CBDC คืออะไร ต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ยังไง
ความรู้พื้นฐานโดย พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว

CBDC คืออะไร ต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ยังไง

CBDC คือเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกเอง ต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ยังไง พร้อมอัปเดตสถานะล่าสุดของบาทดิจิทัลไทยจากโครงการบางขุนพรหม

ทุกวันนี้คนไทยแตะจ่ายเงินผ่านมือถือกันจนแทบลืมไปแล้วว่าเงินสดหน้าตาเป็นยังไง สแกนจ่ายร้านข้าวแกงด้วยพร้อมเพย์ โอนเงินเพื่อนผ่านแอปธนาคาร เติมเงินเข้า TrueMoney หรือ Rabbit LINE Pay เพื่อจ่ายค่ารถไฟฟ้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีโดยที่แทบไม่มีใครสงสัยว่าเบื้องหลังมันทำงานยังไง

แต่ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าบริการเหล่านี้เกือบทั้งหมดมีบริษัทเอกชนคั่นกลางอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการ e-Money ซึ่งหมายความว่าเงินดิจิทัลที่เราถืออยู่ในมือทุกวันนี้ ไม่ได้เป็น "เงินสด" ในความหมายที่แท้จริง แต่เป็นสิทธิเรียกร้องที่เรามีต่อบริษัทเอกชนเจ้าใดเจ้าหนึ่งต่างหาก

ในอีกฟากหนึ่ง โลกก็มี Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซีที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับ Stablecoin ที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของตลาดคริปโทฯ ทั้งสองอย่างนี้เป็นเงินดิจิทัลเหมือนกัน แต่ไม่มีรัฐไหนควบคุมโดยตรง เมื่อโลกเคลื่อนไปทางเงินดิจิทัลเร็วขนาดนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มถามคำถามเดียวกันว่า ถ้าเอกชนทำเงินดิจิทัลของตัวเองได้ แล้วทำไมรัฐถึงจะทำบ้างไม่ได้ นี่คือจุดกำเนิดของ Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ที่หลายคนอาจเคยได้ยินผ่านข่าว "เงินหยวนดิจิทัล" ของจีน หรือข่าว "บาทดิจิทัล" ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันต่างจากเงินดิจิทัลแบบอื่นที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ยังไง

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ CBDC ตั้งแต่นิยาม ความต่างจาก Bitcoin และ Stablecoin ไปจนถึงสถานะจริงของบาทดิจิทัลในไทย ณ วันที่เขียนบทความนี้

CBDC คืออะไรกันแน่

Central Bank Digital Currency (CBDC) คือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศโดยตรง มีสถานะเป็นสื่อกลางชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเหมือนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากกระดาษและโลหะมาเป็นตัวเลขดิจิทัล มีรัฐหนุนหลังเต็มมูลค่าเหมือนเงินสด ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีต่อธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชนใดๆ

สื่อความหมายว่า CBDC คือเงินสดในรูปแบบดิจิทัลที่รัฐหนุนหลังเต็มมูลค่าเหมือนธนบัตรจริง ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องต่อบริษัทเอกชนแบบเงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป

ภาพ: สื่อความหมายว่า CBDC คือเงินสดในรูปแบบดิจิทัลที่รัฐหนุนหลังเต็มมูลค่าเหมือนธนบัตรจริง ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องต่อบริษัทเอกชนแบบเงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป

CBDC แบ่งออกเป็นสองรูปแบบที่ทำหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

Wholesale CBDC คือเงินสำรองสำหรับทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันเอง ใช้ในการชำระดุล (Settle) บัญชีระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารกลาง และยังต่อยอดไปเชื่อมกับธนาคารกลางของประเทศอื่นเพื่อทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศรวดเร็วขึ้นได้อีกด้วย ส่วนนี้ไม่กระทบชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไปโดยตรง

Retail CBDC คือเงินส่วนที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานกันจริง เปรียบเสมือนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่แปลงร่างเป็นดิจิทัล ผู้ดูแลระบบคือธนาคารกลางโดยตรง ไม่ใช่บริษัทเอกชน และเป็นส่วนที่บทความนี้จะโฟกัสเป็นหลัก เพราะเป็นส่วนที่จะกระทบวิถีชีวิตของคนทั่วไปมากที่สุดถ้าถูกใช้งานจริง

เปรียบเทียบผู้ออกเงินสี่รูปแบบที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เงินสด เงินฝากธนาคาร e-Money ไปจนถึง Retail CBDC เพื่อให้เห็นว่า CBDC ต่างจากเงินดิจิทัลที่ใช้อยู่แล้วตรงที่ใครเป็นผู้รับผิดชอบมูลค่าให้จริงๆ

ภาพ: เปรียบเทียบผู้ออกเงินสี่รูปแบบที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เงินสด เงินฝากธนาคาร e-Money ไปจนถึง Retail CBDC เพื่อให้เห็นว่า CBDC ต่างจากเงินดิจิทัลที่ใช้อยู่แล้วตรงที่ใครเป็นผู้รับผิดชอบมูลค่าให้จริงๆ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารหรือผู้ให้บริการ e-Money ทำให้เราเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ธนาคารส่วนใหญ่บริหารเงินแบบเก็บเงินสดสำรองไว้เพียงบางส่วน (Fractional Reserve Banking) แล้วนำส่วนที่เหลือไปปล่อยกู้ทำกำไร ถ้าธนาคารบริหารผิดพลาดหรือเจอวิกฤตหนักจนคนแห่ถอนเงินพร้อมกัน (Bank Run) ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถคืนเงินให้ผู้ฝากได้ครบ ความเสี่ยงแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นได้กับผู้ให้บริการ e-Money เช่นกัน เพราะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้รับการค้ำประกันแบบเดียวกับธนาคารกลาง

Retail CBDC จึงถูกออกแบบมาให้ประชาชนถือเงินดิจิทัลได้โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงเหล่านี้เลย เพราะเป็นภาระผูกพันโดยตรงของธนาคารกลาง ไม่ใช่ของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเอกชนคนกลาง แลกกับการที่ผู้ถือ CBDC จะไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือสิทธิประโยชน์ทางการเงินใดๆ เพราะการถือ CBDC มีลักษณะเหมือนถือเงินสดไว้กับตัวเองมากกว่าฝากเงินไว้กับธนาคาร

เทียบความเสี่ยงระหว่างการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือ e-Money กับการถือ Retail CBDC ที่เป็นภาระผูกพันตรงของธนาคารกลาง

ภาพ: เทียบความเสี่ยงระหว่างการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือ e-Money กับการถือ Retail CBDC ที่เป็นภาระผูกพันตรงของธนาคารกลาง

CBDC ต่างจาก Bitcoin ยังไง

หลายคนพอได้ยินว่า CBDC เป็น "เงินดิจิทัล" ก็มักสับสนว่ามันคล้าย Bitcoin หรือเปล่า ทั้งที่จริงแล้วสองอย่างนี้อยู่คนละขั้วกันเลยในแง่โครงสร้างอำนาจ

Bitcoin เป็นเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือองค์กรใดควบคุมได้ ทุกธุรกรรมถูกยืนยันโดยเครื่องคอมพิวเตอร์นับหมื่นเครื่องทั่วโลกที่ไม่รู้จักกันและไม่ต้องเชื่อใจกัน ไม่มีใครสามารถสั่งอายัดบัญชี ปฏิเสธธุรกรรม หรือพิมพ์ Bitcoin เพิ่มนอกเหนือกฎที่โปรแกรมไว้ล่วงหน้าได้ ต่อให้เป็นรัฐบาลของประเทศไหนก็ตาม

CBDC เป็นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นระบบรวมศูนย์ (Centralized) ที่ธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกเงิน การตรวจสอบธุรกรรม ไปจนถึงการกำหนดกฎการใช้งาน ธนาคารกลางสามารถมองเห็นธุรกรรมทั้งหมดในระบบได้ และในทางเทคนิคก็มีอำนาจที่จะระงับ จำกัด หรือแม้แต่ยกเลิกการใช้เงินของบัญชีใดบัญชีหนึ่งได้ถ้าต้องการ ไม่ต่างจากอำนาจที่ธนาคารกลางมีต่อเงินสดและเงินในระบบธนาคารอยู่แล้วในทุกวันนี้

