USDT vs USDC ต่างกันยังไง เลือกใช้ตัวไหนดี
16 August 2026•ความรู้พื้นฐาน•อ่าน 19 นาที•โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

USDT vs USDC ต่างกันยังไง เลือกใช้ตัวไหนดี

USDT กับ USDC ราคาเท่ากันที่ 1 ดอลลาร์ตลอด แต่ผู้ออกและวิธีค้ำประกันต่างกันคนละขั้ว บทความนี้เจาะทุกมิติ ตั้งแต่ผู้ออก ความโปร่งใสของสินทรัพย์หนุนหลัง เหตุการณ์หลุด peg จริงของทั้งคู่ การกำกับดูแลตามกฎ MiCA ไปจนถึงส่วนแบ่งตลาดจริงและควรเลือกใช้ตัวไหนตอนไหน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ "คริปโต 1-100" ของ Bitcoin Addict ต่อยอดจาก Stablecoin คืออะไร ซึ่งอธิบายภาพรวม Stablecoin ทุกประเภทไว้แล้ว บทความนี้จะเจาะเฉพาะการเปรียบเทียบสองเจ้าใหญ่ที่สุดในตลาดคือ USDT และ USDC อ่านเดี่ยวๆ ได้ ไม่ต้องอ่านบทความหลักก่อนก็เข้าใจ

เปิดกระดานเทรดคริปโตครั้งแรก แทบทุกคนจะเจอสองชื่อนี้วนเวียนอยู่แทบทุกคู่เทรด USDT และ USDC ราคาแทบจะเท่ากันตลอด แกว่งอยู่แถวๆ 1 ดอลลาร์เหมือนกันทั้งคู่ จนหลายคนอาจสงสัยว่าถ้าราคาเท่ากันแบบนี้ มันต่างกันตรงไหน ทำไมบางกระดานมีให้เลือกทั้งคู่ บางคนก็ยืนยันจะใช้ USDT เท่านั้น บางคนก็บอกว่า USDC ปลอดภัยกว่า

คำตอบสั้นๆ คือทั้งสองตัวเป็น Stablecoin ประเภท Fiat-backed เหมือนกัน คือมีบริษัทเก็บเงินดอลลาร์จริงไว้ค้ำประกันแล้วสร้างเหรียญออกมาในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แต่ "บริษัทที่ค้ำ" กับ "วิธีค้ำ" ของทั้งคู่ต่างกันคนละขั้ว และความต่างตรงนี้เองที่ทำให้คนหนึ่งเลือก USDT อีกคนเลือก USDC โดยไม่ได้มโนเอาเอง บทความนี้จะพาไล่ทีละมิติ ตั้งแต่ใครเป็นผู้ออก ความโปร่งใสของสินทรัพย์หนุนหลัง เหตุการณ์ที่แต่ละตัวเคยหลุด peg มาแล้วจริง ไปจนถึงการกำกับดูแลและปริมาณการใช้งานจริงในตลาด

ราคาของ USDT และ USDC เท่ากันที่ 1 ดอลลาร์ตลอด แต่บริษัทผู้ออกและวิธีค้ำประกันต่างกันคนละแบบ

ภาพ: แม้ราคาของ USDT และ USDC จะแกว่งอยู่ที่ 1 ดอลลาร์เหมือนกันตลอด แต่บริษัทผู้ออกและวิธีค้ำประกันเบื้องหลังต่างกันคนละแบบ

