Larry Fink คือใคร ประวัติ CEO BlackRock จากคนเมิน Bitcoin สู่ผู้นำ Bitcoin ETF ใหญ่สุดในโลก
08 October 2026•บทความ•อ่าน 44 นาที•โดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

Larry Fink คือใคร ประวัติ CEO BlackRock จากคนเมิน Bitcoin สู่ผู้นำ Bitcoin ETF ใหญ่สุดในโลก

ประวัติ Larry Fink ผู้ก่อตั้ง BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก จากคนที่เคยเรียก Bitcoin ว่าดัชนีการฟอกเงิน สู่ผู้เปิดกองทุน IBIT ที่ถือ Bitcoin มากที่สุด และผู้ผลักดัน Tokenization

Larry Fink คือผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ BlackRock บริษัทจัดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ดูแลสินทรัพย์ของลูกค้ารวม 15.344 ล้านล้านดอลลาร์ ในวงการคริปโต ชื่อของเขาผูกอยู่กับการเปลี่ยนความคิดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวอลล์สตรีท จากคนที่เคยเรียก Bitcoin ว่า "ดัชนีการฟอกเงิน" ในปี 2017 มาเป็นผู้นำบริษัทที่ออก iShares Bitcoin Trust ETF หรือ IBIT กองทุน Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่องของ Fink น่าสนใจเพราะเขาไม่ใช่คนในวงการคริปโตมาตั้งแต่ต้น เขาเป็นนักค้าตราสารหนี้ที่เคยขาดทุนครั้งใหญ่ในวัยหนุ่ม แล้วสร้างบริษัทที่ยึดเรื่องการบริหารความเสี่ยงเป็นแก่น จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนแทบทุกแห่งในสหรัฐ การที่คนแบบนี้หันมาสนับสนุน Bitcoin และผลักดันแนวคิด Tokenization จึงเป็นสัญญาณที่ตลาดทั้งโลกจับตา บทความนี้ไล่ประวัติของเขาตั้งแต่วัยเด็กใน Los Angeles จนถึงเดือนตุลาคม 2026 ตัวเลขสำคัญอ้างอิงจากเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เว็บไซต์ทางการของ BlackRock และสื่อการเงินหลัก

Larry Fink ซีอีโอ BlackRock ระหว่างพบกรรมาธิการยุโรปที่นิวยอร์ก เมษายน 2025

Larry Fink ประธานและซีอีโอ BlackRock ที่นิวยอร์ก 29 เมษายน 2025 ภาพ: Kena Betancur/European Commission (CC BY 4.0) ผ่าน Wikimedia Commons

Larry Fink คือใคร

Larry Fink คือนักการเงินชาวอเมริกันที่ร่วมก่อตั้ง BlackRock ในปี 1988 และนำบริษัทจนเป็นผู้จัดการเงินใหญ่ที่สุดในโลก เขาเคยมองว่า Bitcoin เป็นเครื่องมือฟอกเงิน ก่อนจะเปลี่ยนใจและออกกองทุน IBIT ในปี 2024 ที่กลายเป็น Spot Bitcoin ETF ใหญ่ที่สุด และผลักดัน Tokenization ผ่านกองทุน BUIDL

ในโลกการเงินดั้งเดิม Fink เป็นที่รู้จักจากจดหมายประจำปีที่ส่งถึงผู้บริหารบริษัทต่างๆ และถึงผู้ถือหุ้น BlackRock ซึ่งหลายปีถูกอ่านเหมือนเป็นแนวทางของตลาดทุนโลก ส่วนในวงการคริปโต คนจำเขาได้จากสามเรื่อง คือคำพูดปี 2017 ที่วิจารณ์ Bitcoin อย่างแรง การยื่นขอตั้ง Spot Bitcoin ETF ในปี 2023 ที่ทำให้ตลาดเชื่อว่าการอนุมัติใกล้มาถึง และการพูดถึง Tokenization ว่าเป็นก้าวต่อไปของตลาดการเงิน

ข้อมูลส่วนตัวโดยย่อของ Larry Fink มีดังนี้

  • ชื่อเต็ม: Laurence Douglas Fink
  • เกิด: 2 พฤศจิกายน 1952 ที่ Los Angeles รัฐ California สหรัฐอเมริกา เติบโตในย่าน Van Nuys
  • การศึกษา: ปริญญาตรีรัฐศาสตร์ University of California, Los Angeles (UCLA) ปี 1974 และปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) สาขาอสังหาริมทรัพย์ จาก UCLA Anderson School of Management ปี 1976
  • ตำแหน่งปัจจุบัน: ประธานและ CEO ของ BlackRock และประธานร่วมของ World Economic Forum ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025
  • ครอบครัว: แต่งงานกับ Lori Weider ตั้งแต่ปี 1974 มีลูกสามคน
  • ความมั่งคั่ง: Forbes ประเมินไว้ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ ณ 7 ตุลาคม 2026
  • ที่พักอาศัย: New York สหรัฐอเมริกา

Larry Fink (ซ้าย) กับ Duncan Niederauer ในงาน FT CNBC Nightcap ที่ดาวอส ปี 2014

Larry Fink (ซ้าย) กับ Duncan Niederauer ในงาน FT CNBC Nightcap ระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส มกราคม 2014 ภาพ: Financial Times (CC BY 2.0) ผ่าน Wikimedia Commons

วัยเด็กในครอบครัวเจ้าของร้านรองเท้า และการเรียนที่ UCLA

Fink เกิดในครอบครัวชาวยิว เป็นลูกหนึ่งในสามคน และเติบโตในย่าน Van Nuys ของ Los Angeles แม่ของเขาชื่อ Lila เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ส่วนพ่อชื่อ Frederick เป็นเจ้าของร้านขายรองเท้า ครอบครัวของเขาจึงเป็นครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไป ไม่ได้มีพื้นฐานจากวงการการเงินของฝั่งตะวันออก

เขาเรียนปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์ที่ UCLA จบในปี 1974 ปีเดียวกับที่แต่งงานกับ Lori Weider ซึ่งคบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจสาขาอสังหาริมทรัพย์ที่ UCLA Anderson School of Management จบในปี 1976 ความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์ช่วงนี้กลายมาเป็นพื้นฐานของงานแรกในชีวิต เพราะตลาดที่เขาไปบุกเบิกคือตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านหนุนหลัง

ภายหลัง Fink ยังผูกพันกับมหาวิทยาลัยเดิม เขาก่อตั้งศูนย์ Lori and Laurence Fink Center for Finance and Investments ที่ UCLA Anderson ในปี 2009 และนั่งเป็นประธานศูนย์ นอกจากนี้ยังเป็นประธานร่วมของคณะกรรมการ NYU Langone Medical Center และเป็นกรรมการของมูลนิธิ Robin Hood ในนิวยอร์ก

First Boston: ความสำเร็จช่วงต้น และการขาดทุนที่เปลี่ยนชีวิต

ปี 1976 Fink เริ่มงานที่ First Boston วาณิชธนกิจในนิวยอร์ก เขาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์รุ่นแรกของตลาด Mortgage-Backed Securities หรือหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อจำนองบ้านหนุนหลัง ซึ่งในตอนนั้นเป็นตลาดใหม่ในสหรัฐ เขาไต่เต้าเร็ว ได้เป็นกรรมการบริหาร และเป็นหัวหน้าร่วมของฝ่ายตราสารหนี้ที่ต้องเสียภาษี (Taxable Fixed Income Division) นอกจากนี้ยังตั้งแผนกสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทางการเงินและออปชัน และคุมกลุ่มผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนองและอสังหาริมทรัพย์ นิตยสาร Vanity Fair รายงานในปี 2010 ว่าเขาเพิ่มสินทรัพย์ให้ First Boston ได้ราว 1 พันล้านดอลลาร์

แต่ในปี 1986 ทุกอย่างสะดุด ฝ่ายที่เขาดูแลขาดทุนครั้งใหญ่เพราะคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยผิด ตัวเลขที่ถูกอ้างต่างกันตามแหล่ง หน้าประวัติของ Fink บน Wikipedia ระบุราว 100 ล้านดอลลาร์ ส่วนหน้าประวัติ BlackRock ระบุราว 90 ล้านดอลลาร์ ไม่ว่าตัวเลขจริงจะเป็นเท่าไหร่ เหตุการณ์นี้คือบาดแผลสำคัญในอาชีพของเขา

บทเรียนจากครั้งนั้นกลายเป็นแนวคิดของบริษัทที่เขาตั้งขึ้นต่อมา Fink และทีมสรุปว่าการขาดทุนเกิดเพราะไม่มีเครื่องมือวัดความเสี่ยงที่ดีพอ เมื่อเขาออกมาตั้งบริษัทใหม่ เป้าหมายแรกจึงไม่ใช่การหาผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการเข้าใจความเสี่ยงของทุกพอร์ตให้ชัดที่สุด แนวคิดนี้ต่อมาพัฒนาเป็นระบบ Aladdin ที่เป็นหัวใจของ BlackRock มาจนถึงทุกวันนี้

