Governance Token และ DAO คืออะไร เข้าใจองค์กรที่ไม่มี CEO
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Governance Token และ DAO คืออะไร เข้าใจองค์กรที่ไม่มี CEO

governance token คือเหรียญที่ให้สิทธิ์โหวตทิศทางโปรโตคอล ส่วน dao คือองค์กรที่ตัดสินใจผ่านการโหวตบนบล็อกเชน เข้าใจกลไก เคส Uniswap MakerDAO และปัญหาที่ DAO เจอจริง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ปูพื้นฐาน DeFi ถ้ายังไม่รู้จัก DeFi แนะนำเริ่มจาก DeFi คืออะไร และ Smart Contract คืออะไร ก่อน จะอ่านบทความนี้สนุกขึ้นมาก

องค์กรทุกแบบที่เราคุ้นเคยล้วนมีคนคุมสูงสุดเสมอ บริษัทมี CEO และบอร์ดบริหาร ธนาคารมีคณะกรรมการ แม้แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่สมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกัน ก็ยังต้องเลือกตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตัดสินใจแทนทุกคน เหตุผลง่ายมาก คือการให้คนหลักพันหลักหมื่นมานั่งตัดสินใจทุกเรื่องพร้อมกันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในโลกจริง

แต่โลกคริปโตมีเงื่อนไขที่ต่างออกไป โปรโตคอลอย่าง Uniswap หรือ MakerDAO ทำงานด้วย Smart Contract ที่รันเองบนบล็อกเชนโดยไม่ต้องมีพนักงานนั่งเฝ้า คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครมีสิทธิ์แก้กฎของระบบพวกนี้ ใครตัดสินใจว่าจะเก็บค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ จะเพิ่มเหรียญอะไรเข้าระบบ ในเมื่อมันตั้งใจออกแบบมาไม่ให้มีเจ้าของคนเดียวตั้งแต่แรก คำตอบของโลก DeFi คือสองสิ่งที่ชื่อว่า Governance Token และ DAO

Governance Token คือเหรียญที่ให้สิทธิ์ผู้ถือในการโหวตกำหนดทิศทางของโปรโตคอล ยิ่งถือมากเสียงยิ่งดัง ส่วน DAO (Decentralized Autonomous Organization) คือรูปแบบองค์กรที่ไม่มี CEO ไม่มีบอร์ดบริหาร แต่ตัดสินใจร่วมกันผ่านการโหวตบนบล็อกเชน แล้วให้ Smart Contract เป็นผู้บังคับใช้ผลโหวตนั้นโดยอัตโนมัติ

พูดให้เห็นภาพที่สุด Governance Token คือ "บัตรลงคะแนน" ส่วน DAO คือ "ที่ประชุมผู้ถือหุ้น" ที่เปิดประชุมตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องจองห้อง ไม่ต้องมีประธานในที่ประชุม และมติที่ผ่านจะถูกโค้ดนำไปทำงานเองโดยไม่ต้องรอใครเซ็นอนุมัติ

โครงสร้างการตัดสินใจของบริษัทแบบเดิมที่คำสั่งไหลจากบนลงล่าง เทียบกับ DAO ที่ผู้ถือเหรียญทุกคนโหวตตรงเข้าสู่ Smart Contract โดยไม่มีลำดับชั้น

ภาพ: โครงสร้างการตัดสินใจของบริษัทแบบเดิมที่คำสั่งไหลจากบนลงล่าง เทียบกับ DAO ที่ผู้ถือเหรียญทุกคนโหวตตรงเข้าสู่ Smart Contract โดยไม่มีลำดับชั้น

กว่าจะมาเป็น Governance Token: บทเรียนราคาแพงจากยุค ICO

Governance Token ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากความพยายามแก้ปัญหาของยุคก่อนหน้า คือยุค ICO ช่วงปี 2017-2018 ที่โครงการคริปโตระดมทุนด้วยการขายเหรียญบนคำสัญญาล้วนๆ มูลค่าระดมทุนรวมพุ่งไปกว่าสองหมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกเพราะโครงการส่วนใหญ่ไม่มีผลิตภัณฑ์จริงให้ใช้