ผู้ออกคือใคร Tether กับ Circle มาจากไหน

USDT เป็น Stablecoin ตัวแรกที่เกิดขึ้นบนโลก Cryptocurrency ถือกำเนิดในปี 2014 โดยบริษัท Tether Limited หลักการง่ายๆ คือถ้าต้องการ USDT ก็นำเงินสดสกุลดอลลาร์ไปแลกกับ Tether จากนั้น Tether จะเก็บเงินสดนั้นไว้ในคลังสำรอง (Reserve) แล้วสร้าง (Mint) USDT มาให้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ในทางทฤษฎี ช่วงแรกสุด USDT ถูกใช้งานบน Omni Layer ซึ่งเป็นเลเยอร์ที่วางอยู่บนบล็อกเชนของ Bitcoin และใช้งานหลักอยู่บน Bitfinex กระดานเทรดที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ด้วยความที่เป็น Stablecoin เจ้าเดียวในตลาด ณ ตอนนั้น USDT จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเดือนกันยายน 2017 Tether เพิ่มการใช้งาน USDT บนมาตรฐาน ERC-20 ของ Ethereum ทำให้ขยายไปใช้งานได้กว้างขวางกว่าเดิมมากจนถึงทุกวันนี้

USDC เกิดทีหลังในปี 2018 ผู้ออกคือ Centre Consortium ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสองบริษัทคือ Coinbase กระดานเทรดอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ กับ Circle บริษัทฟินเทค จุดตั้งต้นของ USDC ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าต้องการสร้าง Fiat-backed Stablecoin ที่โปร่งใสกว่า USDT ที่เปิดตัวมาก่อนหน้าและมีประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ค้ำประกันสะสมมาตลอด Circle เองมีใบอนุญาต Money Transmitter ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ แบบเดียวกับที่ PayPal, Stripe และ Apple Pay ต้องมี ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่บังคับให้ต้องดำเนินธุรกิจโอนเงินภายใต้กรอบกำกับดูแลของแต่ละรัฐ ไม่ใช่แค่เปิดบริษัทแล้วออกเหรียญได้เลยแบบไม่มีใครตรวจสอบ

เทียบผู้ออกทั้งสองฝั่ง Tether Limited เกิดก่อนปี 2014 ส่วน Centre Consortium โดย Coinbase และ Circle เกิดปี 2018

ภาพ: เทียบจุดเริ่มต้นของผู้ออกทั้งสองฝั่ง USDT เกิดก่อนในฐานะ Stablecoin ตัวแรกของตลาด ส่วน USDC เกิดทีหลังโดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกที่โปร่งใสกว่า

ข้อมูลล่าสุด: Circle เข้าจดทะเบียนใน NYSE จริงในเดือนมิถุนายน 2025 เป็นบริษัทออก Stablecoin รายแรกๆ ของโลกที่เป็นบริษัทมหาชน ส่วน Tether ยังเป็นบริษัทเอกชน offshore เหมือนเดิม

ความโปร่งใสของสินทรัพย์หนุนหลัง จุดที่ต่างกันชัดที่สุด

เนื่องจากการเป็น Stablecoin ตัวแรกในตลาด USDT ผ่านมรสุมเรื่องความน่าเชื่อถือมาไม่น้อย ช่วงต้นปี 2015 เคยมีข่าวลือว่า Tether เก็บเงินสดในคลังสำรองไม่เพียงพอต่อจำนวน USDT ที่สร้างออกมา รวมถึงมีปัญหาสภาพคล่องไม่พอต่อความต้องการในตลาดบางช่วง เพื่อคลี่คลายข้อกังขานี้ Tether จึงต้องจัดทำรายงานแสดงรายการสินทรัพย์ค้ำประกันให้นักลงทุนดูทุกไตรมาส แต่จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือรายงานนี้เป็นเพียง "หนังสือรับรองโดยความเห็นทางบัญชี" (Attestation) เท่านั้น ไม่ใช่การตรวจสอบบัญชีแบบเต็มรูปแบบ (Full Audit)

สินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ปนกันอยู่หลายประเภท

  • เงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด
  • เงินฝากระยะสั้น
  • หุ้นกู้
  • โลหะมีค่า
  • สินเชื่อมีหลักประกัน
  • Bitcoin
  • การลงทุนรูปแบบอื่นๆ

โดยมีเงินดอลลาร์ที่เป็นเงินสดจริงๆ อยู่เพียง 0.4% เท่านั้นของสินทรัพย์ทั้งหมด ตามรายงานไตรมาส 2 ปี 2023 ของ Tether ระบุว่าบริษัททำกำไรกว่า 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนที่ถืออยู่ในคลังสำรอง เป็นสัญญาณว่าคลังสำรองมีมูลค่ามากกว่า USDT ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด นักลงทุนจึงยังสามารถถอนคืนเป็นดอลลาร์ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ได้ตามทฤษฎี

