
CBDC คืออะไร ต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ยังไง
CBDC คือเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกเอง ต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ยังไง พร้อมอัปเดตสถานะล่าสุดของบาทดิจิทัลไทยจากโครงการบางขุนพรหม
ทุกวันนี้คนไทยแตะจ่ายเงินผ่านมือถือกันจนแทบลืมไปแล้วว่าเงินสดหน้าตาเป็นยังไง สแกนจ่ายร้านข้าวแกงด้วยพร้อมเพย์ โอนเงินเพื่อนผ่านแอปธนาคาร เติมเงินเข้า TrueMoney หรือ Rabbit LINE Pay เพื่อจ่ายค่ารถไฟฟ้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีโดยที่แทบไม่มีใครสงสัยว่าเบื้องหลังมันทำงานยังไง
แต่ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าบริการเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีบริษัทเอกชนคั่นกลางอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการ e-Money ซึ่งหมายความว่าเงินดิจิทัลที่เราถืออยู่ในมือทุกวันนี้ ไม่ได้เป็น "เงินสด" ในความหมายที่แท้จริง แต่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เรามีต่อบริษัทเอกชนเจ้าใดเจ้าหนึ่งต่างหาก
ในอีกฟากหนึ่ง โลกก็มี Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซีที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับ Stablecoin ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของตลาดคริปโทฯ ทั้งสองอย่างนี้เป็นเงินดิจิทัลเหมือนกัน แต่ไม่มีรัฐไหนควบคุมโดยตรง เมื่อโลกเคลื่อนไปทางเงินดิจิทัลเร็วขนาดนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มถามคำถามเดียวกันว่า ถ้าเอกชนทำเงินดิจิทัลของตัวเองได้ แล้วทำไมรัฐถึงจะทำบ้างไม่ได้ นี่คือจุดกำเนิดของ Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ที่หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านข่าว "เงินหยวนดิจิทัล" ของจีน หรือข่าว "บาทดิจิทัล" ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันต่างจากเงินดิจิทัลแบบอื่นที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ยังไง
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ CBDC ตั้งแต่นิยาม ความต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ไปจนถึงสถานะจริงของบาทดิจิทัลในไทย ณ วันที่เขียนบทความนี้
CBDC คืออะไรกันแน่
Central Bank Digital Currency (CBDC) คือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศโดยตรง มีสถานะเป็นสื่อกลางชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเหมือนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากกระดาษและโลหะมาเป็นตัวเลขดิจิทัล มีรัฐหนุนหลังเต็มมูลค่าเหมือนเงินสด ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีต่อธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชนใดๆ

ภาพ: สื่อความหมายว่า CBDC คือเงินสดในรูปแบบดิจิทัลที่รัฐหนุนหลังเต็มมูลค่าเหมือนธนบัตรจริง ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องต่อบริษัทเอกชนแบบเงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
CBDC แบ่งออกเป็นสองรูปแบบที่ทำหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