หน้าประวัติ BlackRock ระบุผู้ก่อตั้ง 8 คนในปี 1988

ประวัติการก่อตั้ง BlackRock ปี 1988 ภายใต้ Blackstone ภาพ: Wikipedia

ก่อตั้ง BlackRock ใต้ร่ม Blackstone ได้อย่างไร

ปี 1988 Fink รวมทีมผู้ก่อตั้งแปดคน ได้แก่ Larry Fink, Robert S. Kapito, Susan Wagner, Barbara Novick, Bennett Golub, Hugh Frater, Ralph Schlosstein และ Keith Anderson โดย Fink, Kapito, Golub และ Novick เคยทำงานด้วยกันที่ First Boston มาก่อน ทีมนี้ต้องการตั้งบริษัทที่ให้บริการลูกค้าสถาบันด้านการจัดการสินทรัพย์จากมุมมองของการบริหารความเสี่ยง

เงินทุนตั้งต้นมาจาก Blackstone บริษัทลงทุนของ Peter Peterson และ Stephen Schwarzman Peterson เป็นคนตั้งชื่อธุรกิจใหม่ว่า Blackstone Financial Management โดย Blackstone ให้วงเงินกู้ 5 ล้านดอลลาร์แลกกับหุ้น 50% ในธุรกิจตราสารหนี้นี้ ภายในไม่กี่เดือนธุรกิจเริ่มมีกำไร และถึงปี 1989 สินทรัพย์ที่ดูแลเพิ่มขึ้นสี่เท่าเป็น 2.7 พันล้านดอลลาร์ ส่วนสัดส่วนหุ้นของ Blackstone ลดลงเหลือ 40%

ปัญหาเกิดในปี 1994 เมื่อ Fink กับ Schwarzman เห็นไม่ตรงกันเรื่องการแบ่งหุ้นให้พนักงาน Fink อยากแจกหุ้นให้คนเก่งที่ดึงมาจากธนาคาร แต่ Schwarzman ไม่ต้องการให้สัดส่วนของ Blackstone ลดลงอีก ทั้งสองจึงแยกทางกัน ในเดือนมิถุนายน 1994 Blackstone ขายหน่วยงานนี้ซึ่งดูแลสินทรัพย์ราว 23 พันล้านดอลลาร์ให้กับ PNC Financial Services ในราคา 240 ล้านดอลลาร์ ระหว่างกระบวนการขาย บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น BlackRock Financial Management และ Fink ขึ้นเป็นประธานและ CEO

ภายหลัง Schwarzman เรียกการตัดสินใจขาย BlackRock ครั้งนั้นว่าเป็น "ความผิดพลาดอย่างกล้าหาญ" (Heroic Mistake) เพราะบริษัทที่ขายไปในราคาไม่กี่ร้อยล้านดอลลาร์ ต่อมากลายเป็นบริษัทจัดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ สิ้นปี 1994 BlackRock ดูแลสินทรัพย์ 53 พันล้านดอลลาร์

BlackRock โตเป็นผู้จัดการเงินใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างไร

วันที่ 1 ตุลาคม 1999 BlackRock เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ด้วยราคาเสนอขาย 14 ดอลลาร์ต่อหุ้น ถึงสิ้นปีนั้นบริษัทดูแลสินทรัพย์ 165 พันล้านดอลลาร์ จากนั้นการเติบโตส่วนใหญ่มาจากการซื้อกิจการครั้งใหญ่หลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งเปลี่ยนขนาดและตัวตนของบริษัท

  • ปี 2004: ซื้อ SSRM Holdings เจ้าของ State Street Research จาก MetLife ด้วยเงินสด 325 ล้านดอลลาร์และหุ้นอีก 50 ล้านดอลลาร์ เป็นการซื้อกิจการใหญ่ครั้งแรก
  • ปี 2006: รวมกิจการกับ Merrill Lynch Investment Managers หน่วยจัดการลงทุนของ Merrill Lynch ทำให้ BlackRock มีฐานลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายต่างประเทศ
  • ปี 2009: ซื้อ Barclays Global Investors (BGI) ซึ่งรวมธุรกิจ ETF ชื่อ iShares มูลค่า 13.5 พันล้านดอลลาร์ และ Barclays ได้หุ้นใน BlackRock ราว 20% ดีลนี้ทำให้ BlackRock เป็นผู้จัดการเงินใหญ่ที่สุดในโลก
  • ปี 2024 ถึง 2025: ซื้อ Global Infrastructure Partners มูลค่า 12.5 พันล้านดอลลาร์ และ HPS Investment Partners ผู้จัดการสินเชื่อเอกชนมูลค่าราว 12 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปิดดีลวันที่ 1 กรกฎาคม 2025

ตารางการซื้อกิจการสำคัญของ BlackRock รวม MLIM และ Barclays Global Investors

รายการซื้อกิจการสำคัญของ BlackRock รวม Barclays Global Investors มูลค่า 13.5 พันล้านดอลลาร์ ภาพ: Wikipedia

ดีล BGI สำคัญกับเรื่อง Bitcoin ในเวลาต่อมาอย่างมาก เพราะทำให้ BlackRock ได้แบรนด์ iShares ซึ่งเป็นผู้นำตลาด ETF ทั่วโลก เมื่อถึงวันที่ BlackRock ออก Spot Bitcoin ETF กองทุนนั้นจึงใช้ชื่อ iShares Bitcoin Trust และเข้าถึงนักลงทุนผ่านช่องทางที่ iShares สร้างไว้แล้วหลายสิบปี

อีกเครื่องมือที่ทำให้ BlackRock ต่างจากคู่แข่งคือระบบ Aladdin ย่อมาจาก Asset, Liability and Debt and Derivative Investment Network แพลตฟอร์มนี้ใช้บริหารพอร์ต วิเคราะห์ความเสี่ยง ซื้อขาย และทำบัญชี BlackRock ไม่ได้ใช้เองอย่างเดียว แต่ขายบริการให้สถาบันการเงินอื่นผ่านหน่วยงาน BlackRock Solutions ด้วย

หน้าเว็บทางการของแพลตฟอร์ม Aladdin ของ BlackRock

แพลตฟอร์ม Aladdin ระบบบริหารพอร์ตและความเสี่ยงของ BlackRock ภาพ: BlackRock

บทบาทของ BlackRock ในวิกฤตการเงินยังทำให้ชื่อ Fink เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ช่วงวิกฤตปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ให้ BlackRock ช่วยประเมินและบริหารสินทรัพย์มีปัญหาจาก Bear Stearns และ AIG และในเดือนมีนาคม 2020 ช่วงโควิด ธนาคารกลางสหรัฐก็เลือก BlackRock ให้บริหารโครงการซื้อหุ้นกู้เอกชนอีกครั้ง

กราฟด้านล่างแสดงสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของ BlackRock ณ สิ้นปีทุกปีตั้งแต่ปี 2008 ถึงปี 2025 จะเห็นว่าตัวเลขกระโดดจากราว 1.31 ล้านล้านดอลลาร์ปี 2008 เป็น 3.35 ล้านล้านดอลลาร์ปี 2009 หลังซื้อ BGI และลดลงชั่วคราวในปี 2018 และปี 2022 ที่ตลาดการเงินร่วง

สินทรัพย์ภายใต้การจัดการของ BlackRock ณ สิ้นปี (ล้านล้านดอลลาร์): 2008 ก่อนซื้อ BGI $1.31 ล้านล้านดอลลาร์, 2009 หลังซื้อ BGI/iShares $3.35 ล้านล้านดอลลาร์, ตลาดร่วงปี 2022 $8.59 ล้านล้านดอลลาร์, สิ้นปี 2025 $14.04 ล้านล้านดอลลาร์

สิ้นปี 2025 BlackRock รายงาน AUM 14.04 ล้านล้านดอลลาร์ และมีเงินไหลเข้าสุทธิทั้งปี 698.3 พันล้านดอลลาร์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026 AUM เพิ่มเป็น 15.344 ล้านล้านดอลลาร์ และธุรกิจ ETF ภายใต้แบรนด์ iShares มีสินทรัพย์เกิน 6 ล้านล้านดอลลาร์ ตามรายงานผลประกอบการที่บริษัทยื่นต่อ SEC

จดหมายประจำปีและ ESG: ทำไม Fink ถูกวิจารณ์ทั้งสองฝั่ง

นอกจากการบริหารบริษัท Fink เป็นที่รู้จักจากจดหมายประจำปี เขาเขียนจดหมายถึงผู้บริหารบริษัทที่ BlackRock ถือหุ้นอยู่ และต่อมาเปลี่ยนเป็นจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ BlackRock เอง เพราะ BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจำนวนมาก สิ่งที่เขาเขียนจึงถูกอ่านเหมือนสัญญาณว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของโลกต้องการอะไรจากบริษัท

