอร์มที่เคยระดมทุนผ่าน ICO ในปี 2017 เติบโตมาจากทีมงานเพียงไม่กี่คน และจนถึงตอนนี้ก็ยังมีทีมงานเพียง 8 คนเท่านั้น แต่กลับมียอดมูลค่าที่ล็อกไว้ในระบบ (TVL) สูงเป็นอันดับที่ 5 บนอิเธอเรียม เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ICO ยังเปิดโอกาสให้ทีมเล็กๆ ที่มีของจริงแต่ไม่มีเงินทุนตั้งต้น สามารถหาทางไปต่อได้ ถ้าเทียบกับ IPO ที่นักลงทุนรายย่อยมักเข้าไม่ถึงหุ้นดีๆ ตั้งแต่แรก ICO ก็ยังเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนในโปรเจกต์ตั้งแต่ช่วงต้นได้เท่าเทียมกันมากกว่าในแง่นี้ แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นเดิม

คำถามที่พบบ่อย

ICO คืออะไร

ICO ย่อมาจาก Initial Coin Offering คือการที่โปรเจกต์คริปโตระดมทุนโดยขายเหรียญของตัวเองให้นักลงทุนผ่านระบบบล็อกเชน โดยนักลงทุนจะได้รับเหรียญแทนหุ้นบริษัท มักทำก่อนที่โปรเจกต์จะพัฒนาเสร็จจริง

ICO ต่างจาก IPO ยังไง

IPO ต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและได้รับหุ้นที่มีความเป็นเจ้าของบริษัท ส่วน ICO ทำผ่านสัญญาอัจฉริยะโดยตรง รวดเร็วและเข้าถึงง่ายกว่ามาก แต่ไม่มีใครคัดกรองคุณภาพก่อน จึงเสี่ยงสูงกว่า

ทำไม ICO ปี 2017 ถึงมีโปรเจกต์สแกมเยอะ

เพราะแค่มี Whitepaper ที่ดูน่าเชื่อถือและเปิดเว็บไซต์ก็รับเงินจากทั่วโลกได้แล้วโดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ ทำให้ทีมที่ไม่ตั้งใจสร้างของจริงเข้ามาหลอกเงินนักลงทุนได้ง่าย เช่นกรณี Bitconnect ที่สร้างความเสียหายกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตอนนี้ ICO ยังมีอยู่ไหม

ยังมีอยู่แต่บทบาทลดลงมาก เพราะโปรเจกต์ส่วนใหญ่หันไปใช้ IEO ผ่านกระดานเทรดหรือ IDO ผ่านกระดานแบบไร้ศูนย์กลางแทน เนื่องจากมีการคัดกรองคุณภาพในระดับหนึ่งและได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า

ICO Portal ในไทยคืออะไร

คือผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทำหน้าที่กลั่นกรองโปรเจกต์ก่อนนำเสนอขายให้นักลงทุนในประเทศไทย


📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่าไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101

บทความทั้งหมด