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ Bitcoin คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องพึ่งความไว้ใจใครเลย ส่วน CBDC คือระบบที่ยังต้องพึ่งความไว้ใจธนาคารกลางเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเงินจากกระดาษเป็นดิจิทัลเท่านั้น ความเสี่ยงเรื่องธนาคารพาณิชย์ล้มละลายอาจลดลงถ้าถือ CBDC โดยตรง แต่ความเสี่ยงเรื่องการถูกควบคุมหรือตรวจสอบธุรกรรมกลับเพิ่มขึ้นแทน ซึ่งเป็นคนละแกนของความเสี่ยงกับที่ Bitcoin พยายามแก้

เทียบโครงสร้างอำนาจของ Bitcoin ที่กระจายศูนย์ไม่มีใครควบคุมได้ กับ CBDC ที่รวมศูนย์อยู่ที่ธนาคารกลางเจ้าเดียว เพื่อให้เห็นว่าทั้งสองแก้ปัญหาคนละเรื่องกัน

ภาพ: เทียบโครงสร้างอำนาจของ Bitcoin ที่กระจายศูนย์ไม่มีใครควบคุมได้ กับ CBDC ที่รวมศูนย์อยู่ที่ธนาคารกลางเจ้าเดียว เพื่อให้เห็นว่าทั้งสองแก้ปัญหาคนละเรื่องกัน

CBDC ต่างจาก Stablecoin ยังไง

อีกจุดที่คนสับสนบ่อยคือ CBDC กับ Stablecoin ทั้งสองอย่างนี้ดูคล้ายกันตรงที่มูลค่าค่อนข้างคงที่และใช้แทนเงินสกุลหลักได้ แต่ต้นตอที่มาต่างกันโดยสิ้นเชิง

Stablecoin ประเภทที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ Fiat-backed Stablecoin ซึ่งกินสัดส่วนมูลค่าตลาดของ Stablecoin ทั้งหมดเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ถูกออกโดยบริษัทเอกชนที่นำเงินสดไปเก็บสำรองไว้เพื่อรับรองมูลค่าเหรียญที่อยู่บนบล็อกเชนสาธารณะ ข้อดีคือใช้งานได้ทั่วโลกแบบไร้พรมแดน มีความเป็นส่วนตัวสูงกว่า CBDC และเข้าถึงได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน แต่ก็มักถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสของเงินสำรองอยู่เสมอว่าบริษัทผู้ออกมีเงินหนุนหลังครบตามที่ประกาศจริงหรือไม่

CBDC ในทางกลับกันออกโดยรัฐโดยตรง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายจริง ไม่ใช่แค่โทเคนที่อ้างว่าแลกคืนได้ ความน่าเชื่อถือจึงมาจากธนาคารกลางของประเทศนั้นโดยตรง ไม่มีคำถามเรื่องเงินสำรองแบบที่ Stablecoin เอกชนต้องเจอ แต่แลกมาด้วยขอบเขตการใช้งานที่แคบกว่ามาก เพราะ CBDC ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์คนในประเทศนั้นเป็นหลัก ไม่ได้เปิดกว้างให้ใครก็ได้ทั่วโลกเข้าถึงง่ายๆ เหมือน Stablecoin

พูดสั้นๆ คือ Stablecoin แลกความน่าเชื่อถือระดับสถาบันเอกชนเพื่อแลกกับความไร้พรมแดนและความเป็นส่วนตัว ส่วน CBDC แลกความไร้พรมแดนนั้นทิ้งไป เพื่อแลกกับความน่าเชื่อถือระดับรัฐและสถานะเงินตามกฎหมายเต็มรูปแบบ

สรุปเปรียบเทียบผู้ออก ความน่าเชื่อถือ และขอบเขตการใช้งานของเงินดิจิทัลสามแบบ Bitcoin, Stablecoin และ CBDC ในตารางเดียว