ในจดหมายปี 2018 เขาเรียกร้องให้บริษัทมีบทบาทเรื่องสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความหลากหลายของพนักงาน ปี 2020 เขาประกาศให้ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเป้าหมายหลักของการตัดสินใจลงทุน และปี 2022 เขาเขียนว่าทุกบริษัทและทุกอุตสาหกรรมจะถูกเปลี่ยนโดยการเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ แนวคิดเหล่านี้ถูกรวมเรียกว่า ESG ย่อมาจาก Environmental, Social and Governance

ผลคือ Fink ถูกวิจารณ์จากทั้งสองฝั่ง นักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมในสหรัฐมองว่า BlackRock ใช้เงินของลูกค้าผลักวาระทางการเมือง ขณะที่หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยจัดให้เขาเป็นหนึ่งในตัวร้ายด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐในปี 2022 เพราะ BlackRock ยังลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการทำลายป่า ในงาน Aspen Ideas Festival เดือนมิถุนายน 2023 Fink บอกว่าจะเลิกใช้คำว่า ESG เพราะคำนี้ถูกนำไปใช้เป็นอาวุธทางการเมือง

เรื่อง ESG ดูไม่เกี่ยวกับคริปโต แต่ช่วยให้เข้าใจวิธีคิดของ Fink เขาชอบพูดถึงแนวโน้มระยะยาวที่จะเปลี่ยนตลาดทุน และพร้อมพาบริษัทขนาด 15 ล้านล้านดอลลาร์เปลี่ยนทิศเมื่อเชื่อว่าแนวโน้มนั้นจริง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เขาทำกับ Bitcoin และ Tokenization ในเวลาต่อมา

ปี 2017: ทำไม Fink เรียก Bitcoin ว่าดัชนีการฟอกเงิน

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2017 ราคา Bitcoin เพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในเช้าวันนั้น Fink ขึ้นพูดในงานของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance) และวิจารณ์ Bitcoin อย่างแรง คำพูดของเขามาหลังจาก Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase เรียกคนที่ถือคริปโตว่า "โง่" ไม่นาน ทำให้ช่วงนั้นผู้บริหารวอลล์สตรีทรายใหญ่สองคนออกมาต่อต้าน Bitcoin พร้อมกัน

"Bitcoin แค่แสดงให้เห็นว่าทั่วโลกมีความต้องการฟอกเงินมากแค่ไหน"

Larry Fink ในงาน Institute of International Finance วันที่ 13 ต.ค. 2017 (รายงานโดย CNBC) ต้นฉบับ "Bitcoin just shows you how much demand for money laundering there is in the world."

CNBC พาดหัวข่าวว่า Fink เรียก Bitcoin ว่า "ดัชนีการฟอกเงิน" (Index of Money Laundering) วลีนี้ถูกยกมาอ้างซ้ำมากที่สุดวลีหนึ่งในประวัติศาสตร์ Bitcoin และทุกครั้งที่ BlackRock มีข่าวใหม่เกี่ยวกับ Bitcoin ในช่วงหลายปีต่อมา สื่อก็มักหยิบคำนี้กลับมาวางคู่กันเพื่อให้เห็นว่าความคิดของเขาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

ข่าว CNBC ปี 2017 ที่ Larry Fink เรียก Bitcoin ว่าดัชนีการฟอกเงิน

ข่าววันที่ 13 ตุลาคม 2017 ที่ Fink เรียก Bitcoin ว่า index of money laundering ภาพ: CNBC

มุมมองของ Fink ในปี 2017 ไม่ได้แปลกสำหรับคนในวงการการเงินยุคนั้น ช่วงเวลานั้นเป็นยุคเหรียญ ICO บูม หน่วยงานกำกับหลายประเทศเตือนเรื่องการฉ้อโกงและการใช้คริปโตในธุรกรรมผิดกฎหมาย และ Bitcoin ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการกำกับให้สถาบันใหญ่ลงทุนได้สะดวก สำหรับผู้จัดการเงินที่ต้องรับผิดชอบเงินของกองทุนบำนาญและบริษัทประกัน สินทรัพย์ที่ไม่มีระบบรับฝากที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งที่แตะไม่ได้

อะไรเปลี่ยนความคิดของ Larry Fink เกี่ยวกับ Bitcoin

ห้าปีหลังคำพูดนั้น BlackRock เริ่มขยับเข้าหาคริปโตอย่างเป็นทางการ วันที่ 4 สิงหาคม 2022 BlackRock ประกาศจับมือกับ Coinbase ให้ลูกค้าสถาบันที่ใช้แพลตฟอร์ม Aladdin เข้าถึงการซื้อขายและรับฝากคริปโตผ่านบริการ Coinbase Prime โดยเริ่มจาก Bitcoin เป็นเหรียญแรก ข่าวนี้ทำให้หุ้น Coinbase พุ่งขึ้นกว่า 18% ในวันเดียว ทั้งที่ช่วงนั้นตลาดคริปโตอยู่ในขาลงหนักหลังการล่มของ Terra

Joseph Chalom ผู้บริหารที่ดูแลพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของ BlackRock อธิบายตอนนั้นว่าลูกค้าสถาบันสนใจเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น และการเชื่อมกับ Aladdin จะทำให้ลูกค้าเห็นความเสี่ยงของ Bitcoin รวมกับสินทรัพย์อื่นในพอร์ตเดียวกัน ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ Fink ใช้มาตลอดอาชีพ คือการมองทุกอย่างผ่านเลนส์ของการบริหารความเสี่ยง

ข่าว BlackRock จับมือ Coinbase ให้ลูกค้า Aladdin เข้าถึงคริปโต ปี 2022

BlackRock เปิดให้ลูกค้าสถาบันบน Aladdin เข้าถึง Bitcoin ผ่าน Coinbase Prime สิงหาคม 2022 ภาพ: The Block

ก้าวที่ใหญ่กว่ามาในปีถัดมา วันที่ 15 มิถุนายน 2023 BlackRock ยื่นแบบ S-1 ต่อ SEC เพื่อขอตั้ง iShares Bitcoin Trust กองทุนที่ถือ Bitcoin จริงและซื้อขายในตลาดหุ้น ตามแถลงการณ์ของประธาน SEC ในภายหลัง ช่วงปี 2018 ถึงเดือนมีนาคม 2023 SEC ปฏิเสธคำขอของตลาดหลักทรัพย์ที่จะจดทะเบียน Spot Bitcoin ETF มาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง แต่การที่ผู้จัดการเงินใหญ่ที่สุดในโลกยื่นเรื่องเอง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าสถานการณ์กำลังเปลี่ยน

หน้าแรกเอกสาร S-1 ของ iShares Bitcoin Trust ที่ยื่นต่อ SEC

เอกสาร S-1 ของ iShares Bitcoin Trust ที่ BlackRock ยื่นต่อ SEC วันที่ 15 มิถุนายน 2023 ภาพ: SEC EDGAR

ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังยื่น S-1 Fink ให้สัมภาษณ์รายการของ Fox Business เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2023 และพูดถึง Bitcoin ด้วยน้ำเสียงต่างจากปี 2017 ราวกับเป็นคนละคน เขาบอกว่าบทบาทของคริปโตในหลายแง่คือการทำให้ทองคำกลายเป็นดิจิทัล และ BlackRock ต้องการทำให้การลงทุนในคริปโตเข้าถึงง่ายขึ้นและถูกลงสำหรับนักลงทุน

"ขอพูดให้ชัด Bitcoin เป็นสินทรัพย์ระหว่างประเทศ ไม่ได้อิงกับสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่ง จึงเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนเลือกใช้เป็นทางเลือกได้"

Larry Fink ให้สัมภาษณ์ Fox Business วันที่ 5 ก.ค. 2023 (รายงานโดย Cointelegraph) ต้นฉบับ "Let's be clear: Bitcoin is an international asset. It's not based on any one currency, and so it can represent an asset that people can play as an alternative."