Wholesale CBDC คือเงินสำรองสำหรับทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันเอง ใช้ในการชำระดุล (Settle) บัญชีระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารกลาง และยังต่อยอดไปเชื่อมกับธนาคารกลางของประเทศอื่นเพื่อทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศรวดเร็วขึ้นได้อีกด้วย ส่วนนี้ไม่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไปโดยตรง
Retail CBDC คือเงินส่วนที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานกันจริง เปรียบเสมือนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่แปลงร่างเป็นดิจิทัล ผู้ดูแลระบบคือธนาคารกลางโดยตรง ไม่ใช่บริษัทเอกชน และเป็นส่วนที่บทความนี้จะโฟกัสเป็นหลัก เพราะเป็นส่วนที่จะกระทบวิถีชีวิตของคนทั่วไปมากที่สุดถ้าถูกใช้งานจริง

ภาพ: เปรียบเทียบผู้ออกเงินสี่รูปแบบที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เงินสด เงินฝากธนาคาร e-Money ไปจนถึง Retail CBDC เพื่อให้เห็นว่า CBDC ต่างจากเงินดิจิทัลที่ใช้อยู่แล้วตรงที่ใครเป็นผู้รับผิดชอบมูลค่าให้จริงๆ
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารหรือผู้ให้บริการ e-Money ทำให้เราเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ธนาคารส่วนใหญ่บริหารเงินแบบเก็บเงินสดสำรองไว้เพียงบางส่วน (Fractional Reserve Banking) แล้วนำส่วนที่เหลือไปปล่อยกู้ทำกำไร ถ้าธนาคารบริหารผิดพลาดหรือเจอวิกฤตหนักจนคนแห่ถอนเงินพร้อมกัน (Bank Run) ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถคืนเงินให้ผู้ฝากได้ครบ ความเสี่ยงแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นได้กับผู้ให้บริการ e-Money เช่นกัน เพราะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้รับการค้ำประกันแบบเดียวกับธนาคารกลาง
Retail CBDC จึงถูกออกแบบมาให้ประชาชนถือเงินดิจิทัลได้โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงเหล่านี้เลย เพราะเป็นภาระผูกพันโดยตรงของธนาคารกลาง ไม่ใช่ของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชนคนกลาง แลกกับการที่ผู้ถือ CBDC จะไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือสิทธิประโยชน์ทางการเงินใดๆ เพราะการถือ CBDC มีลักษณะเหมือนถือเงินสดไว้กับตัวเองมากกว่าฝากเงินไว้กับธนาคาร

ภาพ: เทียบความเสี่ยงระหว่างการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือ e-Money กับการถือ Retail CBDC ที่เป็นภาระผูกพันตรงของธนาคารกลาง
CBDC ต่างจาก Bitcoin ยังไง
หลายคนพอได้ยินว่า CBDC เป็น "เงินดิจิทัล" ก็มักสับสนว่ามันคล้าย Bitcoin หรือเปล่า ทั้งที่จริงแล้วสองอย่างนี้อยู่คนละขั้วกันเลยในแง่โครงสร้างอำนาจ
Bitcoin เป็นเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรใดควบคุมได้ ทุกธุรกรรมถูกยืนยันโดยเครื่องคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องทั่วโลกที่ไม่รู้จักกันและไม่ต้องเชื่อใจกัน ไม่มีใครสามารถสั่งอายัดบัญชี ปฏิเสธธุรกรรม หรือพิมพ์ Bitcoin เพิ่มนอกเหนือกฎที่โปรแกรมไว้ล่วงหน้าได้ ต่อให้เป็นรัฐบาลของประเทศไหนก็ตาม
CBDC เป็นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นระบบรวมศูนย์ (Centralized) ที่ธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกเงิน การตรวจสอบธุรกรรม ไปจนถึงการกำหนดกฎการใช้งาน ธนาคารกลางสามารถมองเห็นธุรกรรมทั้งหมดในระบบได้ และในทางเทคนิคก็มีอำนาจที่จะระงับ จำกัด หรือแม้แต่ยกเลิกการใช้เงินของบัญชีใดบัญชีหนึ่งได้ถ้าต้องการ ไม่ต่างจากอำนาจที่ธนาคารกลางมีต่อเงินสดและเงินในระบบธนาคารอยู่แล้วในทุกวันนี้