สัดส่วนสินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสดตรงๆ กระจายอยู่ในหุ้นกู้ โลหะมีค่า และเงินกู้มีหลักประกัน

ภาพ: แสดงว่าสินทรัพย์ค้ำประกันของ USDT ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสดตรงๆ แต่กระจายอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่นเป็นหลัก มีเงินสดจริงเพียง 0.4% เท่านั้น

ฝั่ง USDC วางตัวเองต่างออกไปตั้งแต่ต้น สินทรัพย์ค้ำประกันของ USDC ถูกจัดเก็บไว้กับสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงอย่าง BlackRock และ Bank of New York Mellon และมีการตรวจสอบบัญชีทุกเดือนโดย Grant Thornton LLP ตามรายงานสถานะทางการเงินวันที่ 30 พฤศจิกายน 2023 สินทรัพย์ค้ำประกันของ USDC ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล 92% และเงินสด 8% นักลงทุนสามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะคลังสำรองของ Circle ได้แบบเรียลไทม์ผ่านหน้าเว็บของบริษัทเอง

เทียบความถี่และความละเอียดของการเปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกัน USDC มีทั้งตรวจสอบรายเดือนและแดชบอร์ดเรียลไทม์

ภาพ: เทียบความถี่และความละเอียดของการเปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกัน จุดต่างหลักคือ USDT ยังเป็นรายงานเชิงบัญชีรายไตรมาส ขณะที่ USDC มีทั้งการตรวจสอบรายเดือนและแดชบอร์ดเรียลไทม์

ข้อมูลล่าสุด: เดือนมีนาคม 2026 Tether ประกาศว่าจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับ Big Four เข้ามาทำ Full Audit เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท หลังจากใช้วิธี Attestation รายไตรมาสจาก BDO มาตลอด แต่ ณ ตอนที่เขียนบทความนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่มีรายงานผลสรุป

มรสุมความน่าเชื่อถือ ตอนที่ทั้งคู่เคยหลุด peg มาแล้วจริง

กว่าจะมี Stablecoin ที่เสถียรภาพแบบทุกวันนี้ ยุคบุกเบิกของ USDT เองก็เคยผ่านช่วงที่ตรึงมูลค่าที่ 1 ดอลลาร์ไม่ได้มาก่อน เคยมีช่วงที่ราคาร่วงลงไปเทรดกันที่ 0.6 ดอลลาร์ต่อ 1 USDT เลยทีเดียว ซึ่งเป็นผลรวมจากทั้งข่าวลือเรื่องเงินสำรองไม่พอและสภาพคล่องที่ยังบางในตลาดยุคแรกที่มีผู้เล่นน้อยราย เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับความโปร่งใสของ USDT มาตั้งแต่ตอนนั้นและกลายเป็นแรงกดดันให้ต้องเริ่มออกรายงานสินทรัพย์ค้ำประกันในเวลาต่อมา

ยุคบุกเบิกก่อนตลาดคริปโตมีผู้เล่นมาก USDT เคยหลุด peg รุนแรงจนราคาร่วงไปเหลือ 0.6 ดอลลาร์

ภาพ: ในยุคบุกเบิกก่อนตลาดคริปโตจะมีผู้เล่นมากอย่างทุกวันนี้ USDT เคยหลุด peg รุนแรงจนราคาร่วงไปเหลือ 0.6 ดอลลาร์