ในปี 2024 Fink ยอมรับกับ CNBC เองว่าเคยเป็น "ผู้กังขาที่ภูมิใจในความกังขา" (Proud Skeptic) แต่หลังจากศึกษาเรื่องนี้แล้วเขาเปลี่ยนความเห็น ในการสัมภาษณ์วันที่ 15 กรกฎาคม 2024 เขาบอกว่าเชื่อมั่นอย่างมากว่า Bitcoin มีที่ทางในพอร์ตการลงทุน และเรียกมันว่าทองคำดิจิทัล (Digital Gold) ปลายปี 2025 บนเวที DealBook Summit ของ The New York Times เขาบรรยายการเปลี่ยนความคิดของตัวเองว่าเป็นตัวอย่างการเปลี่ยนความเห็นครั้งใหญ่ที่เห็นได้ชัดต่อหน้าสาธารณะ

ข่าว Cointelegraph ที่ Fink เรียก Bitcoin ว่าสินทรัพย์ระหว่างประเทศ

Fink ให้สัมภาษณ์ Fox Business ว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ระหว่างประเทศ 5 กรกฎาคม 2023 ภาพ: Cointelegraph

Spot Bitcoin ETF คืออะไร ทำงานอย่างไร

ก่อนจะไปถึงวันอนุมัติ ควรเข้าใจก่อนว่า Spot Bitcoin ETF ต่างจากการซื้อ Bitcoin เองอย่างไร ETF ย่อมาจาก Exchange-Traded Fund คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง คำว่า Spot หมายถึงกองทุนถือสินทรัพย์จริง ไม่ใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดังนั้น Spot Bitcoin ETF จึงเป็นกองทุนที่ถือ Bitcoin จริงไว้ในคลัง แล้วแบ่งความเป็นเจ้าของออกเป็นหน่วยให้นักลงทุนซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นปกติ

ในกรณีของ IBIT โครงสร้างหลักตามเอกสารที่ยื่น SEC มีดังนี้

  • ผู้รับฝาก Bitcoin: Coinbase Custody Trust Company เก็บ Bitcoin ของกองทุนในบัญชีแยก กุญแจส่วนตัวเก็บแบบ Cold Storage และตั้งแต่ปี 2025 มี Anchorage Digital Bank เป็นผู้รับฝากเพิ่มเติม
  • ผู้ดูแลเงินสด: The Bank of New York Mellon
  • ราคาอ้างอิง: กองทุนคำนวณมูลค่าหน่วยลงทุนทุกวันทำการตามดัชนี CME CF Bitcoin Reference Rate New York Variant
  • การสร้างและไถ่ถอนหน่วย: ทำผ่านผู้ร่วมค้า (Authorized Participant) เป็นก้อนใหญ่ เดิมใช้เงินสด และตั้งแต่ SEC ออกคำสั่งวันที่ 29 กรกฎาคม 2025 ทำแบบส่งมอบ Bitcoin จริง (In-Kind) ได้
  • ค่าธรรมเนียม: 0.25% ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

แผนภาพกลไก Spot Bitcoin ETF จากนักลงทุนถึงผู้รับฝากเหรียญ

กลไกของ Spot Bitcoin ETF ผู้ลงทุนซื้อหน่วยในตลาดหุ้น กองทุนถือ Bitcoin จริงผ่านผู้รับฝาก ภาพ: Bitcoin Addict

สำหรับนักลงทุนสถาบัน ข้อดีของโครงสร้างนี้คือไม่ต้องจัดการกุญแจส่วนตัวหรือเปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายคริปโตเอง สามารถถือ Bitcoin ผ่านผู้รับฝากที่ถูกกำกับ ในบัญชีหลักทรัพย์เดิม และอยู่ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ที่คุ้นเคย แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือผู้ถือหน่วยไม่ได้เป็นเจ้าของเหรียญโดยตรง ไม่สามารถถอน Bitcoin ออกไปเก็บใน Wallet ของตัวเองได้ และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี

SEC อนุมัติ 10 มกราคม 2024 และ IBIT เริ่มซื้อขาย 11 มกราคม 2024

วันที่ 10 มกราคม 2024 SEC อนุมัติให้ Spot Bitcoin ETF หลายกองทุนจดทะเบียนและซื้อขายได้พร้อมกัน รวมถึงของ BlackRock แบบ 10-Q ของ IBIT ระบุว่าการเสนอขายหน่วยลงทุนมีผลในวันที่ 10 มกราคม 2024 และหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq วันที่ 11 มกราคม 2024 ภายใต้ชื่อย่อ IBIT

ประธาน SEC ในตอนนั้นคือ Gary Gensler ซึ่งไม่ได้เป็นมิตรกับคริปโต แถลงการณ์ของเขาวันเดียวกันอธิบายว่าการอนุมัติเกิดจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปหลังศาลอุทธรณ์ตัดสินในคดีของ Grayscale และเขามองว่าการอนุมัติคือทางที่ยั่งยืนที่สุด แต่ย้ำว่าการอนุมัตินี้จำกัดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่ถือ Bitcoin ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่หลักทรัพย์เท่านั้น และไม่ได้แปลว่า SEC รับรองคริปโตตัวอื่น เขายังเขียนด้วยว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่ผันผวน และถูกใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมายด้วย

แถลงการณ์ Gary Gensler วันอนุมัติ Spot Bitcoin ETF

แถลงการณ์ของประธาน SEC Gary Gensler วันที่ 10 มกราคม 2024 ภาพ: SEC

ก่อนเปิดซื้อขาย BlackRock ใส่เงินตั้งต้น (Seed) เข้ากองทุนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2024 โดยบริษัทในเครือซื้อ 400,000 หน่วยที่ราคา 25 ดอลลาร์ รวม 10 ล้านดอลลาร์ และเพื่อดึงเงินช่วงแรก BlackRock ลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.12% สำหรับเงิน 5 พันล้านดอลลาร์แรกเป็นเวลา 12 เดือนนับจากวันที่ 11 มกราคม 2024

หนึ่งวันหลังเปิดซื้อขาย Fink ให้สัมภาษณ์รายการ Squawk Box ของ CNBC ว่า ETF เป็นเพียงขั้นแรกของการปฏิวัติทางเทคโนโลยีในตลาดการเงิน และขั้นที่สองคือการทำ Tokenization กับสินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภท

IBIT ใหญ่แค่ไหน และโตเร็วแค่ไหน

IBIT โตเร็วกว่า ETF ทุกกองในประวัติศาสตร์ ตัวเลขจากแบบ 10-K ระบุว่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนเพิ่มจาก 100,000 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2023 เป็น 51,519,566,547 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2024 และผลตอบแทนรวมทั้งปี 2024 อยู่ที่ 112.36% ในเดือนมิถุนายน 2025 Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF ของ Bloomberg รายงานว่า IBIT ทะลุ 70 พันล้านดอลลาร์ภายใน 341 วันซื้อขาย เร็วกว่าเจ้าของสถิติเดิมอย่างกองทุนทองคำ GLD ที่ใช้ 1,691 วันราวห้าเท่า

กราฟด้านล่างแสดงจำนวน Bitcoin ที่ IBIT ถือ ณ สิ้นแต่ละไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสแรกหลังเปิดตัวจนถึงไตรมาส 2 ปี 2026 ทุกจุดมาจากตาราง Ending Balance ในแบบ 10-Q และ 10-K ที่กองทุนยื่นต่อ SEC

จำนวน Bitcoin ที่ IBIT ถือ ณ สิ้นไตรมาส (BTC): มี.ค. 2024 ไตรมาสแรกหลังเปิดตัว 252,011 BTC, ธ.ค. 2024 สิ้นปีแรก 551,918 BTC, มี.ค. 2026 สูงสุด 783,744 BTC, มิ.ย. 2026 ลดลงช่วงขาลง 734,261 BTC

จากกราฟจะเห็นว่า IBIT ถือ 252,011 BTC ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2024 เพิ่มเป็น 551,918 BTC ณ สิ้นปี 2024 และ 770,011 BTC ณ สิ้นเดือนกันยายน 2025 ช่วงต่อมายอดถือแทบไม่เพิ่ม และลดลงเหลือ 734,261 BTC ณ 30 มิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin ร่วงแรงและนักลงทุนบางส่วนไถ่ถอนออก

ข้อมูลล่าสุดจากหน้าเว็บ iShares ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2026 ระบุว่า IBIT มีสินทรัพย์สุทธิ 68,918,076,502 ดอลลาร์ และหน่วยลงทุน 1,423,600,000 หน่วย เมื่อคำนวณจากจำนวน Bitcoin ต่อหนึ่งก้อนการสร้างหน่วย (Basket) ที่เว็บระบุ 22.64 BTC จะได้ยอดถือราว 805,800 BTC หรือราว 3.8% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่จะมีได้ 21 ล้านเหรียญ ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณที่คำนวณเอง ยอดทางการจะออกในแบบ 10-Q ไตรมาส 3 ปี 2026

หน้าผลิตภัณฑ์ IBIT บนเว็บ iShares แสดงสินทรัพย์สุทธิ

หน้าข้อมูลกองทุน iShares Bitcoin Trust ETF (IBIT) ณ ต้นเดือนตุลาคม 2026 ภาพ: iShares by BlackRock

สำหรับ BlackRock เอง IBIT ไม่ได้มีความหมายแค่ภาพลักษณ์ ข้อมูลที่ Decrypt อ้างจาก Balchunas ในเดือนตุลาคม 2025 ระบุว่า ตอนนั้น IBIT มีสินทรัพย์ราว 98.47 พันล้านดอลลาร์ และสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมราว 244.5 ล้านดอลลาร์ต่อปี มากกว่า ETF ทุกกองของ BlackRock รวมถึงกองที่เปิดมากว่ายี่สิบปี จดหมายประจำปี 2025 ของ Fink ยังระบุว่าผู้ซื้อ IBIT มากกว่าครึ่งเป็นนักลงทุนรายย่อย และสามในสี่ของกลุ่มนี้ไม่เคยถือผลิตภัณฑ์ของ iShares มาก่อน