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ Bitcoin คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องพึ่งความไว้ใจใครเลย ส่วน CBDC คือระบบที่ยังต้องพึ่งความไว้ใจธนาคารกลางเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเงินจากกระดาษเป็นดิจิทัลเท่านั้น ความเสี่ยงเรื่องธนาคารพาณิชย์ล้มละลายอาจลดลงถ้าถือ CBDC โดยตรง แต่ความเสี่ยงเรื่องการถูกควบคุมหรือตรวจสอบธุรกรรมกลับเพิ่มขึ้นแทน ซึ่งเป็นคนละแกนของความเสี่ยงกับที่ Bitcoin พยายามแก้

ภาพ: เทียบโครงสร้างอำนาจของ Bitcoin ที่กระจายศูนย์ไม่มีใครควบคุมได้ กับ CBDC ที่รวมศูนย์อยู่ที่ธนาคารกลางเจ้าเดียว เพื่อให้เห็นว่าทั้งสองแก้ปัญหาคนละเรื่องกัน
CBDC ต่างจาก Stablecoin ยังไง
อีกจุดที่คนสับสนบ่อยคือ CBDC กับ Stablecoin ทั้งสองอย่างนี้ดูคล้ายกันตรงที่มูลค่าค่อนข้างคงที่และใช้แทนเงินสกุลหลักได้ แต่ต้นตอที่มาต่างกันโดยสิ้นเชิง
Stablecoin ประเภทที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ Fiat-backed Stablecoin ซึ่งกินสัดส่วนมูลค่าตลาดของ Stablecoin ทั้งหมดเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ถูกออกโดยบริษัทเอกชนที่นำเงินสดไปเก็บสำรองไว้เพื่อรับรองมูลค่าเหรียญที่อยู่บนบล็อกเชนสาธารณะ ข้อดีคือใช้งานได้ทั่วโลกแบบไร้พรมแดน มีความเป็นส่วนตัวสูงกว่า CBDC และเข้าถึงได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน แต่ก็มักถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสของเงินสำรองอยู่เสมอว่าบริษัทผู้ออกมีเงินหนุนหลังครบตามที่ประกาศจริงหรือไม่
CBDC ในทางกลับกันออกโดยรัฐโดยตรง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายจริง ไม่ใช่แค่โทเคนที่อ้างว่าแลกคืนได้ ความน่าเชื่อถือจึงมาจากธนาคารกลางของประเทศนั้นโดยตรง ไม่มีคำถามเรื่องเงินสำรองแบบที่ Stablecoin เอกชนต้องเจอ แต่แลกมาด้วยขอบเขตการใช้งานที่แคบกว่ามาก เพราะ CBDC ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์คนในประเทศนั้นเป็นหลัก ไม่ได้เปิดกว้างให้ใครก็ได้ทั่วโลกเข้าถึงง่ายๆ เหมือน Stablecoin
พูดสั้นๆ คือ Stablecoin แลกความน่าเชื่อถือระดับสถาบันเอกชนเพื่อแลกกับความไร้พรมแดนและความเป็นส่วนตัว ส่วน CBDC แลกความไร้พรมแดนนั้นทิ้งไป เพื่อแลกกับความน่าเชื่อถือระดับรัฐและสถานะเงินตามกฎหมายเต็มรูปแบบ

ภาพ: สรุปเปรียบเทียบผู้ออก ความน่าเชื่อถือ และขอบเขตการใช้งานของเงินดิจิทัลสามแบบ Bitcoin, Stablecoin และ CBDC ในตารางเดียว
ทำไมรัฐถึงอยากทำ CBDC
เหตุผลที่ธนาคารกลางหลายประเทศทุ่มเวลาศึกษาและพัฒนา CBDC ไม่ได้มีแค่เรื่องตามกระแสโลก แต่มีแรงจูงใจเชิงโครงสร้างหลายข้อ
ข้อแรกคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รองรับบทบาทของเทคโนโลยีในภาคการเงินที่เพิ่มขึ้นทุกปี ข้อสองคือการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบเต็มรูปแบบ ข้อสามคือการลดต้นทุนในระบบการเงิน เช่น ต้นทุนการพิมพ์ ขนส่ง และบริหารจัดการเงินสดของประเทศที่สูงไม่น้อยในระยะยาว