ฝั่ง USDC เองก็ไม่ได้รอดพ้นจากเหตุการณ์หลุด peg เช่นกัน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2023 ธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ในสหรัฐฯ ล้มละลายและถูกทางการเข้าควบคุมกิจการ ปัญหาคือ Circle มีเงินสดสำรองส่วนหนึ่งราว 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 8% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด ฝากอยู่ที่ SVB พอดี เมื่อ Circle แจ้งข่าวนี้ต่อสาธารณะ ตลาดแพนิคทันที ราคา USDC ร่วงลงไปแตะราวๆ 0.87 ดอลลาร์ในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 มีนาคม และยังคงเทรดต่ำกว่า 1 ดอลลาร์อยู่ตลอดสุดสัปดาห์นั้น ก่อนจะกลับมายืนที่ 1 ดอลลาร์ได้ในเวลาราว 3 วัน หลังหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ประกาศว่าผู้ฝากเงินทุกรายของ SVB จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

"ผู้ฝากเงินจะเข้าถึงเงินของตนได้ทั้งหมดตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม และจะไม่มีความสูญเสียใดจากการจัดการปิดกิจการ Silicon Valley Bank ที่ผู้เสียภาษีต้องแบกรับ"

แถลงการณ์ร่วมของ Janet Yellen รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ, Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และ Martin Gruenberg ประธาน FDIC (12 มีนาคม 2023) ต้นฉบับ "Depositors will have access to all of their money starting Monday, March 13. No losses associated with the resolution of Silicon Valley Bank will be borne by the taxpayer."

อีกเคสที่ควรเทียบคู่กันตรงๆ คือช่วงที่ระบบนิเวศ Terra ล่มสลายในเดือนพฤษภาคม 2022 เหรียญ UST ซึ่งเป็น Algorithmic Stablecoin ของ Terra หลุด peg รุนแรงจนราคาร่วงไปเหลือไม่ถึง 1 ดอลลาร์แล้วดิ่งต่อจนแทบไร้ค่า เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วตลาด ส่วนหนึ่งเพราะชื่อ UST กับ USDT คล้ายกัน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดและแห่กันไถ่ถอน USDT ตามไปด้วย ผลคือ USDT เจอแรงเทขาย/ไถ่ถอนหนักในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ราคาร่วงลงไปแตะราว 0.97 ดอลลาร์ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2022 ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดย Tether ยังคงดำเนินการไถ่ถอนคืนเป็นเงินดอลลาร์ตามคำขอต่อเนื่องได้จริง รวมมูลค่าไถ่ถอนกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสัปดาห์เดียว โดยไม่มีการระงับหรือหยุดรับคำขอถอนแต่อย่างใด

USDT หลุด peg จากเหตุ Terra/UST ล่ม (พ.ค. 2022): 9 พ.ค. ก่อนเกิดเหตุ $1.00, 12 พ.ค. จุดต่ำสุด $0.97, 13 พ.ค. ฟื้นตัว $1.00

USDC หลุด peg จากเหตุ Silicon Valley Bank ล้ม (มี.ค. 2023): 9 มี.ค. ก่อนเกิดเหตุ $1, 11 มี.ค. จุดต่ำสุด $0.87, 13 มี.ค. ฟื้นตัว $1.00

สองเหตุการณ์นี้บอกอะไรได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ต่อให้เป็น Stablecoin ที่ผู้ออกโปร่งใสแค่ไหน ก็ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เสมอ กรณี USDT คือความเสี่ยงจากสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือของผู้ออกเอง ส่วนกรณี USDC คือความเสี่ยงจากธนาคารคู่สัญญาที่เก็บเงินสำรองไว้ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ถ้าเทียบตัวเลขความรุนแรงของการหลุด peg ตรงๆ ระหว่างสองเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันที่สุด (แรงเทขาย/ไถ่ถอนจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ) USDC ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันโปร่งใสและปลอดภัยกว่าตามรายงานที่เปิดเผยออกมา กลับหลุด peg รุนแรงกว่า (ร่วงไป 0.87 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13%) เมื่อเทียบกับ USDT ที่ร่วงไปเพียง 0.97 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3% ในเหตุการณ์ Terra ทั้งที่แรงกดดันด้านการไถ่ถอนของ USDT ในครั้งนั้นสูงกว่ามากในแง่มูลค่ารวม

เหตุผลหลักไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินทรัพย์ แต่อยู่ที่กลไกสภาพคล่องตอนวิกฤต เคส USDC เกิดขึ้นช่วงเย็นวันศุกร์ที่ธนาคารและตลาดพันธบัตรในสหรัฐฯ ปิดทำการยาวไปจนถึงวันจันทร์ คู่ค้าที่ทำหน้าที่แลกคืน USDC เป็นเงินสดจึงทำงานไม่ได้ชั่วคราว ราคาเลยยิ่งหลุด peg หนักขึ้นจากภาวะตื่นตระหนกที่ไม่มีใครรับซื้อคืนได้ทันที ในขณะที่ USDT ผ่านการทดสอบด้วยแรงไถ่ถอนจริงมาแล้วหลายรอบตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้แม้ความโปร่งใสของสินทรัพย์จะยังเป็นรองอยู่ แต่ในแง่ "พิสูจน์ตัวเองผ่านวิกฤตจริงมาแล้วนานกว่า" USDT กลับมีสถิติที่ดีกว่า สรุปสั้นๆ คือ USDC ปลอดภัยกว่าในแง่คุณภาพสินทรัพย์และความโปร่งใส แต่ USDT มีสภาพคล่องเชิงปฏิบัติที่ผ่านบทพิสูจน์มายาวนานกว่า สองมุมนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นคนละมิติของคำว่า "น่าเชื่อถือ" ที่ควรมองแยกกัน

เทียบความรุนแรงการหลุด peg สองเหตุการณ์ใกล้เคียงกันที่สุด USDC จาก SVB ร่วงหนักกว่า USDT จาก Terra/UST

ภาพ: เทียบความรุนแรงของการหลุด peg สองเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันที่สุด USDC ที่สินทรัพย์ปลอดภัยกว่ากลับหลุด peg หนักกว่า เพราะกลไกสภาพคล่องติดขัดช่วงวันหยุดธนาคาร ขณะที่ USDT ผ่านแรงไถ่ถอนที่หนักกว่าได้โดยไม่ระงับการถอน

การกำกับดูแลและใบอนุญาต ใครถูกจับตามากกว่ากัน

ความรวมศูนย์ (Centralized) ของ Fiat-backed Stablecoin คือดาบสองคม ข้อดีคือมีผู้ออกที่รับผิดชอบชัดเจน แต่ข้อเสียคือผู้คุมกฎในแต่ละประเทศสามารถสั่งอายัดบัญชีได้ทุกเมื่อหากตรวจพบพฤติกรรมต้องสงสัย ทั้ง USDT และ USDC เคยถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งอายัดบัญชีมาแล้วทั้งคู่ ไม่ใช่ตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น

เคสที่ชัดที่สุดของฝั่ง USDC เกิดขึ้นตอนที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ สั่งให้ Circle ล็อก (Freeze) USDC มูลค่า 75,000 ดอลลาร์จากทั้งหมด 44 กระเป๋าที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ เนื่องจากต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่าน Tornado Cash ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยปกปิดธุรกรรม เหตุการณ์นี้กลายเป็นตัวอย่างที่ชุมชนคริปโตหยิบมาพูดถึงบ่อยเวลาพูดถึงความเสี่ยงจากความรวมศูนย์ของ Fiat-backed Stablecoin เพราะแสดงให้เห็นชัดว่าผู้ออกสามารถสั่งอายัดกระเป๋าใครก็ได้ตามคำสั่งรัฐ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมูลค่าตลาดของ USDC ก็ลดลงจากราว 50,000 ล้านดอลลาร์เหลือเพียง 25,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งน่าจะมาจากหลายปัจจัยรวมกันมากกว่าเคสนี้เพียงอย่างเดียว ทั้งภาวะตลาดหมีตลอดปี 2022 และแรงกระเพื่อมจากการล่มสลายของ FTX ปลายปีเดียวกัน ไม่ใช่ผลจากการอายัด 75,000 ดอลลาร์เพียงจุดเดียว