จาก Bitcoin ถึง Ethereum และคำแนะนำให้ถือ Bitcoin 1 ถึง 2%

หลังความสำเร็จของ IBIT BlackRock ขยายผลิตภัณฑ์คริปโตต่อเนื่อง วันที่ 23 กรกฎาคม 2024 กองทุน iShares Ethereum Trust ETF ชื่อย่อ ETHA เริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq หลังจาก SEC อนุมัติแบบคำขอของตลาดหลักทรัพย์ในเดือนพฤษภาคม 2024 และในเดือนมีนาคม 2025 BlackRock เปิด iShares Bitcoin ETP ในยุโรป จดทะเบียนในสวิตเซอร์แลนด์ และซื้อขายในตลาดปารีส อัมสเตอร์ดัม และแฟรงก์เฟิร์ต

วันที่ 12 ธันวาคม 2024 สถาบันวิจัยของบริษัท BlackRock Investment Institute เผยแพร่บทวิจัยชื่อ Sizing Bitcoin in Portfolios เสนอว่าในพอร์ตแบบหุ้น 60% พันธบัตร 40% การถือ Bitcoin 1 ถึง 2% เป็นช่วงที่สมเหตุสมผล เพราะจะทำให้ Bitcoin มีสัดส่วนความเสี่ยงในพอร์ตใกล้กับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม Magnificent Seven แต่ละตัว บทวิจัยเดียวกันเตือนว่าถ้าถือถึง 4% Bitcoin จะคิดเป็นราว 14% ของความเสี่ยงทั้งพอร์ต

บทวิจัย BlackRock Investment Institute เรื่องสัดส่วน Bitcoin ในพอร์ต

บทวิจัย Sizing bitcoin in portfolios ของ BlackRock Investment Institute ธันวาคม 2024 ภาพ: BlackRock

ความสำคัญของบทวิจัยนี้คือมันมาจากผู้จัดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ปรึกษาการลงทุนจำนวนมากต้องการเอกสารลักษณะนี้รองรับก่อนจะแนะนำลูกค้า บทวิจัยนี้จึงเปลี่ยนคำถามจาก "ควรถือ Bitcoin ไหม" เป็น "ควรถือเท่าไหร่" ซึ่งเป็นคำถามที่ Fink ยกมาพูดต่อในเวทีใหญ่ปีต่อมา

Fink พูดอะไรเกี่ยวกับ Bitcoin ในปี 2025

ปี 2025 เป็นปีที่ Fink พูดถึง Bitcoin บ่อยที่สุดและแรงที่สุด เริ่มจากงาน World Economic Forum ที่ดาวอสในเดือนมกราคม 2025 เขาเล่าว่าเพิ่งคุยกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติแห่งหนึ่งเรื่องว่าควรถือ Bitcoin 2% หรือ 5% และถ้าทุกคนคุยเรื่องเดียวกันนี้ ราคา Bitcoin อาจไปถึง 500,000 ถึง 700,000 ดอลลาร์ แต่เขาย้ำในวงเดียวกันว่าไม่ได้กำลังโปรโมต Bitcoin และอธิบายว่าคนที่กลัวค่าเงินของประเทศตัวเองเสื่อม หรือกลัวความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง สามารถใช้ Bitcoin ซึ่งเป็นเครื่องมือระหว่างประเทศ มาลบความกลัวในประเทศนั้นได้

ข่าว Fink พูดถึง Bitcoin 700,000 ดอลลาร์ที่ดาวอส

Fink พูดถึงตัวเลข 700,000 ดอลลาร์ต่อ BTC ที่ดาวอส มกราคม 2025 ภาพ: DL News

สองเดือนต่อมา จดหมายถึงผู้ถือหุ้นที่เผยแพร่วันที่ 31 มีนาคม 2025 มีท่อนที่ถูกอ้างต่อกันทั่วโลก Fink เขียนถึงหนี้สาธารณะของสหรัฐ และชี้ว่าสหรัฐได้ประโยชน์จากการที่ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองของโลกมาหลายสิบปี แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะอยู่ตลอดไป

"ถ้าสหรัฐคุมหนี้ไม่อยู่ ถ้าการขาดดุลยังพองตัวต่อไป สหรัฐเสี่ยงจะเสียสถานะนั้นให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin"

Larry Fink จดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น BlackRock วันที่ 31 มี.ค. 2025 ต้นฉบับ "If the U.S. doesn't get its debt under control, if deficits keep ballooning, America risks losing that position to digital assets like Bitcoin."

ในจดหมายฉบับเดียวกัน Fink ระบุชัดว่าเขาไม่ได้ต่อต้านสินทรัพย์ดิจิทัล เขาเขียนว่า Decentralized Finance เป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม ทำให้ตลาดเร็วขึ้น ถูกลง และโปร่งใสขึ้น แต่นวัตกรรมเดียวกันก็อาจบั่นทอนความได้เปรียบทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ถ้านักลงทุนเริ่มมองว่า Bitcoin ปลอดภัยกว่าดอลลาร์ ท่อนนี้คือสิ่งที่ทำให้จดหมายปี 2025 ถูกพูดถึงในวงการคริปโตมากกว่าทุกฉบับก่อนหน้า

จดหมายประจำปี 2025 ของ Larry Fink ท่อนที่พูดถึง Bitcoin และสถานะเงินดอลลาร์

จดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2025 ท่อนที่ระบุว่าสหรัฐเสี่ยงเสียสถานะสกุลเงินสำรองให้ Bitcoin ภาพ: BlackRock

ช่วงปลายปี 2025 ตลาดคริปโตกลับมาผันผวนหนัก หลัง Bitcoin ทำสถิติเหนือ 126,000 ดอลลาร์ในต้นเดือนตุลาคม 2025 ราคาก็ร่วงลง วันที่ 3 ธันวาคม 2025 Fink ขึ้นเวที DealBook Summit คู่กับ Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase และอธิบาย Bitcoin ในมุมที่ต่างไปจากคำว่าทองคำดิจิทัล เขาเรียก Bitcoin ว่า "สินทรัพย์แห่งความกลัว" (Asset of Fear) โดยบอกว่าคนถือ Bitcoin เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัยของตัวเองและความมั่นคงทางการเงิน และเหตุผลพื้นฐานระยะยาวคือการเสื่อมค่าของเงิน ส่วนคนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร เขาเตือนว่ามันเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนมาก

ถ้าเทียบกับคำพูดปี 2017 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัด ในปี 2017 Fink มองว่าความต้องการ Bitcoin สะท้อนความต้องการฟอกเงิน แต่ในปี 2025 เขามองว่าความต้องการ Bitcoin สะท้อนความกลัวต่อการเสื่อมค่าของเงินและความไม่แน่นอนของโลก สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเขายังมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ที่ซื้อเพราะหวังการเติบโตแบบหุ้น

Tokenization คืออะไร และทำไม Fink มองว่าใหญ่กว่า Bitcoin ETF

ถ้าถามว่าเรื่องไหนที่ Fink พูดถึงบ่อยกว่า Bitcoin คำตอบคือ Tokenization หมายถึงการนำสินทรัพย์ทางการเงินดั้งเดิม เช่น หุ้น พันธบัตร หรือหน่วยลงทุนกองทุน มาบันทึกความเป็นเจ้าของเป็นโทเคนบนบล็อกเชน ทำให้โอนและชำระราคาได้ทันที ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง และตรวจสอบได้โปร่งใสกว่าระบบเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น

หลังเปิด IBIT Fink พูดว่าก้าวต่อไปคือการทำ Tokenization กับสินทรัพย์ทางการเงิน ทุกหุ้นและทุกพันธบัตรจะอยู่บนบัญชีแยกประเภทกลางเดียวกัน (General Ledger) และในจดหมายปี 2025 เขาเขียนว่าหุ้น พันธบัตร และกองทุนทุกตัวสามารถทำเป็นโทเคนได้ ถ้าทำได้จริงจะเปลี่ยนการลงทุนไปทั้งหมด ตลาดไม่จำเป็นต้องปิด และธุรกรรมที่ตอนนี้ใช้เวลาหลายวันจะชำระเสร็จในไม่กี่วินาที เขายังคาดว่าวันหนึ่งกองทุนแบบโทเคนจะเป็นที่คุ้นเคยของนักลงทุนเหมือนกับ ETF ในปัจจุบัน

แผนภาพแนวคิด Tokenization แปลงหุ้น พันธบัตร และกองทุนเป็นโทเคนบนบล็อกเชน

แนวคิด Tokenization ที่ Fink ผลักดัน แปลงสินทรัพย์การเงินดั้งเดิมเป็นโทเคนบนบัญชีกลาง ภาพ: Bitcoin Addict

ตัวอย่างที่จับต้องได้คือกองทุน BlackRock USD Institutional Digital Liquidity Fund หรือ BUIDL ที่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2024 นับเป็นกองทุนโทเคนกองแรกของ BlackRock ที่ออกบนบล็อกเชนสาธารณะ รายละเอียดหลักของกองทุนตามข่าวที่ประกาศตอนเปิดตัวมีดังนี้