หนังสือ DeFi Farming 101 ที่เขียนกันไว้ตั้งแต่ยุคฟาร์มบูมปี 2021 สรุปจุดตายของ ICO ไว้ตรงๆ ว่าเหรียญจำนวนมากในยุคนั้นมีแต่ Story ไม่มีการใช้งานจริง เมื่อความคาดหวังพังลง มูลค่าก็หายไปด้วย บางเหรียญตลกร้ายกว่านั้นคือยังมีคนซื้อขายกันคึกคักทั้งที่ตัวโปรเจกต์ไม่มีใครใช้แล้วด้วยซ้ำ

ฝั่ง DeFi ที่เกิดตามมาเลือกเดินคนละทาง คือสร้างของให้คนใช้จริงก่อน แล้วค่อยออกเหรียญทีหลัง Uniswap เป็นตลาดแลกเปลี่ยนที่มีคนเทรดจริง Compound เป็นแพลตฟอร์มกู้ยืมที่มีเงินฝากจริง MakerDAO ผลิต Stablecoin ชื่อ Dai ที่คนถือใช้จริง ตัวเลขการใช้งานพวกนี้จับต้องได้ ตรวจสอบได้บนบล็อกเชน ซึ่งลบข้อครหาสำคัญที่สุดของยุค ICO ไปได้

แต่การใช้งานแพลตฟอร์มเฉยๆ ยังขาดชิ้นส่วนสุดท้ายของความเป็นเจ้าของ นั่นคือสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงและควบคุมระบบ นี่คือช่องว่างที่ Governance Token ถูกสร้างขึ้นมาเติมพอดี

เส้นทางสามช่วงจากยุค ICO ที่ขายความฝัน มาสู่ DeFi ที่มีการใช้งานจริง จนถึงการแจก Governance Token ให้ผู้ใช้งานเป็นเจ้าของร่วม

ภาพ: เส้นทางสามช่วงจากยุค ICO ที่ขายความฝัน มาสู่ DeFi ที่มีการใช้งานจริง จนถึงการแจก Governance Token ให้ผู้ใช้งานเป็นเจ้าของร่วม

จุดกำเนิดจริง: COMP แจกเหรียญให้ผู้ใช้ และ UNI แจกฟรีถึงบ้าน

เดือนมิถุนายน 2020 Compound แจกเหรียญ COMP ให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มตามสัดส่วนการฝากและกู้ กลายเป็นจุดกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า Liquidity Mining หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ Yield Farming ส่วน Uniswap ตามมาในเดือนกันยายนปีเดียวกันด้วยการ Airdrop เหรียญ UNI จำนวน 400 เหรียญให้ทุก Address ที่เคยใช้งาน แบบไม่บอกล่วงหน้า

สองเหตุการณ์นี้เปลี่ยนภาพของการแจกเหรียญไปตลอดกาล เพราะมันไม่ใช่การขายฝันเก็บเงินแบบ ICO แต่เป็นการกระจายอำนาจการปกครองให้คนที่ใช้งานระบบจริง ใครช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แพลตฟอร์ม คนนั้นได้สิทธิ์ร่วมกำหนดอนาคตของแพลตฟอร์ม แนวคิดนี้ยังช่วยกันปัญหาเหรียญกระจุกในมือคนไม่กี่คนที่คุมราคาได้ตามใจอีกด้วย

ในหนังสือเล่มเดิมมีเกร็ดที่เล่าไว้ว่า ราคา UNI ช่วงพีคเดือนพฤษภาคม 2021 เคยขึ้นไปแตะราวเหรียญละ 1,300 บาท แปลว่าคนที่ได้ Airdrop 400 UNI มาฟรีๆ ถือเงินมูลค่ากว่าห้าแสนบาทโดยไม่ได้ลงทุนอะไรเลยนอกจากเคยกดใช้งาน Uniswap ปรากฏการณ์นี้ถูกลอกเลียนไปทั่วทั้งวงการ จนทุกวันนี้การไล่ใช้โปรโตคอลใหม่เพื่อหวัง Airdrop ยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักล่าเหรียญอยู่เลย

เหตุการณ์ UNI Airdrop ปี 2020 ที่ Uniswap แจกเหรียญให้ทุกกระเป๋าที่เคยใช้งานแบบไม่บอกล่วงหน้า จุดต้นแบบของวัฒนธรรม Airdrop ทั้งวงการ

ภาพ: เหตุการณ์ UNI Airdrop ปี 2020 ที่ Uniswap แจกเหรียญให้ทุกกระเป๋าที่เคยใช้งานแบบไม่บอกล่วงหน้า จุดต้นแบบของวัฒนธรรม Airdrop ทั้งวงการ