ภาพ: สรุปเปรียบเทียบผู้ออก ความน่าเชื่อถือ และขอบเขตการใช้งานของเงินดิจิทัลสามแบบ Bitcoin, Stablecoin และ CBDC ในตารางเดียว

ทำไมรัฐถึงอยากทำ CBDC

เหตุผลที่ธนาคารกลางหลายประเทศทุ่มเวลาศึกษาและพัฒนา CBDC ไม่ได้มีแค่เรื่องตามกระแสโลก แต่มีแรงจูงใจเชิงโครงสร้างหลายข้อ

ข้อแรกคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รองรับบทบาทของเทคโนโลยีในภาคการเงินที่เพิ่มขึ้นทุกปี ข้อสองคือการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบเต็มรูปแบบ ข้อสามคือการลดต้นทุนในระบบการเงิน เช่น ต้นทุนการพิมพ์ ขนส่ง และบริหารจัดการเงินสดของประเทศที่สูงไม่น้อยในระยะยาว

ข้อสี่ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กันคือการป้องกันการผูกขาดของธุรกิจการเงินภาคเอกชน ที่อาจให้บริการไม่เป็นธรรมหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าในทางที่ไม่ถูกต้อง การมี CBDC เป็นทางเลือกจากภาครัฐจะช่วยถ่วงดุลอำนาจของผู้ให้บริการเอกชนรายใหญ่ได้ระดับหนึ่ง และข้อสุดท้ายคือการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐ เพราะฐานข้อมูลธุรกรรมจาก Retail CBDC จะช่วยให้รัฐออกแบบและดำเนินนโยบายการเงินการคลังได้ตรงจุดยิ่งขึ้น เช่น การแจกเงินเยียวยาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าเดิม

สรุป 5 เหตุผลหลักที่ธนาคารกลางหลายประเทศอยากผลักดัน CBDC ตั้งแต่ลดต้นทุนเงินสดไปจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายภาครัฐ

ภาพ: สรุป 5 เหตุผลหลักที่ธนาคารกลางหลายประเทศอยากผลักดัน CBDC ตั้งแต่ลดต้นทุนเงินสดไปจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายภาครัฐ

ราคาที่ต้องจ่าย ความเป็นส่วนตัวและอำนาจควบคุม

ข้อดีทั้งหมดที่กล่าวมามีสิ่งที่ต้องแลกด้วยเสมอ นั่นคือความเป็นส่วนตัว การใช้เงินสดในรูปธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ให้ความเป็นส่วนตัวสูงมาก เพราะธุรกรรมจะรู้กันแค่สองฝ่ายคือผู้ซื้อกับผู้ขาย ไม่มีการบันทึกว่าเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ จำนวนเท่าไร

แต่ Retail CBDC ที่เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเก็บรายละเอียดข้อมูลทุกธุรกรรมของทุกคน และมีมากกว่าสองฝ่ายที่มองเห็นข้อมูลนั้น พูดอีกแบบคือในขณะที่ CBDC ช่วยให้ทำธุรกรรมได้สะดวกขึ้นมาก อีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลงตามไปด้วย และในกรณีเลวร้ายที่สุดก็อาจเป็นช่องทางที่รัฐใช้ควบคุมหรืออายัดเงินของผู้เห็นต่างทางการเมืองได้

ข้อกังวลที่คนพูดถึงกันมากในระดับโลกคือแนวคิด "เงินโปรแกรมได้" (Programmable Money) ที่ในทางเทคนิคเปิดช่องให้ธนาคารกลางกำหนดเงื่อนไขการใช้เงินได้ละเอียดกว่าเงินสดมาก เช่น กำหนดวันหมดอายุของเงินเพื่อกระตุ้นให้รีบใช้จ่าย จำกัดประเภทสินค้าที่ซื้อได้ หรือจำกัดพื้นที่การใช้งาน แม้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ที่ศึกษาเรื่องนี้จะยืนยันว่าจะไม่ใช้อำนาจแบบนั้นกับเงินสำหรับใช้จ่ายทั่วไปของประชาชน แต่ในทางเทคนิคความสามารถนั้นมีอยู่จริง และเป็นเหตุผลหลักที่หลายประเทศ รวมถึงไทย ต้องออกแบบระบบให้รอบคอบเป็นพิเศษก่อนตัดสินใจใช้งานจริง