  • บล็อกเชน: เริ่มบน Ethereum เป็นโทเคนมาตรฐาน ERC-20 ต่อมาขยายไปหลายเชน ถึงปี 2026 Securitize ดูแลการออกโทเคนให้ใน 8 เชน รวมถึง Solana, Aptos และ BNB Chain
  • สินทรัพย์ที่ลงทุน: เงินสด ตั๋วเงินคลังสหรัฐ (T-bills) และสัญญาซื้อคืน (Repo)
  • เงื่อนไข: ลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์ ตั้งเป้าให้มูลค่าคงที่ 1 ดอลลาร์ต่อโทเคน และจ่ายผลตอบแทนที่สะสมรายวันเป็นโทเคนใหม่เข้า Wallet ของผู้ลงทุนทุกเดือน
  • พันธมิตร: Securitize เป็นนายทะเบียนและแพลตฟอร์มออกโทเคน ส่วน BNY Mellon ช่วยเชื่อมกองทุนกับระบบการเงินดั้งเดิม BlackRock ยังลงทุนในบริษัท Securitize ด้วย

ข่าวเปิดตัวกองทุนโทเคน BUIDL บน Ethereum

BlackRock เปิดกองทุน BUIDL บนบล็อกเชน Ethereum ร่วมกับ Securitize มีนาคม 2024 ภาพ: InvestmentNews

BUIDL ระดมเงินได้ 245 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรก และทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2025 ปี 2026 ขนาดกองทุนขึ้นลงตามความต้องการของลูกค้า เคยเสียตำแหน่งกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแบบโทเคนที่ใหญ่ที่สุดให้ USYC ของ Circle ในเดือนมีนาคม 2026 ก่อนจะกลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้งด้วยขนาดราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ Bitcoin.com News วันที่ 31 สิงหาคม 2026 คิดเป็นราว 18.5% ของตลาดนี้ที่มีขนาดรวมราว 15.1 พันล้านดอลลาร์

ในจดหมายประจำปี 2026 Fink ขยายภาพนี้ต่อ เขาเขียนว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกมี Wallet ดิจิทัลอยู่บนโทรศัพท์ และชวนให้นึกภาพว่าถ้า Wallet เดียวกันนั้นใช้ลงทุนในหุ้นหลายบริษัทระยะยาวได้ง่ายเหมือนการโอนเงิน จะช่วยให้คนที่ยังไม่มีสินทรัพย์ได้ประโยชน์จากการเติบโตของตลาดมากขึ้น เขายังเสนอว่าแทนที่จะเขียนกฎใหม่ทั้งหมดสำหรับตลาดดิจิทัล ควรปรับกฎเดิมให้ตลาดดั้งเดิมกับตลาดโทเคนทำงานร่วมกันได้

"เชื่อว่า Tokenization ในวันนี้อาจอยู่ในจุดเดียวกับอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 1996"

Larry Fink จดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น BlackRock ปี 2026 ต้นฉบับ "we believe that tokenization today may be roughly where the internet was in 1996."

จดหมายฉบับเดียวกันระบุว่า BlackRock ดูแลเงินสำรองของ Stablecoin รวม 65 พันล้านดอลลาร์ และผลิตภัณฑ์ซื้อขายในตลาดที่อิงสินทรัพย์ดิจิทัล (ETP) อีกเกือบ 80 พันล้านดอลลาร์ รวมแล้ว BlackRock มีสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลเกือบ 150 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับ AUM ทั้งบริษัทที่เกิน 15 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ Fink มองว่าเป็นจุดเริ่มต้น เหมือนอินเทอร์เน็ตในยุคที่ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะใหญ่แค่ไหน

จดหมายประจำปี 2026 ของ Fink ท่อนเปรียบ Tokenization กับอินเทอร์เน็ตปี 1996

จดหมายประจำปี 2026 ที่ Fink เปรียบ Tokenization กับอินเทอร์เน็ตยุคปี 1996 ภาพ: BlackRock

ปี 2026: IBIT ผ่านช่วงขาลงอย่างไร

ปี 2026 เป็นปีที่ทดสอบผลิตภัณฑ์คริปโตของ BlackRock หนักที่สุดตั้งแต่เปิดตัว ราคา Bitcoin ที่ใช้คำนวณมูลค่าในแบบ 10-Q ลดจาก 87,463.03 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 เหลือ 59,101.49 ดอลลาร์ ณ 30 มิถุนายน 2026 สินทรัพย์สุทธิของ IBIT ลดจาก 67.40 พันล้านดอลลาร์เหลือ 43.39 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน

ตัวเลขในเอกสารชี้ว่าการลดลงส่วนใหญ่มาจากราคา ไม่ใช่การหนีของนักลงทุน ยอด Bitcoin ที่ IBIT ถือ ณ 31 มีนาคม 2026 ยังเพิ่มเป็น 783,744 BTC แม้ราคาลง และลดลงเหลือ 734,261 BTC ณ 30 มิถุนายน 2026 หรือลดลงราว 6% ในไตรมาสเดียว ขณะที่มูลค่าตลาดของ Bitcoin ในกองทุน ณ วันนั้นอยู่ที่ราว 43.40 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าต้นทุนรวมที่บันทึกไว้ราว 61.00 พันล้านดอลลาร์

ตารางในแบบ 10-Q ไตรมาส 2 ปี 2026 ของ IBIT แสดงจำนวน Bitcoin ที่ถือ

แบบ 10-Q ของ iShares Bitcoin Trust ETF ณ 30 มิถุนายน 2026 แสดงยอดถือ 734,261 BTC ภาพ: SEC EDGAR

ในงบไตรมาส 2 ปี 2026 ของ BlackRock กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลมี AUM 48.839 พันล้านดอลลาร์ และมีเงินไหลออกสุทธิ 3.116 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนั้น แต่ในภาพรวมทั้งบริษัทยังมีเงินไหลเข้าสุทธิ 192 พันล้านดอลลาร์ ธุรกิจคริปโตจึงเป็นส่วนเล็กที่ผันผวนแรงในบริษัทที่ใหญ่มาก และการขาดทุนของผู้ถือ IBIT ไม่ได้กระทบความมั่นคงของ BlackRock โดยรวม

หลังช่วงขาลง Fink ให้สัมภาษณ์ CNBC ในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าเขากังวลเรื่องเลเวอเรจที่มากเกินไปในตลาด Bitcoin และคริปโตมาตลอด และมองว่าการล้างเลเวอเรจทำให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้นที่ระดับนั้น ต่อมาราคาฟื้นขึ้น ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2026 ราคาอ้างอิงที่ iShares ใช้อยู่ที่ราว 85,521.87 ดอลลาร์ สินทรัพย์สุทธิของ IBIT กลับไปที่ราว 68.92 พันล้านดอลลาร์ แต่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังติดลบ 2.05% ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2026

มุมไทย: คนไทยลงทุนใน Bitcoin ETF ได้ไหม

ผลกระทบของ IBIT มาถึงไทยด้วย แต่ผ่านกฎเกณฑ์ที่ต่างจากสหรัฐ หลัง SEC สหรัฐอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ไม่กี่วัน วันที่ 16 มกราคม 2024 สำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยแถลงว่ายังไม่มีนโยบายจะอนุญาตให้มี Spot Bitcoin ETF ในประเทศไทย และย้ำว่าผู้ลงทุนไทยลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลได้ผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตตาม พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ปี 2018 แถลงการณ์นี้ออกมาเพราะมีโบรกเกอร์ไทยบางแห่งประชาสัมพันธ์ชวนลูกค้าไปลงทุน Spot Bitcoin ETF ในต่างประเทศโดยตรง

ข่าว ก.ล.ต. ไทยแถลงยังไม่มีนโยบายอนุญาต Spot Bitcoin ETF มกราคม 2024

ก.ล.ต. ไทยแถลงจุดยืนเรื่อง Spot Bitcoin ETF หลังสหรัฐอนุมัติ 16 มกราคม 2024 ภาพ: อินโฟเควสท์

ต่อมาในปี 2024 บลจ.วรรณ เปิดกองทุนเปิด วรรณ บิทคอยน์ อีทีเอฟ ฟันด์ ออฟ ฟันด์ อันเฮดจ์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ONE-BTCETFOF-UI) เสนอขายช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 6 มิถุนายน 2024 กองทุนนี้ลงทุนใน Bitcoin ETF ต่างประเทศ และขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษและผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น โดยมีระดับความเสี่ยง 8+

วันที่ 15 มกราคม 2025 เลขาธิการ ก.ล.ต. ไทย ให้สัมภาษณ์ Bloomberg ว่ากำลังพิจารณาให้มี Bitcoin ETF ในประเทศ และล่าสุดวันที่ 24 สิงหาคม 2026 ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นร่างหลักเกณฑ์ Crypto ETF ในประเทศไทย สาระสำคัญตามที่สื่อรายงานมีดังนี้