DAO ทำงานยังไง: จากข้อเสนอ สู่การโหวต สู่โค้ดที่ทำงานเอง

กลไกหัวใจของ DAO คือวงจร Proposal หรือข้อเสนอ ใครก็ตามที่ถือเหรียญถึงเกณฑ์สามารถยื่นข้อเสนอเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลได้ จากนั้นผู้ถือเหรียญทั้งหมดใช้เหรียญเป็นคะแนนโหวตรับหรือปฏิเสธ ถ้าผ่าน ข้อเสนอจะเข้าช่วงหน่วงเวลาที่เรียกว่า Timelock ก่อนที่ Smart Contract จะบังคับใช้การเปลี่ยนแปลงนั้นจริง

ลองดูตัวอย่างจาก Compound ซึ่งเป็นระบบ Governance ยุคแรกที่วางโครงให้คนอื่นลอกตามทั้งวงการ เรื่องที่โหวตกันได้มีตั้งแต่เพิ่มเหรียญใหม่เข้าตลาด แก้สูตรอัตราดอกเบี้ย เปลี่ยนแหล่งข้อมูลราคา (Oracle) ไปจนถึงถอนเงินกองกลางออกมาใช้ โดยยุคแรกผู้ที่จะยื่นข้อเสนอต้องถือ COMP ราว 1% ของเหรียญทั้งหมด แล้วเปิดโหวตประมาณ 3 วัน ข้อเสนอที่ผ่านจะถูกพักใน Timelock อีกอย่างน้อย 2 วันก่อนมีผลจริง

ช่วงหน่วงเวลานี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมันคือกลไกความปลอดภัยชั้นสุดท้าย ถ้ามีข้อเสนอร้ายๆ ผ่านโหวตมาได้ ผู้ใช้ยังมีเวลาถอนเงินหนีออกจากระบบก่อนกฎใหม่จะเริ่มทำงาน เป็นการถ่วงดุลที่โลกบริษัทไม่มี เพราะมติบอร์ดบริษัทมีผลทันทีโดยผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มีทางรู้ล่วงหน้า

ฝั่ง MakerDAO ที่ได้ชื่อว่าเป็น DeFi โครงการแรกของโลกก็ใช้หลักเดียวกัน ผู้ถือเหรียญ MKR โหวตกำหนดพารามิเตอร์สำคัญของระบบ เช่น อัตราส่วนหลักประกันในการสร้างเหรียญ Dai และค่าธรรมเนียมต่างๆ เท่ากับว่านโยบายการเงินของ Stablecoin ตัวหนึ่งที่มีมูลค่าหมุนเวียนหลักพันล้านดอลลาร์ ถูกกำหนดโดยการยกมือของผู้ถือเหรียญล้วนๆ ไม่มีธนาคารกลาง ไม่มีผู้ว่าการ

วงจรการตัดสินใจของ DAO ตั้งแต่ยื่นข้อเสนอ เปิดโหวต หน่วงเวลาใน Timelock จนถึงขั้นที่ Smart Contract บังคับใช้ผลโหวตโดยอัตโนมัติ

ภาพ: วงจรการตัดสินใจของ DAO ตั้งแต่ยื่นข้อเสนอ เปิดโหวต หน่วงเวลาใน Timelock จนถึงขั้นที่ Smart Contract บังคับใช้ผลโหวตโดยอัตโนมัติ

ต่างจากถือหุ้นบริษัทตรงไหน

จุดต่างที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือ Governance Token ส่วนใหญ่ให้แค่สิทธิ์โหวต แต่ไม่ได้ให้สิทธิ์ในกระแสเงินสดของแพลตฟอร์มแบบอัตโนมัติเหมือนหุ้น หุ้นให้ทั้งเสียงในที่ประชุมและปันผลจากกำไร แต่เหรียญ Governance จำนวนมากเกิดมาพร้อมเสียงโหวตเปล่าๆ เพราะรายได้ของแพลตฟอร์มถูกจ่ายให้ผู้เพิ่มสภาพคล่องไปหมดแล้ว