ในแง่โครงสร้างการกำกับดูแล Circle อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายสหรัฐฯ ชัดเจนกว่าผ่านใบอนุญาต Money Transmitter และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบบัญชีเป็นระยะ ขณะที่ Tether เลือกดำเนินธุรกิจแบบ offshore เป็นหลัก ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลของสหรัฐฯ โดยตรงในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Tether เคลื่อนไหวได้คล่องตัวกว่าในหลายตลาด แต่ก็แลกมากับความไว้วางใจเชิงกำกับดูแลที่น้อยกว่าในสายตาสถาบันการเงินบางกลุ่ม

สถานะการกำกับดูแลล่าสุด USDC ผ่านเกณฑ์ MiCA ของยุโรปได้ ขณะที่ USDT ยังไม่ผ่านเกณฑ์เดียวกัน

ภาพ: เทียบสถานะการกำกับดูแลล่าสุด USDC ผ่านเกณฑ์กำกับดูแลของยุโรปได้ ขณะที่ USDT ยังไม่ผ่านเกณฑ์เดียวกัน

ข้อมูลล่าสุด: ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 กฎ MiCA ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ทำให้ USDT ไม่มีช่องทางถูกกฎหมายซื้อขายบนกระดานเทรดที่มีใบอนุญาตในยุโรปอีกต่อไป เพราะ Tether เลือกไม่ยื่นขอใบอนุญาตตามเกณฑ์นี้ ขณะที่ Circle ได้ใบอนุญาต Electronic Money Institution (EMI) ทำให้ USDC และ EURC กลายเป็นตัวเลือกหลักที่กระดานเทรดยุโรปให้บริการได้ตามกฎหมาย

ใครใหญ่กว่ากันจริงในตลาด

ต่อให้มีประเด็นเรื่องความโปร่งใสมาตลอด แต่ในแง่ปริมาณการใช้งานจริง USDT ยังคงทิ้งห่าง USDC ไม่เห็นฝุ่น ข้อมูลวันที่ 17 มกราคม 2024 ระบุว่า USDT มีมูลค่าตลาดรวม 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของมูลค่า Stablecoin ทั้งหมดในตลาด และรองรับการใช้งานบนบล็อกเชนได้มากถึง 61 เครือข่าย ส่วน USDC ในวันที่ 12 มกราคม 2024 มีอุปทานอยู่ที่ 25,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ผลของกฎ MiCA ที่มีผลเต็มรูปแบบกลางปี 2026 กระดานเทรดยุโรปเลือกให้บริการ USDC ต่อได้แต่ต้องถอด USDT ออก

ภาพ: ผลของกฎ MiCA ที่มีผลเต็มรูปแบบกลางปี 2026 ทำให้กระดานเทรดยุโรปเลือกให้บริการ USDC ต่อได้ แต่ต้องถอด USDT ออก

ตัวเลขชุดนี้เป็นข้อมูล ณ ต้นปี 2024 ห่างจากปัจจุบันพอสมควร เพื่อความอัปเดต ข้อมูลล่าสุดพบว่าจนถึงช่วงกลางปี 2026 มูลค่าตลาดรวมของ Stablecoin ทั้งหมดขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย USDT ยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าตลาดราว 184,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 59% ของตลาด Stablecoin ทั้งหมด ส่วน USDC ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 24% แม้สัดส่วนของ USDT จะลดลงจาก 70% เหลือ 59% แต่ในแง่มูลค่าตลาดสัมบูรณ์ก็ยังทิ้งห่าง USDC อยู่มากกว่าสองเท่าตัว ที่น่าสนใจคือ USDC เติบโตในอัตราเปอร์เซ็นต์ที่เร็วกว่า USDT ต่อเนื่องมาสองปีติดต่อกัน สะท้อนว่าช่องว่างกำลังแคบลงเรื่อยๆ แม้จะยังไม่ใกล้เคียงกันก็ตาม

