Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

[รีวิว] EtherFi Cash Card — บัตรเครดิต Crypto ที่เรทดีที่สุดจากผู้ใช้งาน 6 เดือน
บทความโดย Peeraphat Hankongkaew

[รีวิว] EtherFi Cash Card — บัตรเครดิต Crypto ที่เรทดีที่สุดจากผู้ใช้งาน 6 เดือน

รีวิว EtherFi Cash Card บัตร Visa Crypto ที่ไม่ต้องขายเรทดีที่สุดจากผู้ใช้งานจริง 6 เดือน

วันนี้เราจะมารีวิวบัตรเครดิต EtherFi ที่ใช้งานเองมา 6 เดือนแล้วมีอะไรบ้างจะเล่าให้ฟัง



EtherFi Cash Card คืออะไร?

EtherFi Cash Card บัตร Visa Crypto Non-Custodial สำหรับใช้จ่าย

EtherFi Cash Card บัตร Visa Crypto Non-Custodial สำหรับใช้จ่าย

ถ้าคุณถือ ETH หรือ USDC อยู่แล้วแต่ยังต้องมานั่งขายเป็นเงินบาทก่อนทุกครั้งที่อยากซื้อของ — บัตรนี้แก้ปัญหานั้นได้ตรงๆ เลย เพราะ EtherFi Cash Card คือบัตร Visa ที่ให้คุณเอา Crypto ที่มีอยู่ไปรูดซื้อของได้โดยตรง โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นเงินสดก่อนเลย ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองใช้มา 3-4 เดือนแล้วเราจะมาเล่าให้ฟังกัน


EtherFi คืออะไร ก่อนจะรู้จักบัตร

Etherfi-Logo.png

EtherFi เป็น Non-Custodial Staking และ Restaking Protocol ที่รวมกับ EigenLayer เพื่อเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด โดยมี TVL สูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เป็นหนึ่งใน DeFi Protocol ที่ใหญ่ที่สุดในตลาด และ EtherFi Cash Card ก็เป็นการต่อยอด Ecosystem ออกมาสู่ชีวิตจริง


ได้บัตรมายังไง? แค่บัตรแข็งหรือจะใช้มือถือแตะก็ได้
 

EtherFi virtual card

ตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าต้องรอรับบัตรจริงๆ ก่อนไหม คำตอบคือ ไม่จำเป็น 

บัตรนี้รองรับทั้ง Apple Pay และ Google Pay สามารถแตะจ่ายได้เลยที่กว่า 100 ล้านจุดทั่วโลก ดังนั้นพอสมัครเสร็จ เราสามารถกดขอบัตรแบบ Virtual แล้วผูกกับมือถือ แล้วใช้แตะจ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอบัตรแข็ง

สำหรับคนที่อยากได้บัตรจริงๆ ต้องวางมัดจำ 40 ดอลลาร์ แต่เป็นแบบ Refundable คืนเงินให้ทีหลัง ใช้เวลาจัดส่งมากกว่า 15 วันทำการ ซึ่ง บัตรที่ได้มาเป็นโลหะ หนักกว่าบัตรพลาสติกทั่วไปอย่างชัดเจน มาในซองขาวพร้อม Sleeve สีเข้ม ดูพรีเมียมใช้ได้ ผมเองก็เพิ่งขอบัตรแข็งมา 2 เดือนก่อนนี่เอง


วิธีจ่ายเงิน — มี 2 แบบให้เลือก

แบบที่ 1: Direct Pay (แนะนำสำหรับมือใหม่)
 

EtherFi direct pay

Direct Pay ทำงานเหมือน Debit Card ปกติ ระบบจะหัก Stablecoin จาก Vault ของคุณโดยตรงทันทีที่รูด ไม่มีเรื่องซับซ้อน ไม่มีความเสี่ยงอะไรเพิ่มเติม

แนะนำให้ใช้โหมดนี้ถ้าคุณไม่ได้ต้องการความซับซ้อน เพราะมันตรงไปตรงมาและเซฟที่สุด อย่าลืมว่าแม้จะบอกว่าบริหารผ่าน DeFi ก็ควรโอนเงินเข้าไปแค่ที่ตั้งใจจะใช้จริงๆ อย่าฝากทิ้งไว้ทั้งหมดในบัตร