นี่คือปมที่หนังสือ DeFi Farming 101 ตั้งเป็นคำถามคาไว้ตั้งแต่ปี 2021 ว่าสิทธิ์ในการควบคุมแพลตฟอร์มโดยไม่ได้รับผลตอบแทนควรมีมูลค่าเท่าไหร่กันแน่ ถึงขั้นตั้งชื่อบทแรงๆ ว่านี่คือสินทรัพย์ชนิดใหม่หรือแค่แชร์พีระมิดกันแน่ พร้อมเสนอเครื่องมือวัดมูลค่าที่ยืมมาจากตลาดหุ้นโดยตรง คือ P/E และ P/S

หลักคิดคือ DeFi มีการใช้งานจริง จึงมีตัวเลขให้คำนวณจริง P/S เทียบมูลค่าเหรียญกับรายได้รวมทั้งหมดที่ระบบสร้าง ส่วน P/E เทียบกับเฉพาะรายได้ส่วนที่ไหลกลับมาเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือเหรียญ เช่น เอาไปซื้อเหรียญคืน (Buyback) หรือแจกปันผล ตัวอย่างคลาสสิกในหนังสือคือ Uniswap ยุคนั้นเก็บค่าธรรมเนียมแล้วจ่ายให้ผู้เพิ่มสภาพคล่องทั้งหมด ตัวโปรโตคอลไม่มีรายได้เลย เท่ากับ UNI เป็นเหรียญที่มี P/S แต่ไม่มี P/E ขณะที่ MakerDAO เก็บดอกเบี้ยเข้าระบบแล้วเอาไปซื้อ MKR คืน จึงมีทั้งสองค่า

แต่หนังสือก็เตือนไว้ในบทเดียวกันว่าตัวเลขพวกนี้ใช้ตัดสินทุกอย่างไม่ได้ ยุคนั้น Compound มี P/E ต่ำกว่า Aave หลายเท่า แต่ราคาย้อนหลังกลับแพ้ เพราะ Aave ออกฟีเจอร์ใหม่ได้เร็วกว่า ตลาดจึงให้ค่ากับความสามารถของทีมมากกว่าอัตราส่วนถูกแพง ไม่ต่างจากหุ้นเทคโนโลยีที่ P/E สูงลิ่วแต่คนก็ยังแย่งกันซื้อ

หุ้นให้ทั้งสิทธิ์โหวตและส่วนแบ่งกำไรโดยอัตโนมัติ ขณะที่ Governance Token ส่วนใหญ่ให้สิทธิ์โหวตเป็นหลัก ส่วนผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละโปรโตคอล

ภาพ: หุ้นให้ทั้งสิทธิ์โหวตและส่วนแบ่งกำไรโดยอัตโนมัติ ขณะที่ Governance Token ส่วนใหญ่ให้สิทธิ์โหวตเป็นหลัก ส่วนผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละโปรโตคอล

ห้าปีต่อมา ตลาดตอบคำถามของหนังสือแล้ว: เคส UNIfication

ปลายเดือนธันวาคม 2025 คำถามที่ค้างมาตั้งแต่ยุคหนังสือได้คำตอบครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อ DAO ของ Uniswap โหวตผ่านข้อเสนอชื่อ UNIfication ด้วยเสียงท่วมท้น เปิดสวิตช์เก็บค่าธรรมเนียมเข้าโปรโตคอล (Fee Switch) เป็นครั้งแรก แล้วเอารายได้นั้นไปซื้อเหรียญ UNI จากตลาดมาเผาทิ้งถาวร พร้อมเผาเหรียญจากคลังอีก 100 ล้าน UNI ในคราวเดียว

แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ UNI ที่เคยเป็นเหรียญโหวตเปล่าๆ ไม่มี P/E มาตลอด ถูกชุมชนโหวตแปลงร่างให้กลายเป็นเหรียญที่มูลค่าผูกกับรายได้จริงของแพลตฟอร์ม ยิ่งคนเทรดเยอะ เหรียญยิ่งถูกเผาเยอะ อุปทานยิ่งลด เป็นการตอบโจทย์เดียวกับที่หุ้นตอบผู้ถือด้วยปันผล เพียงแต่มาในรูปการเผาเหรียญแทน และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงระดับนี้เกิดจากการโหวตของผู้ถือเหรียญ ไม่ใช่คำสั่ง CEO