สื่อถึงประเด็นความเป็นส่วนตัวที่ต้องแลกไปเมื่อเปลี่ยนจากเงินสดที่ไม่มีใครสืบย้อนได้ มาเป็น CBDC ที่ธนาคารกลางมองเห็นธุรกรรมได้ทั้งหมด

ภาพ: สื่อถึงประเด็นความเป็นส่วนตัวที่ต้องแลกไปเมื่อเปลี่ยนจากเงินสดที่ไม่มีใครสืบย้อนได้ มาเป็น CBDC ที่ธนาคารกลางมองเห็นธุรกรรมได้ทั้งหมด

สถานะ CBDC ทั่วโลก จีนไปไกลที่สุด

ในบรรดาประเทศใหญ่ที่ทดสอบ CBDC จีนคือประเทศที่เดินหน้าไปไกลที่สุดอย่างชัดเจน ธนาคารกลางจีน (PBOC) พัฒนาเงินหยวนดิจิทัลหรือ e-CNY มาต่อเนื่องหลายปีจนถึงจุดที่มีการใช้งานจริงในหลายเมืองทั่วประเทศ ข้อมูลล่าสุด ณ ปลายปี 2025 ระบุว่ายอดธุรกรรมสะสมของ e-CNY อยู่ที่ราว 16.7 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 2.37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจำนวนธุรกรรมสะสมกว่า 3,480 ล้านครั้ง ซึ่งเติบโตกว่า 800 เปอร์เซ็นต์เทียบกับปี 2023 และในต้นปี 2026 PBOC ยังเริ่มเปิดให้ e-CNY จ่ายดอกเบี้ยได้เป็นครั้งแรก พร้อมขยายจำนวนธนาคารที่รองรับ e-CNY เพิ่มเป็น 22 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนว่าจีนกำลังผลักดัน e-CNY จากเงินดิจิทัลที่ใช้แทนเงินสดทั่วไป ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเงินฝากดิจิทัลเต็มรูปแบบมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่จีนเดินหน้าเต็มสูบ ประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายแห่งอย่างสหรัฐฯ และยุโรปยังอยู่ในขั้นศึกษาและถกเถียงกันอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในแง่ผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์และความเป็นส่วนตัวของประชาชน ส่วนประเทศเล็กบางแห่งอย่างไนจีเรียและบาฮามาสเปิดใช้งาน Retail CBDC จริงไปแล้วในระดับหนึ่ง แม้อัตราการใช้งานจริงของประชาชนจะยังต่ำกว่าที่คาดไว้มากก็ตาม

กรณีที่น่าสนใจอีกแบบคือรัสเซีย ซึ่งเดินคนละเส้นทางจากประเทศอื่น ธนาคารกลางรัสเซียพัฒนา "รูเบิลดิจิทัล" มาต่อเนื่อง แต่แผนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบกับประชาชนถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งจากกำหนดเดิมที่วางไว้คือ 1 กรกฎาคม 2568 ล่าสุดธนาคารกลางรัสเซียเสนอเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยบังคับใช้ก่อนเฉพาะธนาคารและร้านค้าขนาดใหญ่ (รายได้เกิน 120 ล้านรูเบิลต่อปี) ส่วนธุรกิจขนาดกลางมีเวลาปรับตัวถึงปี 2570 และรายเล็กถึงปี 2571 ขณะที่หน่วยงานรัฐเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ต้นปี 2569 ไปก่อนแล้ว สิ่งที่รัสเซียเดินหน้าเร็วกว่ากลับเป็นอีกเส้นทางหนึ่งคือการผลักดัน Stablecoin ที่ผูกกับเงินรูเบิลของภาคเอกชน ซึ่งเริ่มมีการใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2025 และมีมูลค่าธุรกรรมสะสมทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีแรกที่เปิดตัว เหตุผลสำคัญคือ Stablecoin ใช้ทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้คล่องตัวกว่า CBDC มาก ซึ่งตอบโจทย์รัสเซียที่ต้องการช่องทางค้าขายกับต่างประเทศโดยเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินของชาติตะวันตก กรณีของรัสเซียจึงไม่ใช่การ "เลิกทำ CBDC แล้วหันไปทำ Stablecoin แทน" อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการเดินหน้าทั้งสองเส้นทางพร้อมกัน โดยให้ CBDC ทำหน้าที่ในประเทศกับหน่วยงานรัฐและธุรกิจตามกำหนดที่เลื่อนมาแล้วหลายรอบ ส่วน Stablecoin ทำหน้าที่ที่ CBDC ทำไม่ได้คือการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการหลบเลี่ยงระบบการเงินที่ถูกชาติตะวันตกควบคุมอยู่