แบบที่ 2: Borrow Mode (สำหรับคนที่เข้าใจ DeFi)

Borrow Mode คือ Feature หลักของบัตร ซึ่งให้คุณฝาก ETH หรือ weETH เป็นหลักประกัน จากนั้นระบบจะยืม USDC มาจ่ายแทนคุณในทุกครั้งที่รูด ขณะที่ ETH ของคุณก็ยังคงอยู่ใน Vault และสร้าง Staking Yield ต่อเนื่อง

ข้อดีสำคัญคือมันช่วยหลีกเลี่ยง Taxable Event ที่จะเกิดขึ้นถ้าคุณขาย Crypto ออกมาใช้จ่ายตามปกติ เพราะนี่คือการ "กู้ยืม" ไม่ใช่การขาย เลยไม่ถูกคำนวณเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี

⚠️ แต่อย่าลืมว่า Borrow Mode มีความเสี่ยงจริงๆ ถ้าราคา ETH ร่วงลงจนทำให้ Health Factor ต่ำกว่าเกณฑ์ จะเกิด Liquidation ขึ้น และแม้หลักประกันที่เหลือยังเป็นของคุณ แต่ Spending Limit ก็จะหายไปอย่างมาก ดังนั้นถ้าอยากได้แค่ความสะดวกใช้จ่ายและไม่อยากเสี่ยง Direct Pay ปลอดภัยกว่ามาก

รูปแนะนำ 2: รูป Diagram อธิบาย Direct Pay vs Borrow Mode ALT: เปรียบเทียบ EtherFi Direct Pay และ Borrow Mode วิธีใช้งานบัตร Crypto


ค่าธรรมเนียม — ถูกที่สุดในกลุ่ม Crypto Card?

image.png

นี่คือจุดที่ EtherFi โดดเด่นจริงๆ

ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี ไม่มีค่าสมัคร และแม้จะมี FX Fee 1% สำหรับธุรกรรมนอก USD แต่เมื่อรวมกับ Cashback ขั้น Core ที่ได้กลับมา 3% ก็ยังถือว่า Net Positive อยู่ที่ +2%

จากการทดสอบจริง ค่า FX เมื่อจ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 0.98% ซึ่งถือว่าต่ำกว่า Crypto Card หลายๆ เจ้าในตลาดอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม Cashback ที่ได้อาจจะไม่ใช่เหรียญที่เราใช้ไปเสมอไปขึ้นกับโปรโมชั่นในช่วงนั้นๆ

แล้วถ้าขาย USDC เองดีกว่าไหม?
 

ใช้ Etherfi จ่ายเงินบาท

มันจะมี 2 กรณีคือ
ถ้าคุณสามารถซื้อสินค้าโดยจ่ายในหน่วยบาทคุณจะโดนค่า FX ที่เป็นการแปลงสกุลเงินแต่คุณจะได้ Cashback อย่างในตัวอย่าง (30.65 THB/USD)

ผมเอาไปซื้อของ Makro เราได้ USD กลับมา $2.20 จาก $45.65 ที่จ่าย หมายความว่าจ่าย USD สุทธิ = $43.45  (32.19 THB/USD)

ซึ่งผมไปเช็คราคาที่ Exchange ไทยแห่งหนึ่งเราอยู่ที่ 31.05-31.12 THB (เรท Exchange ไทย 16 กพ.) ไม่รวมค่าธรรมเนียมอีก 0.25% 
ถ้าเราเอา USDC ไปขายบน Exchange โดยคิดเรทที่สูงสุด 31.12 THB เพื่อให้ได้เงิน 1,399.25 บาท เราจะต้องขายประมาณ 45.08 USDC 
เท่ากับว่าผมประหยัดเงินไป 1.63 USDC (55 บาท) เมื่อเทียบกับการขายตรงๆ
อธิบายง่ายๆคือจริงๆแล้วเรทการรูดบัตรเครดิตแพงกว่าขาย Exchange แต่พอได้ Cashback ทำให้ประหยัดกว่า