เคสนี้พิสูจน์สองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือสิทธิ์โหวตมีมูลค่าจริง เพราะมันคืออำนาจในการตัดสินใจว่าวันหนึ่งรายได้ของโปรโตคอลจะไหลไปทางไหน เรื่องที่สองคือ DAO ตัดสินใจเรื่องใหญ่ได้จริง แม้จะใช้เวลานานหลายปีกว่าจะไปถึงจุดนั้นก็ตาม ฝั่ง MakerDAO เองก็ผ่านการโหวตปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เช่นกัน โดยชุมชนโหวตรีแบรนด์ทั้งระบบเป็น Sky ในปี 2024 พร้อมออกเหรียญเวอร์ชันใหม่ทั้ง Stablecoin (USDS) และเหรียญ Governance (SKY) เพื่อขยับให้ทันยุคที่กติกากำกับดูแลทั่วโลกเริ่มชัดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงจากมติ UNIfication ปลายปี 2025 ที่ทำให้โปรโตคอล Uniswap เริ่มเก็บส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมมาซื้อเหรียญ UNI ไปเผา ผูกมูลค่าเหรียญเข้ากับรายได้จริงเป็นครั้งแรก

ภาพ: การเปลี่ยนแปลงจากมติ UNIfication ปลายปี 2025 ที่ทำให้โปรโตคอล Uniswap เริ่มเก็บส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมมาซื้อเหรียญ UNI ไปเผา ผูกมูลค่าเหรียญเข้ากับรายได้จริงเป็นครั้งแรก

แล้วปัญหาล่ะ: เมื่อประชาธิปไตยเหรียญเจอโลกจริง

ฟังดูสวยงาม แต่การเอาการโหวตมาแทน CEO ก็สร้างปัญหาชุดใหม่ที่โลก DAO ยังแก้ไม่ตกจนถึงทุกวันนี้ ปัญหาใหญ่มีสามข้อ คือคนไม่มาโหวต วาฬเสียงดังเกินไป และการตัดสินใจที่ช้ากว่าบริษัทมาก

ข้อแรกคือ Voter Apathy หรืออาการเมินเฉยของผู้ถือเหรียญ งานศึกษาการโหวตใน DAO ใหญ่ๆ หลายชิ้นพบตรงกันว่าข้อเสนอทั่วไปมักมีเหรียญมาร่วมโหวตเป็นสัดส่วนแค่หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ของเหรียญทั้งหมด คนส่วนใหญ่ถือเหรียญเพื่อเก็งกำไร ไม่ได้อยากเป็นผู้ปกครองโปรโตคอล ภาพนี้คนไทยน่าจะนึกออกไม่ยาก เพราะมันคือภาพเดียวกับการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์บ้านเรา ที่รายย่อยจำนวนมากไม่เคยไปประชุมหรือส่งมอบฉันทะเลย ปล่อยให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่กี่รายชี้ขาดทุกวาระ หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ที่สมาชิกหลักหมื่นแต่วันประชุมใหญ่มีคนมาไม่เต็มห้อง DAO ก็เจอโรคเดียวกันเป๊ะ แค่ย้ายที่ประชุมขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชน

ข้อสองต่อเนื่องจากข้อแรก เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่โหวต เสียงที่เหลือก็ตกอยู่กับวาฬ ระบบหนึ่งเหรียญหนึ่งเสียงแปลว่าใครทุนหนาคนนั้นคุมมติได้ ต่างจากสหกรณ์ที่กฎหมายบังคับหนึ่งคนหนึ่งเสียงไม่ว่าจะถือหุ้นเท่าไหร่ ใน DAO ใหญ่ๆ กองทุนรายเดียวหรือกลุ่มพันธมิตรไม่กี่รายสามารถชี้ขาดผลโหวตได้บ่อยครั้ง จนมีคำเรียกแซะว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นธนาธิปไตย (Plutocracy) ที่แค่โปร่งใสกว่าเดิมเท่านั้น

สามปัญหาเรื้อรังของ DAO ได้แก่ ผู้ถือเหรียญส่วนใหญ่ไม่มาโหวต วาฬทุนหนาคุมผลมติ และกระบวนการตัดสินใจที่ช้ากว่าองค์กรแบบเดิมมาก

ภาพ: สามปัญหาเรื้อรังของ DAO ได้แก่ ผู้ถือเหรียญส่วนใหญ่ไม่มาโหวต วาฬทุนหนาคุมผลมติ และกระบวนการตัดสินใจที่ช้ากว่าองค์กรแบบเดิมมาก