ภาพรวมของโลกตอนนี้คือแทบทุกธนาคารกลางกำลังศึกษาเรื่อง CBDC อยู่ในระดับหนึ่ง แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ตัดสินใจเปิดใช้งานจริงกับประชาชนทั่วไปในวงกว้าง และแต่ละประเทศก็เลือกเส้นทางที่ต่างกันไปตามโจทย์ของตัวเอง ไม่ใช่ทุกที่จะเดินตามโมเดลของจีน

แสดงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของยอดธุรกรรมสะสม e-CNY จีน ซึ่งเป็นประเทศที่เดินหน้า CBDC ไปไกลที่สุดในโลกตอนนี้

ภาพ: แสดงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของยอดธุรกรรมสะสม e-CNY จีน ซึ่งเป็นประเทศที่เดินหน้า CBDC ไปไกลที่สุดในโลกตอนนี้

บาทดิจิทัลของไทยไปถึงไหนแล้ว

พูดถึงระดับโลกไปแล้ว สิ่งที่คนไทยน่าจะอยากรู้มากที่สุดคือความคืบหน้าของ CBDC ในบ้านเราเอง และเรื่องนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหนึ่งในธนาคารกลางกลุ่มแรกๆ ของโลกที่เริ่มศึกษาเรื่อง CBDC อย่างจริงจัง

ธปท. เริ่มโครงการศึกษา Wholesale CBDC ภายใต้ชื่อ "โครงการอินทนนท์" ตั้งแต่ปี 2018 โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งทดสอบระบบชำระดุลบัญชีระหว่างสถาบันการเงินด้วยเทคโนโลยีกระจายศูนย์ (DLT) ก่อนต่อยอดไปสู่โครงการ "Inthanon-LionRock" ร่วมกับธนาคารกลางฮ่องกง เพื่อทดสอบการชำระเงินระหว่างประเทศ จนถึงขั้นดึงธนาคารกลางจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศเข้าร่วมทดสอบเพิ่มในภายหลัง ฝั่ง Wholesale CBDC ของไทยจึงถือว่าอยู่แถวหน้าของโลกจริงๆ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

ส่วนที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรงคือฝั่ง Retail CBDC ซึ่ง ธปท. เริ่มทดลองใช้งานในวงจำกัด (Pilot Test) ภายใต้ชื่อโครงการ "บางขุนพรหม" ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2022 ถึงไตรมาส 3 ปี 2023 โดยจำกัดผู้ให้บริการภาคเอกชนที่เข้าร่วมทดสอบเพียง 3 ราย คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) กับกลุ่มผู้ใช้งานจริงประมาณ 10,000 ราย โครงการนี้อยู่ภายใต้แนวคิดที่ ธปท. ย้ำเสมอว่า "Pilot to Learn, not Pilot to Launch" คือทำเพื่อเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ไม่ใช่เร่งเปิดใช้งานจริง

ไทม์ไลน์ความคืบหน้าของ CBDC ไทยตั้งแต่โครงการอินทนนท์ปี 2018 จนถึงจุดที่ ธปท. เปลี่ยนทิศทางไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox แทนการเดินหน้า Retail CBDC เต็มรูปแบบ