จริงๆแล้วถ้าเราลองคิดกลับกันถ้าเรา
เอาเงินบาทไปซื้อ USDC บน Exchange แล้ว Load เข้าบัตร (45.65 x 31.12x 0.25%) = 1,423 บาท 
ได้ Cashback $2.2 = 68 บาท 
เท่ากับธุรกรรมนี้ใช้เงิน 1355 บาทประหยัดกว่าการจ่ายเงินบาทประมาณ 44 บาท 
Note ตัวอย่างนี้เปรียบเทียบกับเรทสูงสุดของ USDC ที่ขาย Exchange ในวันนั้นๆดังนั้นแล้วถ้าบน Exchange เรทยิ่งแย่เท่าไหร่ การใช้บัตรจะมีความคุ้มค่ามากขึ้น
 

ใช้ EtherFi จ่ายเงินดอลลาร์

ในกรณีที่ซื้อของด้วยเงินดอลลาร์คุณจะคุ้มกว่ามาก เพราะคุณจะไม่โดนค่า FX Fee หรือ Spread ใดๆทั้งสิ้นเท่ากับว่าเราแทบจะได้ Cashback เต็ม 3% ดังนั้นจึงคุ้มค่ามาก
- ถ้าคุณมี USDC อยู่แล้วคุณได้ Cashback เต็มๆ 3%
- ถ้าคุณเอาเงินบาทไปซื้อ USDC (เรท Exchange ไทย 31.20 THB/USDC) คุณต้องใช้เงิน 200.08 บาท ได้คืน $0.19 ประทาณ 6 บาทเท่ากับใช้ไป 194 บาท
- บัตรเครดิตทั่วไปจะคิดค่า FX ประมาณ 2.5% คิดเป็นเงิน 205 บาท โดยสรุปแล้วยังไงก็ประหยัดกว่า

เรทดอลลาร์ของ visa

Cashback — ได้เยอะแค่ไหน?

Cashback ขึ้นอยู่กับ Tier โดย Core (ฟรี) ได้ 3%, Luxe และ Pinnacle ได้ 3% และในช่วงโปรโมชันสามารถรับรวมได้สูงสุด 5% โดยส่วนหนึ่งจ่ายทันทีและส่วนที่เหลือเป็น ETHFI Token

Cashback ทั้งหมดจะถูกจ่ายในรูปของ wETH และโอนเข้า Vault อัตโนมัติทุกเดือน


Liquid Vaults — เงินทำงานขณะที่คุณใช้บัตร
 

image.png

จุดเด่นอีกอย่างคือการเชื่อมต่อกับ EtherFi Liquid Vaults ซึ่งให้คุณฝากสินทรัพย์ไว้แล้วรับดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามไม่ค่อยแนะนำให้ใช้เท่าไหร่ เพราะว่ามันมีความเสี่ยงเรื่อง Smart contract แต่ถ้าใครเชี่ยวDeFi หรือใช้ Borrow Ledning  จะใช้ก็ไม่ว่ากัน


ใช้จ่ายออนไลน์ — มีบางอย่างที่ยังติดขัด

ตรงนี้ต้องพูดตรงๆ เลย เพราะในทางปฏิบัติเจอปัญหาบ้างบัตรนี้ผูกกับบริการออนไลน์บางอย่างไม่ได้ และจ่ายออนไลน์บางแพลตฟอร์มก็ไม่ผ่าน เท่าที่เจอจริงๆ คือจ่าย Shopee ไม่ได้ แต่ Lazada ใช้ได้ ซึ่งก็แปลว่าถ้าจะใช้บัตรนี้เป็นบัตรหลักควรทดสอบกับร้านหรือแพลตฟอร์มที่ใช้เป็นประจำก่อน


เรื่อง Customer Support และการขอคืนเงิน

นี่คือจุดที่ต้องพูดอย่างตรงๆ ว่า บริการหลังการขายของบัตรนี้ยังสู้บัตรเครดิตทั่วไปไม่ได้