ข้อสี่ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กันคือการป้องกันการผูกขาดของธุรกิจการเงินภาคเอกชน ที่อาจให้บริการไม่เป็นธรรมหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในทางที่ไม่ถูกต้อง การมี CBDC เป็นทางเลือกจากภาครัฐจะช่วยถ่วงดุลอำนาจของผู้ให้บริการเอกชนรายใหญ่ได้ระดับหนึ่ง และข้อสุดท้ายคือการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐ เพราะฐานข้อมูลธุรกรรมจาก Retail CBDC จะช่วยให้รัฐออกแบบและดำเนินนโยบายการเงินการคลังได้ตรงจุดยิ่งขึ้น เช่น การแจกเงินเยียวยาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าเดิม

ภาพ: สรุป 5 เหตุผลหลักที่ธนาคารกลางหลายประเทศอยากผลักดัน CBDC ตั้งแต่ลดต้นทุนเงินสดไปจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายภาครัฐ
ราคาที่ต้องจ่าย ความเป็นส่วนตัวและอำนาจควบคุม
ข้อดีทั้งหมดที่กล่าวมามีสิ่งที่ต้องแลกด้วยเสมอ นั่นคือความเป็นส่วนตัว การใช้เงินสดในรูปธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก เพราะธุรกรรมจะรู้กันแค่สองฝ่ายคือผู้ซื้อกับผู้ขาย ไม่มีการบันทึกว่าเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ จำนวนเท่าไร
แต่ Retail CBDC ที่เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเก็บรายละเอียดข้อมูลทุกธุรกรรมของทุกคน และมีมากกว่าสองฝ่ายที่มองเห็นข้อมูลนั้น พูดอีกแบบคือในขณะที่ CBDC ช่วยให้ทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้นมาก อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลงตามไปด้วย และในกรณีเลวร้ายที่สุดก็อาจเป็นช่องทางที่รัฐใช้ควบคุมหรืออายัดเงินของผู้เห็นต่างทางการเมืองได้
ข้อกังวลที่คนพูดถึงกันมากในระดับโลกคือแนวคิด "เงินโปรแกรมได้" (Programmable Money) ที่ในทางเทคนิคเปิดช่องให้ธนาคารกลางกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินได้ละเอียดกว่าเงินสดมาก เช่น กำหนดวันหมดอายุของเงินเพื่อกระตุ้นให้รีบใช้จ่าย จำกัดประเภทสินค้าที่ซื้อได้ หรือจำกัดพื้นที่การใช้งาน แม้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ที่ศึกษาเรื่องนี้จะยืนยันว่าจะไม่ใช้อำนาจแบบนั้นกับเงินสำหรับใช้จ่ายทั่วไปของประชาชน แต่ในทางเทคนิคความสามารถนั้นมีอยู่จริง และเป็นเหตุผลหลักที่หลายประเทศ รวมถึงไทย ต้องออกแบบระบบให้รอบคอบเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจใช้งานจริง

ภาพ: สื่อถึงประเด็นความเป็นส่วนตัวที่ต้องแลกไปเมื่อเปลี่ยนจากเงินสดที่ไม่มีใครสืบย้อนได้ มาเป็น CBDC ที่ธนาคารกลางมองเห็นธุรกรรมได้ทั้งหมด
สถานะ CBDC ทั่วโลก จีนไปไกลที่สุด
ในบรรดาประเทศใหญ่ที่ทดสอบ CBDC จีนคือประเทศที่เดินหน้าไปไกลที่สุดอย่างชัดเจน ธนาคารกลางจีน (PBOC) พัฒนาเงินหยวนดิจิทัลหรือ e-CNY มาต่อเนื่องหลายปีจนถึงจุดที่มีการใช้งานจริงในหลายเมืองทั่วประเทศ ข้อมูลล่าสุด ณ ปลายปี 2025 ระบุว่ายอดธุรกรรมสะสมของ e-CNY อยู่ที่ราว 16.7 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 2.37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจำนวนธุรกรรมสะสมกว่า 3,480 ล้านครั้ง ซึ่งเติบโตกว่า 800 เปอร์เซ็นต์เทียบกับปี 2023 และในต้นปี 2026 PBOC ยังเริ่มเปิดให้ e-CNY จ่ายดอกเบี้ยได้เป็นครั้งแรก พร้อมขยายจำนวนธนาคารที่รองรับ e-CNY เพิ่มเป็น 22 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนว่าจีนกำลังผลักดัน e-CNY จากเงินดิจิทัลที่ใช้แทนเงินสดทั่วไป ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเงินฝากดิจิทัลเต็มรูปแบบมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่จีนเดินหน้าเต็มสูบ ประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายแห่งอย่างสหรัฐฯ และยุโรปยังอยู่ในขั้นศึกษาและถกเถียงกันอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในแง่ผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์และความเป็นส่วนตัวของประชาชน ส่วนประเทศเล็กบางแห่งอย่างไนจีเรียและบาฮามาสเปิดใช้งาน Retail CBDC จริงไปแล้วในระดับหนึ่ง แม้อัตราการใช้งานจริงของประชาชนจะยังต่ำกว่าที่คาดไว้มากก็ตาม