ภาพ: ไทม์ไลน์ความคืบหน้าของ CBDC ไทยตั้งแต่โครงการอินทนนท์ปี 2018 จนถึงจุดที่ ธปท. เปลี่ยนทิศทางไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox แทนการเดินหน้า Retail CBDC เต็มรูปแบบ

ผลการทดสอบโครงการบางขุนพรหมถูกสรุปออกมาเป็นรายงานอย่างเป็นทางการ ระบุประเด็นออกแบบสำคัญที่ ธปท. รวบรวมจากการทำ Focus Group ถึง 19 ครั้งกับภาคส่วนต่างๆ เช่น ต้องรองรับการใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (เช่นผ่านสมาร์ทการ์ดที่ใช้งานคล้ายเงินสด) ต้องไม่สร้างภาระค่าธรรมเนียมให้ผู้ใช้ ต้องกระจายผ่านตัวกลางอย่างสถาบันการเงินเพื่อไม่ทำลายกลไกการฝากเงินและปล่อยสินเชื่อเดิม และต้องไม่จ่ายดอกเบี้ยพร้อมจำกัดปริมาณการถือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโยกเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์อย่างรวดเร็วจนกระทบเสถียรภาพระบบการเงินในภาพรวม จากผลงานทั้งหมดนี้ รายงาน PwC Global CBDC Index and Stablecoin Overview ที่เผยแพร่ปลายปี 2023 จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ 2 ของโลกในฝั่ง Wholesale CBDC เท่ากับฮ่องกง และอยู่ที่ 3 ของโลกในฝั่ง Retail CBDC รองจากอินเดียและยูเครน

อันดับของไทยในรายงาน PwC Global CBDC Index ปี 2023 ซึ่งจัดให้ไทยติดกลุ่มผู้นำโลกทั้งสองฝั่ง Wholesale และ Retail CBDC

ภาพ: อันดับของไทยในรายงาน PwC Global CBDC Index ปี 2023 ซึ่งจัดให้ไทยติดกลุ่มผู้นำโลกทั้งสองฝั่ง Wholesale และ Retail CBDC

แล้วตอนนี้ล่ะ บาทดิจิทัลไปถึงไหนแล้ว คำตอบตรงไปตรงมาคือ ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้ โครงการนำร่อง Retail CBDC ของ ธปท. ปิดฉากการทดสอบไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ตามแผนเดิม และ ธปท. ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนในการเปิดใช้งาน Retail CBDC เต็มรูปแบบกับประชาชนทั่วไปในเร็วๆ นี้ สิ่งที่ ธปท. เลือกทำต่อแทนคือการนำข้อมูลและบทเรียนจากโครงการบางขุนพรหมไปต่อยอดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้านอื่น โดยเฉพาะการเปิด Programmable Payment Sandbox (บางครั้งเรียกว่า Stablecoin Sandbox) ตั้งแต่ปี 2024 และขยายขอบเขตเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งเป็นการทดสอบให้ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตออก Stablecoin ที่ผูกกับเงินบาทและมีเงินสำรองหนุนเต็มจำนวน แทนที่จะเป็นธนาคารกลางออก CBDC เอง

พูดง่ายๆ คือ ธปท. เลือกเดินเส้นทางที่ต่างจากจีนอย่างชัดเจน แทนที่จะผลักดันเงินบาทดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางเองแบบ e-CNY ธปท. เลือกกำกับดูแลให้ภาคเอกชนที่มีใบอนุญาตทำ Stablecoin เงินบาทภายใต้กรอบทดสอบที่ควบคุมได้ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าและใช้เวลาเปลี่ยนผ่านสั้นกว่าการสร้างระบบ CBDC เต็มรูปแบบจากศูนย์ อย่างไรก็ตามทิศทางนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกในอนาคต เพราะ ธปท. ยังคงศึกษาเรื่อง CBDC ต่อเนื่องอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ยังไม่ใช่เส้นทางที่เร่งรีบเดินหน้าในช่วงเวลานี้