ความใหญ่ของ USDT ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขมูลค่าตลาด แต่รวมถึงความครอบคลุมของเครือข่ายที่รองรับและสภาพคล่องที่เข้าถึงได้ในแทบทุกกระดานเทรดทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) หลายประเทศที่การเข้าถึงบัญชีธนาคารดอลลาร์โดยตรงทำได้ยาก USDT มักเป็นตัวเลือกแรกที่คนในพื้นที่เหล่านั้นเลือกใช้เป็นสะพานเข้าถึงมูลค่าดอลลาร์ เพราะหาซื้อขายได้ง่ายที่สุดและมีคู่เทรดมากที่สุดแทบทุกที่ นอกจาก USDT แล้ว Tether ยังออก Stablecoin สกุลเงินอื่นเพิ่มเติมด้วย เช่น CNHT (หยวน) EURT (ยูโร) MXNT (เปโซเม็กซิโก) และสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง XAUT (ทองคำ)

เทียบส่วนแบ่งตลาดของ USDT และ USDC ระหว่างต้นปี 2024 กับกลางปี 2026 USDT ยังครองตลาดอยู่มาก

ภาพ: เทียบส่วนแบ่งตลาดของ USDT และ USDC ระหว่างต้นปี 2024 กับกลางปี 2026 แสดงให้เห็นว่า USDT ยังครองตลาดอยู่มากแม้สัดส่วนจะลดลงบ้าง

กระดานเทรดไทยกับ USDT และ USDC ต่างกันตรงไหน

สำหรับคนไทยที่เทรดคริปโตผ่านกระดานที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. อย่าง Bitkub ทั้ง USDT และ USDC มีคู่เทรดกับเงินบาทให้เลือกใช้งานทั้งคู่ (USDT/THB และ USDC/THB) โดย USDT/THB มักเป็นคู่เทรดที่มีปริมาณการซื้อขายสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลกที่ USDT มีสภาพคล่องนำหน้าอยู่มาก คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องโอนมูลค่าข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเพื่อการค้าออนไลน์กับต่างประเทศหรือรับส่งเงินกับญาติที่ทำงานต่างแดน ก็มักคุ้นเคยกับการใช้ USDT เป็นสะพานพักมูลค่าระหว่างทางมากกว่า USDC เพราะหาซื้อขายได้ง่ายกว่า แม้จะไม่มีตัวเลขนับแยกพฤติกรรมนี้ของคนไทยอย่างเป็นทางการก็ตาม ส่วน USDC มักถูกเลือกใช้ในกลุ่มที่ให้น้ำหนักกับความโปร่งใสของผู้ออกเป็นพิเศษ หรือใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม DeFi และบริการต่างประเทศที่รองรับ USDC เป็นหลัก

สรุปแล้วเลือกใช้ตัวไหนตอนไหนดี

คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะ USDT และ USDC เหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน สรุปจากข้อเท็จจริงข้างต้นได้ดังนี้

USDT เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการสภาพคล่องสูงสุดและความครอบคลุมกว้างที่สุด เพราะมีคู่เทรดและรองรับเครือข่ายบล็อกเชนมากที่สุดในตลาด เข้าถึงง่ายแทบทุกกระดานเทรดทั่วโลกรวมถึงตลาดเกิดใหม่ และมีระยะเวลาพิสูจน์ตัวเองในตลาดยาวนานที่สุดในบรรดา Stablecoin ทั้งหมด

USDC เหมาะกับสถานการณ์ที่ให้น้ำหนักกับความชัดเจนด้านการกำกับดูแลและความถี่ของการตรวจสอบบัญชีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินหรือแพลตฟอร์มในยุโรปที่ต้องปฏิบัติตามกฎ MiCA ซึ่ง ณ ตอนนี้ USDC เป็นตัวเลือกที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ ในขณะที่ USDT ยังไม่ผ่านเกณฑ์เดียวกัน