  • สินทรัพย์ที่อนุญาต: ระยะแรกมีเพียง Bitcoin และ Ethereum เป็นกองทุนแบบ Passive ที่ติดตามราคา
  • ที่ซื้อขาย: ซื้อขายเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
  • สัดส่วนการลงทุน: ต้องมี Net Exposure เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในแต่ละรอบปีบัญชี
  • การรับฝาก: ใช้ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศที่ ก.ล.ต. กำกับเป็นหลัก ส่วนผู้รับฝากต่างประเทศใช้ได้เมื่อจำเป็นและเหมาะสม
  • ข้อจำกัด: ระยะแรกยังไม่อนุญาตผลิตภัณฑ์ที่อิงกับ Crypto ETF ต่างประเทศ เช่น ตราสารแสดงสิทธิ (DR)

การรับฟังความเห็นสิ้นสุดวันที่ 20 กันยายน 2026 และยังไม่มีการประกาศวันเปิดตัวกองทุนจริง ผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศทางการจากเว็บไซต์ ก.ล.ต. ก่อนตัดสินใจลงทุน และควรรู้ว่าการถือ Bitcoin ผ่านกองทุนกับการถือเหรียญเองมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายต่างกัน

ข่าว ก.ล.ต. ไทยเปิดรับฟังร่างหลักเกณฑ์ Bitcoin และ Ether ETF

ก.ล.ต. ไทยเปิดรับฟังความเห็นร่างหลักเกณฑ์ Crypto ETF ในประเทศ สิงหาคม 2026 ภาพ: Cointelegraph

บทบาทอื่นของ Fink: World Economic Forum ความมั่งคั่ง และคำถามเรื่องผู้สืบทอด

วันที่ 15 สิงหาคม 2025 World Economic Forum ผู้จัดงานประชุมที่ดาวอส แต่งตั้ง Larry Fink และ André Hoffmann จากบริษัทยา Roche Holding เป็นประธานร่วมชั่วคราว หลังคณะกรรมการสรุปผลการตรวจสอบกรณีของ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งที่ลาออกไปในเดือนเมษายน 2025 ว่าไม่พบการกระทำผิดร้ายแรง ตามรายงานของ Bloomberg ที่ Swissinfo เผยแพร่ ตำแหน่งนี้ทำให้ Fink มีบทบาทในเวทีที่เขาเคยใช้พูดเรื่อง Bitcoin เมื่อต้นปีเดียวกัน

ข่าว WEF แต่งตั้ง Larry Fink เป็นประธานร่วม

World Economic Forum แต่งตั้ง Fink เป็นประธานร่วมชั่วคราว สิงหาคม 2025 ภาพ: Swissinfo

แม้จะคุมบริษัทที่ดูแลเงินกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ความมั่งคั่งส่วนตัวของ Fink น้อยกว่าที่หลายคนคาด เพราะ BlackRock ดูแลเงินของลูกค้า ไม่ใช่เงินของเขาเอง และเขาไม่ได้ถือหุ้นบริษัทในสัดส่วนสูงแบบผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี Forbes ประเมินความมั่งคั่งของเขาไว้ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2026 ส่วนในปี 2025 นิตยสาร TIME จัดให้เขาเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลของโลก

หน้าโปรไฟล์ Larry Fink บน Forbes แสดงความมั่งคั่งแบบเรียลไทม์

ความมั่งคั่งของ Larry Fink ตามการประเมินของ Forbes ณ ต้นเดือนตุลาคม 2026 ภาพ: Forbes

คำถามใหญ่ที่นักลงทุนถามมาหลายปีคือใครจะสืบทอดตำแหน่ง Fink ซึ่งอายุ 73 ปีในปี 2026 สื่อการเงินรายงานว่า BlackRock ยังไม่ได้ประกาศผู้สืบทอด และ Mark Wiedman ผู้บริหารที่ถูกมองว่าเป็นตัวเก็งคนหนึ่ง ได้ลาออกไปทำงานที่อื่น รายชื่อที่สื่อพูดถึงต่อ ได้แก่ Rob Goldstein ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ Martin Small ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และ Rachel Lord ผู้ดูแลธุรกิจต่างประเทศ ประเด็นนี้สำคัญกับวงการคริปโต เพราะทิศทางเรื่อง Bitcoin และ Tokenization ของ BlackRock ผูกกับวิสัยทัศน์ของ Fink เป็นส่วนใหญ่

บทเรียนจากเส้นทางของ Larry Fink

ประวัติของ Fink ให้มุมมองที่ต่างจากผู้ก่อตั้งในวงการคริปโต เพราะเขาเข้ามาจากฝั่งสถาบันการเงินดั้งเดิม ข้อสังเกตจากกองบรรณาธิการมีดังนี้

  • เปลี่ยนความเห็นเมื่อข้อมูลเปลี่ยน: Fink เคยวิจารณ์ Bitcoin อย่างแรงต่อสาธารณะ แต่ยอมรับเองว่าความเห็นเดิมผิดหลังได้ศึกษาเพิ่ม การเปลี่ยนความคิดของคนระดับนี้มีผลต่อทั้งตลาด
  • สถาบันเข้ามาผ่านโครงสร้างที่คุ้นเคย: สิ่งที่ทำให้เงินก้อนใหญ่ไหลเข้า Bitcoin ไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่คือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกรอบกฎหมายหลักทรัพย์ มีผู้รับฝากที่ถูกกำกับ และซื้อขายในบัญชีหุ้นเดิมได้
  • ETF ไม่ได้ทำให้ราคาเลิกผันผวน: สินทรัพย์สุทธิของ IBIT ลดลงราวหนึ่งในสามภายในครึ่งแรกของปี 2026 ผู้ถือหน่วยยังรับความเสี่ยงจากราคา Bitcoin เต็มที่ เพียงแต่ไม่ต้องดูแลกุญแจส่วนตัวเอง
  • ถือผ่านกองทุนไม่เหมือนถือเหรียญเอง: ผู้ถือ ETF ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี และไม่สามารถนำเหรียญออกไปเก็บใน Hot Wallet หรือ Cold Wallet ของตัวเองได้ ส่วนคนที่ถือเหรียญเองต้องดูแลความปลอดภัยด้วยตัวเอง
  • Tokenization คือเกมระยะยาวของ BlackRock: ตัวเลขสินทรัพย์ดิจิทัลยังเป็นส่วนเล็กของบริษัท แต่ Fink พูดเรื่องนี้ในจดหมายประจำปีติดกันหลายฉบับ ซึ่งบอกได้ว่าบริษัทวางเรื่องนี้เป็นทิศทางหลัก

ไทม์ไลน์ชีวิต Larry Fink ตั้งแต่เกิดจนถึงปี 2026

สรุปเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของ Larry Fink และเส้นทางของ BlackRock กับ Bitcoin เรียงตามลำดับเวลา สำหรับผู้ที่อยากเห็นภาพรวมแบบเร็วๆ ช่วงแรกคือเส้นทางในโลกการเงินดั้งเดิมก่อนยุค Bitcoin

  • 2 พฤศจิกายน 1952: เกิดที่ Los Angeles รัฐ California และเติบโตในย่าน Van Nuys
  • ปี 1974: จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์จาก UCLA และแต่งงานกับ Lori Weider
  • ปี 1976: จบ MBA จาก UCLA Anderson และเริ่มงานที่ First Boston
  • ปี 1986: ฝ่ายที่ดูแลขาดทุนราว 90 ถึง 100 ล้านดอลลาร์จากการคาดดอกเบี้ยผิด
  • ปี 1988: ร่วมก่อตั้ง Blackstone Financial Management กับหุ้นส่วนอีกเจ็ดคน
  • มิถุนายน 1994: Blackstone ขายธุรกิจให้ PNC และบริษัทใช้ชื่อ BlackRock
  • 1 ตุลาคม 1999: BlackRock เข้าจดทะเบียนในตลาด NYSE ที่ราคา 14 ดอลลาร์ต่อหุ้น
  • ปี 2006: รวมกิจการกับ Merrill Lynch Investment Managers
  • ปี 2008: ธนาคารกลางสหรัฐให้ BlackRock ช่วยดูแลสินทรัพย์มีปัญหาจาก Bear Stearns และ AIG
  • ปี 2009: ซื้อ Barclays Global Investors และ iShares มูลค่า 13.5 พันล้านดอลลาร์

Larry Fink ในงาน Wilson Awards ปี 2010

Larry Fink ในงาน Wilson Awards ปี 2010 ภาพ: Wilson Center (CC BY-SA 3.0) ผ่าน Wikimedia Commons

ช่วงที่สองคือเส้นทางของ Fink และ BlackRock กับ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่คำวิจารณ์ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน

  • 13 ตุลาคม 2017: เรียก Bitcoin ว่าดัชนีการฟอกเงิน
  • 4 สิงหาคม 2022: จับมือ Coinbase ให้ลูกค้า Aladdin เข้าถึง Bitcoin
  • 15 มิถุนายน 2023: ยื่นแบบ S-1 ขอตั้ง iShares Bitcoin Trust
  • มิถุนายน 2023: ประกาศเลิกใช้คำว่า ESG ในงาน Aspen Ideas Festival
  • 5 กรกฎาคม 2023: เรียก Bitcoin ว่าสินทรัพย์ระหว่างประเทศในรายการ Fox Business
  • 10 มกราคม 2024: SEC อนุมัติ Spot Bitcoin ETF
  • 11 มกราคม 2024: IBIT เริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq
  • มีนาคม 2024: เปิดกองทุนโทเคน BUIDL บน Ethereum
  • 23 กรกฎาคม 2024: กองทุน ETHA เริ่มซื้อขาย
  • 12 ธันวาคม 2024: BlackRock Investment Institute เสนอสัดส่วน Bitcoin 1 ถึง 2% ในพอร์ต 60/40
  • มกราคม 2025: พูดที่ดาวอสว่า Bitcoin อาจถึง 700,000 ดอลลาร์ถ้ากองทุนใหญ่ทั่วโลกจัดสรรเงินเข้า
  • 31 มีนาคม 2025: จดหมายประจำปีเตือนว่าสหรัฐเสี่ยงเสียสถานะสกุลเงินสำรองให้ Bitcoin
  • มิถุนายน 2025: IBIT ทะลุ 70 พันล้านดอลลาร์ใน 341 วันซื้อขาย
  • 15 สิงหาคม 2025: ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานร่วมชั่วคราวของ World Economic Forum
  • ตุลาคม 2025: IBIT มีสินทรัพย์ราว 98.47 พันล้านดอลลาร์ และเป็น ETF ที่สร้างรายได้สูงสุดของ BlackRock
  • 3 ธันวาคม 2025: เรียก Bitcoin ว่าสินทรัพย์แห่งความกลัวในงาน DealBook Summit
  • มีนาคม 2026: จดหมายประจำปีเปรียบ Tokenization กับอินเทอร์เน็ตปี 1996
  • 30 มิถุนายน 2026: IBIT ถือ 734,261 BTC และ BlackRock มี AUM 15.344 ล้านล้านดอลลาร์
  • 24 สิงหาคม 2026: ก.ล.ต. ไทยเปิดรับฟังความเห็นร่างหลักเกณฑ์ Crypto ETF ในประเทศ
  • 6 ตุลาคม 2026: IBIT มีสินทรัพย์สุทธิราว 68.92 พันล้านดอลลาร์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Larry Fink

Larry Fink เป็นคนชาติอะไร อายุเท่าไหร่

Larry Fink เป็นชาวอเมริกัน เกิดวันที่ 2 พฤศจิกายน 1952 ที่เมือง Los Angeles รัฐ California ในเดือนตุลาคม 2026 เขาอายุ 73 ปี และจะอายุครบ 74 ปีในเดือนพฤศจิกายน 2026

Larry Fink ยังเป็น CEO ของ BlackRock อยู่ไหม

ยังเป็นอยู่ ณ เดือนตุลาคม 2026 Fink ดำรงตำแหน่งทั้งประธานกรรมการและ CEO ของ BlackRock และยังไม่มีการประกาศชื่อผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ

Larry Fink เคยพูดว่าอะไรเกี่ยวกับ Bitcoin ในปี 2017

วันที่ 13 ตุลาคม 2017 เขาพูดในงานของ Institute of International Finance ว่า Bitcoin แสดงให้เห็นว่าโลกมีความต้องการฟอกเงินมากแค่ไหน และสื่อสรุปว่าเขาเรียก Bitcoin ว่าดัชนีการฟอกเงิน ภายหลังเขายอมรับว่าความเห็นนั้นผิด

IBIT คืออะไร ต่างจากการซื้อ Bitcoin เองอย่างไร

IBIT คือ iShares Bitcoin Trust ETF กองทุนของ BlackRock ที่ถือ Bitcoin จริงและซื้อขายในตลาด Nasdaq เริ่มซื้อขายวันที่ 11 มกราคม 2024 ผู้ถือหน่วยได้ผลตอบแทนตามราคา Bitcoin หักค่าธรรมเนียม 0.25% ต่อปี แต่ไม่ได้ถือเหรียญเองและถอนเหรียญออกไปไม่ได้

แบบ 10-Q ไตรมาสแรกของ IBIT ระบุวันที่เริ่มซื้อขายบน Nasdaq

แบบ 10-Q ไตรมาส 1 ปี 2024 ของ iShares Bitcoin Trust ระบุวันอนุมัติ 10 มกราคม และวันจดทะเบียน 11 มกราคม 2024 ภาพ: SEC EDGAR

IBIT ถือ Bitcoin อยู่เท่าไหร่

ตามแบบ 10-Q ล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 IBIT ถือ 734,261 BTC และเมื่อคำนวณจากข้อมูลบนเว็บ iShares ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2026 ยอดถือน่าจะอยู่ราว 805,800 BTC ยอดทางการของไตรมาส 3 ปี 2026 จะออกในแบบ 10-Q ฉบับถัดไป

BUIDL คืออะไร

BUIDL คือ BlackRock USD Institutional Digital Liquidity Fund กองทุนโทเคนกองแรกของ BlackRock ที่เปิดในเดือนมีนาคม 2024 บน Ethereum ลงทุนในเงินสด ตั๋วเงินคลัง และสัญญาซื้อคืน มีมูลค่าคงที่ 1 ดอลลาร์ต่อโทเคน และเปิดให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันที่ลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์

Larry Fink บอกว่า Bitcoin จะไปถึง 700,000 ดอลลาร์จริงไหม

เขาพูดเป็นเงื่อนไข ไม่ใช่คำทำนาย ในงานที่ดาวอสเดือนมกราคม 2025 เขาบอกว่าถ้ากองทุนใหญ่ทั่วโลกคุยกันเรื่องจัดสรรเงินเข้า Bitcoin 2% ถึง 5% แบบที่เขาได้ยินมา ราคาอาจไปถึง 500,000 ถึง 700,000 ดอลลาร์ และเขาพูดในวงเดียวกันว่าไม่ได้กำลังโปรโมต Bitcoin

คนไทยลงทุนใน IBIT ได้ไหม

ผู้ลงทุนบางกลุ่มเข้าถึง Bitcoin ETF ต่างประเทศได้ผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการหุ้นต่างประเทศ หรือผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนใน Bitcoin ETF ต่างประเทศ ซึ่งในไทยเปิดขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษและสถาบัน ส่วน Crypto ETF ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยยังอยู่ระหว่างร่างหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ณ เดือนตุลาคม 2026

ข่าวกองทุน Bitcoin ETF กองแรกของไทยจาก บลจ.วรรณ

กองทุน ONE-BTCETFOF-UI ของ บลจ.วรรณ ลงทุนใน Bitcoin ETF ต่างประเทศ มิถุนายน 2024 ภาพ: ไทยรัฐ

สรุป: Larry Fink ผู้พา Bitcoin เข้าสู่วอลล์สตรีท

Larry Fink คือคนที่สร้าง BlackRock จากทีมเล็กใต้ร่ม Blackstone ในปี 1988 จนกลายเป็นผู้จัดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นคนเดียวกับที่เรียก Bitcoin ว่าดัชนีการฟอกเงินในปี 2017 ก่อนจะเปลี่ยนใจ ออกกองทุน IBIT ในปี 2024 ที่กลายเป็น Spot Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุด และผลักดัน Tokenization ผ่าน BUIDL

สิ่งที่ Fink เปลี่ยนไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว แต่คือทางเข้าของเงินสถาบันสู่ Bitcoin ปี 2026 แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ถูกกำกับไม่ได้ทำให้ Bitcoin เลิกผันผวน แต่ก็แสดงด้วยว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้หนีออกเมื่อราคาลง คำถามต่อไปคือ BlackRock ยุคหลัง Fink จะยังเดินต่อในทิศทางเดียวกันหรือไม่ และ Tokenization จะไปถึงจุดที่เขาเปรียบไว้กับอินเทอร์เน็ตได้จริงหรือเปล่า

บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ที่สนใจลงทุนใน Bitcoin หรือกองทุนที่เกี่ยวข้องควรศึกษาความเสี่ยง และเลือกซื้อขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ Bitcoin คืออะไร และเรื่องการเก็บรักษาเหรียญที่ Hot Wallet และ Cold Wallet

อ่านประวัติบุคคลสำคัญคนอื่นในโลกคริปโตต่อได้ที่ แฟ้มบุคคลในโลกคริปโต และประวัติผู้สร้าง Bitcoin ที่ Satoshi Nakamoto คือใคร

ภาพบุคคล: Larry Fink โดย Kena Betancur/European Commission (CC BY 4.0) โดย Financial Times (CC BY 2.0) และโดย Wilson Center (CC BY-SA 3.0) ผ่าน Wikimedia Commons ภาพที่ดัดแปลงจากต้นฉบับ CC BY-SA เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตเดียวกัน

ภาพปก: Larry Fink โดย Kena Betancur/European Commission (CC BY 4.0) ผ่าน Wikimedia Commons ดัดแปลงโดย Bitcoin Addict

บทความทั้งหมด