มีรายงานจาก User บางรายว่า Support มีแนวโน้มโยนปัญหาให้ร้านค้าแก้ไขเองโดยไม่ค่อยเข้ามาช่วยเหลือโดยตรง และยังมีกรณี KYC ที่ค้างนานหลายเดือนโดยไม่มีการอัปเดต

เวลาที่ต้องขอ Refund ระบบจะบอกให้ไปติดต่อร้านค้าให้กด Cancel เองแทนที่จะ Chargeback ให้เหมือนบัตรเครดิตทั่วไป ดังนั้นถ้าคุณเคยชินกับบัตรเครดิต Bank ที่มีบริการที่ที่ดี ตรงนี้อาจจะต้องปรับความคาดหวังหน่อย


ไปเที่ยว — ใช้ EtherFi ได้ส่วนลดโรงแรม
 

image.png

บัตรนี้มีพาร์ทเนอร์ด้าน Travel ที่ให้ส่วนลดค่อนข้างดี โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่ใน Tier สูงขึ้น แต่ที่ต้องบอกตรงๆ คือโรงแรมในรายการยังไม่หลากหลายมากนัก ถ้าเที่ยวเมืองหลักๆ อาจจะโชคดีหาโรงแรมในโปรแกรมได้ แต่ถ้าไปประเทศที่ไม่ mainstream อาจจะใช้สิทธิ์นี้ยากกว่า


Visa Signature Benefits — สิทธิ์ที่หลายคนมองข้าม
 

สิทธิของ Visa Signature

ถ้าคุณได้บัตรแข็ง คุณะได้สิทธิพิเศษอีกอย่างคือการเป็น Visa Signature คุณจะได้สิทธิประโยชน์ผ่าน Visa Benefits Portal ซึ่งครอบคลุมทั้ง Travel Insurance, Medical Assistance abroad, Purchase Protection, Price Protection, Extended Warranty, AutoRental Insurance, Baggage Delay และ Baggage Loss

ข้อดีคือสิทธิ์พวกนี้มาพร้อมบัตรอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แค่ต้อง Activate ผ่าน Visa Benefits Portal ก่อน ซึ่งหลายคนที่ถือบัตรอยู่อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสิทธิ์เหล่านี้ (แอดมินก็เพิ่งรู้เช่นกัน)


ระบบ Point ของ EtherFi — "The Club"

 

ระบบ Point ของ EtherFi

ระบบ point ของ EtherFi จะไม่เหมือน point บัตรเครดิตทั่วไปที่เอาไว้แลกของสมนาคุมต่างๆแต่มันเป็นการเก็บสะสมแต้มต่อเดือนเพื่อให้สามารถ Upgrade Tier ของบัตรไปสู่ระดับถัดไปได้ ซึ่งดูแล้วไม่ได้น่าสนใจอะไรถ้าคุณไม่ใช่ Crypto bro ที่บินไปงาน Conference ต่างๆแล้วอยากได้บัตรฟรี

ถอนเงินสดที่ตู้ ATM ได้ไหม?
 

ยอดถอน ATM

ได้ครับ แต่มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อน

บัตรนี้รองรับการถอนเงินสดจากตู้ ATM ได้ในส่วนใหญ่ของโลก โดยค่าธรรมเนียมมาตรฐานของ ATM และเครือข่ายยังคงใช้อยู่ตามปกติ Ether ซึ่งต่างจากการรูดซื้อของที่รู้สึกได้ว่าค่าธรรมเนียมต่ำมาก

ค่าธรรมเนียม ATM อยู่ที่ประมาณ 2%  ซึ่งก็ยังถือว่าต่ำกว่า Crypto Card หลายเจ้าที่เก็บ 2–7% แต่ก็สูงกว่าการรูดซื้อของที่เสียแค่ FX ~1% ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แนะนำให้รูดซื้อของตรงๆ คุ้มกว่าถอนมาเป็นเงินสด