กรณีที่น่าสนใจอีกแบบคือรัสเซีย ซึ่งเดินคนละเส้นทางจากประเทศอื่น ธนาคารกลางรัสเซียพัฒนา "รูเบิลดิจิทัล" มาต่อเนื่อง แต่แผนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบกับประชาชนถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งจากกำหนดเดิมที่วางไว้คือ 1 กรกฎาคม 2568 ล่าสุดธนาคารกลางรัสเซียเสนอเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยบังคับใช้ก่อนเฉพาะธนาคารและร้านค้าขนาดใหญ่ (รายได้เกิน 120 ล้านรูเบิลต่อปี) ส่วนธุรกิจขนาดกลางมีเวลาปรับตัวถึงปี 2570 และรายเล็กถึงปี 2571 ขณะที่หน่วยงานรัฐเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ต้นปี 2569 ไปก่อนแล้ว สิ่งที่รัสเซียเดินหน้าเร็วกว่ากลับเป็นอีกเส้นทางหนึ่งคือการผลักดัน Stablecoin ที่ผูกกับเงินรูเบิลของภาคเอกชน ซึ่งเริ่มมีการใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2025 และมีมูลค่าธุรกรรมสะสมทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีแรกที่เปิดตัว เหตุผลสำคัญคือ Stablecoin ใช้ทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้คล่องตัวกว่า CBDC มาก ซึ่งตอบโจทย์รัสเซียที่ต้องการช่องทางค้าขายกับต่างประเทศโดยเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินของชาติตะวันตก กรณีของรัสเซียจึงไม่ใช่การ "เลิกทำ CBDC แล้วหันไปทำ Stablecoin แทน" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการเดินหน้าทั้งสองเส้นทางพร้อมกัน โดยให้ CBDC ทำหน้าที่ในประเทศกับหน่วยงานรัฐและธุรกิจตามกำหนดที่เลื่อนมาแล้วหลายรอบ ส่วน Stablecoin ทำหน้าที่ที่ CBDC ทำไม่ได้คือการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการหลบเลี่ยงระบบการเงินที่ถูกชาติตะวันตกควบคุมอยู่
ภาพรวมของโลกตอนนี้คือแทบทุกธนาคารกลางกำลังศึกษาเรื่อง CBDC อยู่ในระดับหนึ่ง แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ตัดสินใจเปิดใช้งานจริงกับประชาชนทั่วไปในวงกว้าง และแต่ละประเทศก็เลือกเส้นทางที่ต่างกันไปตามโจทย์ของตัวเอง ไม่ใช่ทุกที่จะเดินตามโมเดลของจีน

ภาพ: แสดงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของยอดธุรกรรมสะสม e-CNY จีน ซึ่งเป็นประเทศที่เดินหน้า CBDC ไปไกลที่สุดในโลกตอนนี้
บาทดิจิทัลของไทยไปถึงไหนแล้ว
พูดถึงระดับโลกไปแล้ว สิ่งที่คนไทยน่าจะอยากรู้มากที่สุดคือความคืบหน้าของ CBDC ในบ้านเราเอง และเรื่องนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหนึ่งในธนาคารกลางกลุ่มแรกๆ ของโลกที่เริ่มศึกษาเรื่อง CBDC อย่างจริงจัง
ธปท. เริ่มโครงการศึกษา Wholesale CBDC ภายใต้ชื่อ "โครงการอินทนนท์" ตั้งแต่ปี 2018 โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งทดสอบระบบชำระดุลบัญชีระหว่างสถาบันการเงินด้วยเทคโนโลยีกระจายศูนย์ (DLT) ก่อนต่อยอดไปสู่โครงการ "Inthanon-LionRock" ร่วมกับธนาคารกลางฮ่องกง เพื่อทดสอบการชำระเงินระหว่างประเทศ จนถึงขั้นดึงธนาคารกลางจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเข้าร่วมทดสอบเพิ่มในภายหลัง ฝั่ง Wholesale CBDC ของไทยจึงถือว่าอยู่แถวหน้าของโลกจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