สรุปสถานะล่าสุดของบาทดิจิทัล โครงการ Retail CBDC ปิดทดสอบไปแล้วโดยยังไม่มีแผนเปิดใช้งานจริง ขณะที่ ธปท. หันไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox แทน

ภาพ: สรุปสถานะล่าสุดของบาทดิจิทัล โครงการ Retail CBDC ปิดทดสอบไปแล้วโดยยังไม่มีแผนเปิดใช้งานจริง ขณะที่ ธปท. หันไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox แทน

สรุปให้เห็นภาพรวมทั้งหมด

ถ้าให้สรุปสั้นๆ Bitcoin คือเงินดิจิทัลที่ไม่มีใครควบคุมได้เลย เหมาะกับคนที่อยากได้เงินที่ไม่ขึ้นกับดุลยพินิจของใคร Stablecoin คือเงินดิจิทัลที่เอกชนออกโดยผูกมูลค่ากับสกุลเงินหลัก ไร้พรมแดนและเป็นส่วนตัวสูง แต่ต้องเชื่อใจผู้ออกเรื่องเงินสำรอง ส่วน CBDC คือเงินดิจิทัลที่รัฐออกเอง เป็นเงินตามกฎหมายเต็มรูปแบบและน่าเชื่อถือที่สุดในแง่มูลค่า แต่ใช้งานได้จำกัดอยู่ในประเทศ และความเป็นส่วนตัวลดลงเพราะธนาคารกลางมองเห็นธุรกรรมได้ทั้งหมด

ทั้งสามอย่างนี้ไม่ได้แข่งกันเพื่อแทนที่กัน แต่พัฒนาคู่ขนานกันไปเพื่อตอบโจทย์คนละกลุ่มคนละสถานการณ์ การเข้าใจความต่างนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มองภาพรวมของโลกเงินดิจิทัลได้ชัดเจนขึ้นมาก

คำถามที่พบบ่อย

CBDC คืออะไร

เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศนั้นโดยตรง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายเหมือนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ทุกประการ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล แบ่งเป็น Wholesale CBDC สำหรับสถาบันการเงิน และ Retail CBDC สำหรับประชาชนทั่วไป

CBDC ต่างจาก Bitcoin ยังไง

CBDC เป็นระบบรวมศูนย์ที่ธนาคารกลางควบคุมและมองเห็นธุรกรรมทั้งหมดได้ ส่วน Bitcoin เป็นเครือข่ายกระจายศูนย์ที่ไม่มีใครควบคุมหรือสั่งอายัดได้เลย

CBDC ต่างจาก Stablecoin ยังไง

Stablecoin ออกโดยบริษัทเอกชนที่นำเงินสดมาสำรองไว้ ใช้งานได้ไร้พรมแดนแต่ต้องเชื่อใจผู้ออก ส่วน CBDC ออกโดยรัฐโดยตรง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายเต็มรูปแบบ แต่ใช้งานได้จำกัดอยู่ในประเทศเป็นหลัก

บาทดิจิทัลของไทยตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว

โครงการนำร่อง Retail CBDC "บางขุนพรหม" ปิดการทดสอบไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ธปท. ยังไม่มีแผนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ และหันไปเน้นทดสอบ Programmable Payment Sandbox ให้เอกชนออก Stablecoin เงินบาทแทน ณ ช่วงเวลาที่เขียนบทความนี้

ประเทศไหนที่ทำ CBDC ไปไกลที่สุดในโลก

จีนคือประเทศที่เดินหน้า e-CNY ไปไกลที่สุด ด้วยยอดธุรกรรมสะสมกว่า 16.7 ล้านล้านหยวน ณ ปลายปี 2025 และเริ่มขยายไปสู่ระบบเงินฝากดิจิทัลเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2026


📖 เรื่อง CBDC และความคืบหน้าของบาทดิจิทัลในไทยนี้ ผู้เขียนอธิบายไว้ละเอียดกว่านี้ในหนังสือ Cryptocurrency & Digital Asset 101

บทความทั้งหมด