ลิมิตถอนต่อวันอยู่ที่ 250 ดอลลาร์ และแต่ละครั้งที่ลองถอนก็นับเป็น 1 ใน 3 ครั้งที่ได้ต่อวันด้วย แม้แต่ครั้งที่ถอนไม่สำเร็จก็ยังนับเพราะงั้นอย่า Retry บ่อยๆ ถ้าตู้มีปัญหา เพราะโควต้าจะหมดโดยไม่ได้เงินเลย

อีกจุดที่ต้องรู้คือ Cashback จะไม่ได้รับในธุรกรรมที่เป็นการถอนเงินสดจาก ATM ต่างจากการรูดซื้อของปกติที่ได้ Cashback กลับมาทุกครั้ง

สรุปง่ายๆ คือถอน ATM ได้ แต่ Cost สูงกว่าการรูดปกติ และขนาด Tier สูงๆก็ไม่ได้ยอดสูงอะไร ถ้าแค่อยากได้เงินสดบาท การโอน Stable ไปขายที่ Exchange น่าจะยังคุ้มกว่าในหลายกรณี


Cashback พิเศษ — EtherFi จัดโปรบ่อยกว่าที่คิด

นี่คือจุดที่ทำให้บัตรนี้น่าจับตามองอย่างต่อเนื่อง เพราะ EtherFi ไม่ได้จบแค่ Base Cashback ที่ 2–3% แต่ยังมีโปรโมชันพิเศษออกมาเป็นระยะๆ

ที่ผ่านมาเคยจัดมาแล้ว เช่น

Mint, Spend, Earn — แคมเปญที่แจก Cashback สูงถึง 20% สำหรับยอดใช้จ่ายในช่วงที่กำหนด โดย Core Member ได้รับ Cashback 20% สูงสุด 20 ดอลลาร์ (ใช้จ่าย 100 ดอลลาร์) ส่วน Luxe ได้สูงสุด 300 ดอลลาร์ (ใช้จ่าย 1,500 ดอลลาร์) และ Pinnacle ได้สูงสุด 600 ดอลลาร์ (ใช้จ่าย 3,000 ดอลลาร์)

Spend, Eat, Earn — โปรเฉพาะสำหรับการใช้จ่ายในหมวดอาหาร ซึ่งให้ Cashback สูงถึง 15% สำหรับผู้ใช้ที่ได้รับการชวนในช่วงแคมเปญ และ 10% สำหรับคนที่สมัครมาเอง ครอบคลุมทั้งร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต แต่บริการ Food Delivery อย่าง Uber Eats อาจไม่ได้รับในบางภูมิภาค

10 Days of Cashmas — แคมเปญช่วงเดือนธันวาคม ที่ให้ Cashback 10% สำหรับผู้ที่ถูก Refer เข้ามาในช่วงนั้น และยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ อีกด้วย

สิ่งที่น่าสังเกตคือโปรพวกนี้มักจะ มีกรอบเวลาสั้นๆ และมี Cap รวมของแคมเปญด้วย เช่นบางโปรอาจจำกัดไว้แค่ 100,000 ดอลลาร์รวมทั้งแคมเปญ ดังนั้นถ้าจะใช้ให้คุ้ม ควรติดตาม Social Media หรือ Discord ของ EtherFi อย่างสม่ำเสมอ เพราะโปรพวกนี้มักประกาศแบบกะทันหันและหมดเร็ว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในช่วงต้นปี 2026 มีโปรโมชันที่ทำให้ทุก Tier รวมถึง Core ได้รับ Cashback 3% เท่ากันหมดโดยไม่ต้องอัปเกรด Tier ซึ่งสำหรับคนที่อยู่ระดับ Core อยู่แล้ว ถือว่าได้ประโยชน์เต็มๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ปลายปีที่แล้วตอนมี 10% ผมเองก็อัดไปเต็มกระเป๋า


ความปลอดภัยของเงินในบัตร

บัตรนี้สร้างบน Non-Custodial Architecture ที่ใช้ Gnosis Safe ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ของคุณอยู่ใน Smart Contract ที่คุณควบคุมเองตลอด โปรโตคอลไม่สามารถเคลื่อนย้ายเงินของคุณได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ถ้าคุณกด Borrow Pay คือคุณให้คนอื่นเข้าถึงเงินแล้วอาจจะต้องคิดเรื่องความเสี่ยงกันเอาเอง