ส่วนที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรงคือฝั่ง Retail CBDC ซึ่ง ธปท. เริ่มทดลองใช้งานในวงจำกัด (Pilot Test) ภายใต้ชื่อโครงการ "บางขุนพรหม" ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2022 ถึงไตรมาส 3 ปี 2023 โดยจำกัดผู้ให้บริการภาคเอกชนที่เข้าร่วมทดสอบเพียง 3 ราย คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) กับกลุ่มผู้ใช้งานจริงประมาณ 10,000 ราย โครงการนี้อยู่ภายใต้แนวคิดที่ ธปท. ย้ำเสมอว่า "Pilot to Learn, not Pilot to Launch" คือทำเพื่อเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ไม่ใช่เร่งเปิดใช้งานจริง

ภาพ: ไทม์ไลน์ความคืบหน้าของ CBDC ไทยตั้งแต่โครงการอินทนนท์ปี 2018 จนถึงจุดที่ ธปท. เปลี่ยนทิศทางไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox แทนการเดินหน้า Retail CBDC เต็มรูปแบบ
ผลการทดสอบโครงการบางขุนพรหมถูกสรุปออกมาเป็นรายงานอย่างเป็นทางการ ระบุประเด็นออกแบบสำคัญที่ ธปท. รวบรวมจากการทำ Focus Group ถึง 19 ครั้งกับภาคส่วนต่างๆ เช่น ต้องรองรับการใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (เช่นผ่านสมาร์ทการ์ดที่ใช้งานคล้ายเงินสด) ต้องไม่สร้างภาระค่าธรรมเนียมให้ผู้ใช้ ต้องกระจายผ่านตัวกลางอย่างสถาบันการเงินเพื่อไม่ทำลายกลไกการฝากเงินและปล่อยสินเชื่อเดิม และต้องไม่จ่ายดอกเบี้ยพร้อมจำกัดปริมาณการถือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโยกเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์อย่างรวดเร็วจนกระทบเสถียรภาพระบบการเงินในภาพรวม จากผลงานทั้งหมดนี้ รายงาน PwC Global CBDC Index and Stablecoin Overview ที่เผยแพร่ปลายปี 2023 จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ 2 ของโลกในฝั่ง Wholesale CBDC เท่ากับฮ่องกง และอยู่ที่ 3 ของโลกในฝั่ง Retail CBDC รองจากอินเดียและยูเครน

ภาพ: อันดับของไทยในรายงาน PwC Global CBDC Index ปี 2023 ซึ่งจัดให้ไทยติดกลุ่มผู้นำโลกทั้งสองฝั่ง Wholesale และ Retail CBDC
แล้วตอนนี้ล่ะ บาทดิจิทัลไปถึงไหนแล้ว คำตอบตรงไปตรงมาคือ ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ โครงการนำร่อง Retail CBDC ของ ธปท. ปิดฉากการทดสอบไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ตามแผนเดิม และ ธปท. ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนในการเปิดใช้งาน Retail CBDC เต็มรูปแบบกับประชาชนทั่วไปในเร็วๆ นี้ สิ่งที่ ธปท. เลือกทำต่อแทนคือการนำข้อมูลและบทเรียนจากโครงการบางขุนพรหมไปต่อยอดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้านอื่น โดยเฉพาะการเปิด Programmable Payment Sandbox (บางครั้งเรียกว่า Stablecoin Sandbox) ตั้งแต่ปี 2024 และขยายขอบเขตเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งเป็นการทดสอบให้ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตออก Stablecoin ที่ผูกกับเงินบาทและมีเงินสำรองหนุนเต็มจำนวน แทนที่จะเป็นธนาคารกลางออก CBDC เอง