สิ่งที่เหมือนกันทั้งคู่คือทั้งสองตัวยังเป็น Stablecoin แบบรวมศูนย์ (Centralized) มีผู้ออกเป็นบริษัทจริงที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้คุมกฎได้ทุกเมื่อ และมีความเสี่ยงจากผู้ออก (Issuer Risk) ที่ไม่มีทางหายไปได้ทั้งหมดไม่ว่าจะโปร่งใสแค่ไหนก็ตาม การกระจายการถือครองไปในหลายสินทรัพย์แทนที่จะพึ่งพาตัวเดียวทั้งหมด จึงเป็นแนวทางที่หลายคนในตลาดเลือกใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากผู้ออกรายใดรายหนึ่ง

สรุปจุดเด่นแต่ละฝั่ง USDT ชนะด้านสภาพคล่องและความครอบคลุม USDC ชนะด้านความโปร่งใสและการกำกับดูแล

ภาพ: สรุปจุดเด่นของแต่ละฝั่งแบบเทียบกันตรงๆ USDT ชนะด้านสภาพคล่องและความครอบคลุม ส่วน USDC ชนะด้านความโปร่งใสและการกำกับดูแล

คำถามที่พบบ่อย

USDT กับ USDC ต่างกันยังไง?

USDT ออกโดย Tether Limited เปิดตัวปี 2014 เป็น Stablecoin ตัวแรกของตลาด เปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกันเป็นรายงานเชิงบัญชีรายไตรมาส ส่วน USDC ออกโดย Centre Consortium (Coinbase และ Circle) เปิดตัวปี 2018 เปิดเผยสินทรัพย์ค้ำประกันละเอียดกว่าและมีการตรวจสอบทุกเดือน ทั้งคู่ตรึงมูลค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์เหมือนกันแต่มีระดับความโปร่งใสและการกำกับดูแลต่างกัน

USDT คือเหรียญอะไร?

USDT หรือ Tether USD คือ Stablecoin ประเภท Fiat-backed ที่มีมูลค่าตรึงกับดอลลาร์สหรัฐฯ ออกโดยบริษัท Tether Limited เป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดและใช้งานแพร่หลายที่สุดในตลาดคริปโตปัจจุบัน

USDC คือเหรียญอะไร?

USDC หรือ USD Coin คือ Stablecoin ประเภท Fiat-backed ที่มีมูลค่าตรึงกับดอลลาร์สหรัฐฯ เช่นกัน ออกโดย Centre Consortium ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Coinbase และ Circle เน้นจุดขายเรื่องความโปร่งใสของสินทรัพย์ค้ำประกัน

USDT หรือ USDC เคยหลุด peg บ้างไหม?

เคยทั้งคู่ USDT ในยุคแรกเริ่มเคยร่วงลงไปเทรดที่ 0.6 ดอลลาร์จากปัญหาความน่าเชื่อถือและสภาพคล่องที่ยังบาง ส่วน USDC เคยร่วงลงไปแตะ 0.87 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2023 จากปัญหาธนาคาร Silicon Valley Bank ล้มละลาย ก่อนทั้งคู่จะกลับมายืนที่ 1 ดอลลาร์ได้ในเวลาต่อมา

ทำไม USDT ถึงมีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า USDC มาก?

ส่วนหนึ่งเพราะ USDT เกิดก่อนและมีระยะเวลาสร้างสภาพคล่องในตลาดยาวนานกว่า อีกส่วนเพราะ USDT รองรับเครือข่ายบล็อกเชนได้หลากหลายกว่าและเป็นที่นิยมเป็นพิเศษในตลาดเกิดใหม่ที่การเข้าถึงดอลลาร์ผ่านช่องทางธนาคารปกติทำได้ยาก

📖 เรื่องนี้ผู้เขียนเล่ารายละเอียดไว้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101 หาซื้อฉบับเต็มได้ที่นี่ ส่วนข้อมูลการกำกับดูแลและตัวเลขตลาดล่าสุดที่เกิดขึ้นหลังหนังสือตีพิมพ์ ผู้เขียนตรวจสอบเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวภายนอกและระบุแยกไว้ชัดเจนในแต่ละจุด

📌 อ่านเพิ่มเติม: USDT vs USDC ต่างกันยังไง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าว Tether (USDT) ทั้งหมด →

บทความทั้งหมด