และต้องพูดตรงๆ ด้วยว่า ความเสี่ยงของ Smart Contract ก็ยังมีอยู่เสมอในทุก DeFi Protocol ดังนั้นจึงแนะนำว่าอย่าโอนเงินเข้าไปมากกว่าที่ตั้งใจจะใช้จ่ายจริงๆ ฝากแค่ที่ต้องการใช้ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ใน Cold Wallet ตามปกติ


สรุปข้อดี / ข้อเสีย

✅ ข้อดี

  • รูดซื้อของจาก Crypto ได้โดยตรง ไม่ต้องขายเป็นเงินบาทก่อน
  • ค่า FX ~1% ถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่ม Crypto Card
  • Cashback 2–3% ทำให้ Net หลัง FX ยังบวก
  • Borrow Mode ช่วยให้ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย เพราะเป็นการกู้ไม่ใช่ขาย
  • ใช้มือถือแตะจ่ายได้เลย ไม่ต้องรอบัตรแข็ง
  • Visa Signature มาพร้อม Benefits ครบ ทั้ง Travel Insurance และ Purchase Protection
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

❌ ข้อเสีย

  • ผูกกับบริการออนไลน์บางอย่างไม่ได้ เช่น Shopee ใช้ไม่ได้ ควรทดสอบก่อน
  • Borrow Mode มีความเสี่ยง Liquidation ถ้าตลาดร่วง ต้องจัดการ Collateral ดีๆ
  • Cashback ที่ได้เป็น SCR Token ซึ่งมีความผันผวน ถ้าอยากแลกเป็น USDC จะเกิด Taxable Event
  • Support ไม่ค่อยช่วยเรื่อง Refund มักโยนให้ร้านค้าจัดการเอง
  • โรงแรมในโปรแกรม Travel ยังไม่หลากหลาย
  • KYC อาจใช้เวลานาน และบางกรณีค้างโดยไม่มี Update
  • ยอดถอน ATM ต่อวันได้แค่ $250

บัตรนี้เหมาะกับใคร?

เหมาะมาก ถ้าคุณถือ ETH หรือ USDC อยู่แล้วและต้องการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันโดยไม่อยากวุ่นวายเรื่อง Off-ramp หรือถ้าคุณเข้าใจ DeFi ดีพอและต้องการใช้ Borrow Mode เพื่อ Optimize ภาษีและ Yield

ไม่เหมาะ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่คุ้นเคยกับ DeFi เพราะ Borrow Mode มีรายละเอียดและความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจจริงๆ ก่อนใช้ หรือถ้าคุณต้องการ Dispute/Refund ที่แข็งแกร่งเหมือนบัตรเครดิตธนาคารทั่วไป
โดยส่วนตัวมองว่าบัตร EtherFi นี้มีประโยชน์มากเพราะเรทมันดี ต่อให้บางครั้งเอาเงินบาทไปซื้อ USDC มารูดก็อาจจะยังดีกว่าใช้เงินบาทตรงๆด้วยซ้ำ แต่ข้อเสียหลักๆคือร้านค้าหลายร้านทางออนไลน์ไม่รับบัตรนี้เช่น Steam หรือ Shopee และการที่มันสามารถให้ Cashback เยอะขนาดนี้เพราะธุรกิจหลักน่าจะอยากให้คนใช้ระบบ Borrow มากกว่า ดังนั้นแล้วถ้าใครไม่เชี่ยว DeFi ไม่อยากให้ใช้ระบบนี้ ใช้ Direct pay ปกติจะดีกว่า และอย่าคาดหวังว่าจะได้บริการชั้นดีแบบบัตรเครดิตทั่วไปที่คุณใช้อยู่ ขนาดมีเพื่อนคนนึงที่ใช้บัตรเยอะระดับ Luxe ยังโดนไล่ไปคุยกับร้านเวลาของคืนเงินอยู่เลย

สมัครบัตร EtherFi ได้ที่นี่

 

บทความทั้งหมด