พูดง่ายๆ คือ ธปท. เลือกเดินเส้นทางที่ต่างจากจีนอย่างชัดเจน แทนที่จะผลักดันเงินบาทดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางเองแบบ e-CNY ธปท. เลือกกำกับดูแลให้ภาคเอกชนที่มีใบอนุญาตทำ Stablecoin เงินบาทภายใต้กรอบทดสอบที่ควบคุมได้ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าและใช้เวลาเปลี่ยนผ่านสั้นกว่าการสร้างระบบ CBDC เต็มรูปแบบจากศูนย์ อย่างไรก็ตามทิศทางนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกในอนาคต เพราะ ธปท. ยังคงศึกษาเรื่อง CBDC ต่อเนื่องอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ยังไม่ใช่เส้นทางที่เร่งรีบเดินหน้าในช่วงเวลานี้

ภาพ: สรุปสถานะล่าสุดของบาทดิจิทัล โครงการ Retail CBDC ปิดทดสอบไปแล้วโดยยังไม่มีแผนเปิดใช้งานจริง ขณะที่ ธปท. หันไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox แทน
สรุปให้เห็นภาพรวมทั้งหมด
ถ้าให้สรุปสั้นๆ Bitcoin คือเงินดิจิทัลที่ไม่มีใครควบคุมได้เลย เหมาะกับคนที่อยากได้เงินที่ไม่ขึ้นกับดุลยพินิจของใคร Stablecoin คือเงินดิจิทัลที่เอกชนออกโดยผูกมูลค่ากับสกุลเงินหลัก ไร้พรมแดนและเป็นส่วนตัวสูง แต่ต้องเชื่อใจผู้ออกเรื่องเงินสำรอง ส่วน CBDC คือเงินดิจิทัลที่รัฐออกเอง เป็นเงินตามกฎหมายเต็มรูปแบบและน่าเชื่อถือที่สุดในแง่มูลค่า แต่ใช้งานได้จำกัดอยู่ในประเทศ และความเป็นส่วนตัวลดลงเพราะธนาคารกลางมองเห็นธุรกรรมได้ทั้งหมด
ทั้งสามอย่างนี้ไม่ได้แข่งกันเพื่อแทนที่กัน แต่พัฒนาคู่ขนานกันไปเพื่อตอบโจทย์คนละกลุ่มคนละสถานการณ์ การเข้าใจความต่างนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มองภาพรวมของโลกเงินดิจิทัลได้ชัดเจนขึ้นมาก
คำถามที่พบบ่อย
CBDC คืออะไร
เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศนั้นโดยตรง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายเหมือนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ทุกประการ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล แบ่งเป็น Wholesale CBDC สำหรับสถาบันการเงิน และ Retail CBDC สำหรับประชาชนทั่วไป
CBDC ต่างจาก Bitcoin ยังไง
CBDC เป็นระบบรวมศูนย์ที่ธนาคารกลางควบคุมและมองเห็นธุรกรรมทั้งหมดได้ ส่วน Bitcoin เป็นเครือข่ายกระจายศูนย์ที่ไม่มีใครควบคุมหรือสั่งอายัดได้เลย
CBDC ต่างจาก Stablecoin ยังไง
Stablecoin ออกโดยบริษัทเอกชนที่นำเงินสดมาสำรองไว้ ใช้งานได้ไร้พรมแดนแต่ต้องเชื่อใจผู้ออก ส่วน CBDC ออกโดยรัฐโดยตรง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายเต็มรูปแบบ แต่ใช้งานได้จำกัดอยู่ในประเทศเป็นหลัก
บาทดิจิทัลของไทยตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว
โครงการนำร่อง Retail CBDC "บางขุนพรหม" ปิดการทดสอบไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ธปท. ยังไม่มีแผนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ และหันไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox ให้เอกชนออก Stablecoin เงินบาทแทน ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้
ประเทศไหนที่ทำ CBDC ไปไกลที่สุดในโลก
จีนคือประเทศที่เดินหน้า e-CNY ไปไกลที่สุด ด้วยยอดธุรกรรมสะสมกว่า 16.7 ล้านล้านหยวน ณ ปลายปี 2025 และเริ่มขยายไปสู่ระบบเงินฝากดิจิทัลเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2026
📖 เรื่อง CBDC และความคืบหน้าของบาทดิจิทัลในไทยนี้ ผู้เขียนอธิบายไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101