ข้อสามคือความช้า บริษัทตัดสินใจเรื่องด่วนได้ในห้องประชุมเดียว แต่ DAO ต้องผ่านกระบวนการถกในฟอรัม ยื่นข้อเสนอ เปิดโหวตหลายวัน แล้วรอ Timelock อีกรอบ กว่ามติจะมีผลอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ เคสคลาสสิกคือ Arbitrum ปี 2023 ที่เปิด DAO พร้อมข้อเสนอแรก แต่ทีมงานขยับเหรียญมูลค่ามหาศาลไปก่อนที่ผลโหวตจะจบ ชุมชนจึงระเบิดความไม่พอใจว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะให้โหวตไปทำไม เป็นบทเรียนว่าการมี DAO แค่ในนามโดยอำนาจจริงยังอยู่ที่ทีมงาน อันตรายกว่าไม่มี DAO เสียอีก เพราะมันขายภาพการกระจายอำนาจที่ไม่มีอยู่จริง

The DAO ปี 2016: บรรพบุรุษที่ตายตั้งแต่เกิด

ก่อนที่ DAO ยุค DeFi จะรุ่งเรือง แนวคิดนี้เคยถูกทดลองครั้งแรกและล้มเหลวอย่างดังที่สุดมาแล้วในปี 2016 กับโครงการที่ชื่อตรงตัวว่า The DAO กองทุนรวมไร้ผู้จัดการบน Ethereum ที่ระดมทุนได้ราว 150 ล้านดอลลาร์ ก่อนถูกแฮกเกอร์เจาะช่องโหว่ในโค้ดดูดเงินออกไปราว 50 ล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัว

มรดกสองชิ้นที่วงการได้จากความล้มเหลวของ The DAO ปี 2016 คือกลไก Timelock ที่เปิดเวลาให้ผู้ใช้ถอนตัว และวัฒนธรรมการ Audit โค้ดก่อนเปิดใช้งานจริง

ภาพ: มรดกสองชิ้นที่วงการได้จากความล้มเหลวของ The DAO ปี 2016 คือกลไก Timelock ที่เปิดเวลาให้ผู้ใช้ถอนตัว และวัฒนธรรมการ Audit โค้ดก่อนเปิดใช้งานจริง

เหตุการณ์นั้นบานปลายถึงขั้นชุมชน Ethereum ต้องโหวตแยกเครือข่ายเป็นสองสาย (Ethereum กับ Ethereum Classic) และกลายเป็นบทเรียนก่อตั้งของวงการว่า องค์กรที่ปกครองด้วยโค้ดจะแข็งแรงได้แค่เท่าที่โค้ดของมันแข็งแรง เราเล่าเคสนี้แบบลงรายละเอียดทีละขั้นไว้แล้วในบทความ Smart Contract คืออะไร ใครอยากรู้ว่าช่องโหว่นั้นทำงานยังไงและทำไมถึงต้องแยกเชน ตามไปอ่านต่อได้เลย

จุดที่น่าคิดคือ DAO ยุคใหม่ทั้งหมดล้วนเกิดจากเถ้าถ่านของ The DAO ทั้งกลไก Timelock ที่เปิดเวลาให้หนี ทั้งวัฒนธรรมการตรวจสอบโค้ด (Audit) ก่อนเปิดใช้ ล้วนเป็นภูมิคุ้มกันที่วงการจ่ายค่าเล่าเรียนแพงมากเพื่อให้ได้มา

สรุป: DAO ยังเวิร์กอยู่ไหมในปี 2026

คำตอบตรงไปตรงมาคือ DAO ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่ก็ไม่ใช่ของเล่นที่ตายแล้ว มันพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าบริหารเงินกองกลางระดับพันล้านดอลลาร์และตัดสินใจเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ได้จริง อย่างเคส UNIfication และการรีแบรนด์เป็น Sky ขณะเดียวกันโรคเรื้อรังทั้งสามข้อก็ยังไม่หายไปไหน

ทิศทางที่วงการกำลังเดินคือการยอมรับว่าการโหวตดิบแบบหนึ่งเหรียญหนึ่งเสียงอย่างเดียวไม่พอ หลาย DAO หันไปใช้ระบบผู้แทน (Delegate) ให้ผู้ถือเหรียญมอบเสียงให้คนที่ตั้งใจทำการบ้านจริง บางแห่งทดลองการโหวตแบบถ่วงน้ำหนักใหม่ๆ เพื่อลดอิทธิพลวาฬ และอีกด้านหนึ่งกฎหมายก็เริ่มขยับตาม เช่น รัฐไวโอมิงของสหรัฐฯ ที่เปิดให้ DAO จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรูปแบบหนึ่งได้ตั้งแต่ปี 2021 ส่วนกฎหมายไทยปัจจุบันยังไม่มีสถานะรองรับ DAO เป็นการเฉพาะ ใครถือ Governance Token อยู่จึงควรเข้าใจว่าสิทธิ์ที่ถืออยู่นั้นบังคับใช้กันเองในโลกของโปรโตคอล ไม่ใช่สิทธิ์ตามกฎหมายแบบหุ้น

สำหรับคนที่เพิ่งเข้าวงการ สิ่งที่อยากให้จำจากบทความนี้มีข้อเดียว คือก่อนถือเหรียญ Governance ตัวไหน ให้ถามเสมอว่าเสียงโหวตของเหรียญนี้คุมอะไรได้จริงบ้าง รายได้ของโปรโตคอลไหลไปทางไหน และอำนาจโหวตกระจุกอยู่ในมือใคร สามคำถามนี้แยกเหรียญที่เป็นเจ้าของระบบจริงออกจากเหรียญที่มีคำว่า Governance ไว้ประดับการตลาดได้ชัดเจนที่สุด

สามคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนถือ Governance Token เพื่อแยกเหรียญที่ให้อำนาจเจ้าของจริงออกจากเหรียญที่ใช้คำว่า Governance เพื่อการตลาด

ภาพ: สามคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนถือ Governance Token เพื่อแยกเหรียญที่ให้อำนาจเจ้าของจริงออกจากเหรียญที่ใช้คำว่า Governance เพื่อการตลาด

คำถามที่พบบ่อย

Governance Token คืออะไร?

เหรียญที่ให้สิทธิ์ผู้ถือในการโหวตกำหนดทิศทางของโปรโตคอล เช่น ปรับค่าธรรมเนียม เพิ่มฟีเจอร์ หรือกำหนดการใช้เงินกองกลาง โดยทั่วไปยิ่งถือมากเสียงยิ่งมาก ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ UNI ของ Uniswap และ MKR ของ MakerDAO (ปัจจุบันคือ SKY)

DAO คืออะไร?

Decentralized Autonomous Organization คือองค์กรที่ไม่มีผู้บริหารสูงสุด แต่ตัดสินใจผ่านการโหวตของผู้ถือเหรียญบนบล็อกเชน แล้วให้ Smart Contract บังคับใช้ผลโหวตโดยอัตโนมัติ

ถือ Governance Token ต่างจากถือหุ้นยังไง?

หุ้นให้ทั้งสิทธิ์โหวตและสิทธิ์ในกำไรตามกฎหมาย ส่วน Governance Token ส่วนใหญ่ให้สิทธิ์โหวตเป็นหลัก ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละโปรโตคอล และไม่มีกฎหมายรองรับสถานะผู้ถือแบบผู้ถือหุ้น

DAO มีจุดอ่อนอะไรบ้าง?

สามเรื่องใหญ่คือ ผู้ถือเหรียญส่วนใหญ่ไม่มาโหวต (Voter Apathy) วาฬทุนหนาคุมผลมติได้เพราะระบบหนึ่งเหรียญหนึ่งเสียง และการตัดสินใจช้ากว่าบริษัทเพราะต้องผ่านกระบวนการโหวตและหน่วงเวลาหลายชั้น

The DAO ปี 2016 เกี่ยวอะไรกับ DAO ยุคนี้?

เป็นการทดลองแนวคิด DAO ครั้งแรกของโลกที่จบด้วยการถูกแฮกครั้งประวัติศาสตร์ จนชุมชน Ethereum แยกเป็นสองเครือข่าย บทเรียนจากเหตุการณ์นั้นกลายเป็นรากฐานความปลอดภัยของ DAO ยุคปัจจุบัน ทั้งกลไก Timelock และวัฒนธรรมการ Audit โค้ด


📖 เรื่อง Governance Token ทีมผู้เขียนเคยเล่าไว้ละเอียดตั้งแต่ยุคฟาร์มบูมในหนังสือ DeFi Farming 101 ปฐมบทระบบการเงินไร้ตัวกลาง ใครอยากเห็นบรรยากาศและวิธีคิดของยุคที่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่

บทความทั้งหมด