บอนด์สหรัฐ 10 ปีแตะ 5% ครั้งแรกในรอบ 19 ปี Bitcoin ทะยานแตะ 85,500 ดอลลาร์
บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐปิดเหนือ 5% ครั้งแรกตั้งแต่ 2550 ราคา Bitcoin ทะยานจากจุดต่ำสุด 58,600 ขึ้นมา 85,500 ดอลลาร์ สรุปมุมมอง Q4 จากทีม Behind The Crypto
บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ปิดที่ 5.006% เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นการปิดเหนือระดับ 5% ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 หรือในรอบ 19 ปี ขณะเดียวกัน Bitcoin ก็ทะยานจากจุดต่ำสุดของปีที่ 58,600 ดอลลาร์เมื่อ 30 มิถุนายน ขึ้นมาปิดที่ 85,500 ดอลลาร์ในวันที่ 22 กันยายน ทีมงาน Bitcoin Addict สรุปประเด็นสำคัญจากรายการ Behind The Crypto Special ที่ Han (พิธีกร) พูดคุยกับนนท์ จาก Merkle และเอ็ม ไล่ตั้งแต่ภาพมาโคร สภาพคล่องโลก สัญญาณ On-chain ไปจนถึงมุมมองต่อ Altcoin ก่อนเข้าไตรมาส 4
บอนด์ 10 ปีแตะจุดสูงสุดในรอบ 19 ปี เพราะอะไร
นนท์อธิบายว่าจุดเริ่มต้นของธีมมาโครรอบนี้มาจากบริษัทกลุ่ม Hyperscaler (ผู้ให้บริการคลาวด์/ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่าง Google และ Microsoft) ที่ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้จำนวนมากเพื่อไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI หุ้นกู้เหล่านี้ให้ผลตอบแทนราว 6% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ราว 5% ไม่มากนัก เมื่อเทียบความเสี่ยงแล้วเงินทุนจึงไหลไปทางหุ้นกู้เอกชนแทน ประกอบกับการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่ทยอยขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อพยุงค่าเงินเยน ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีขยับขึ้นมาอยู่ในโซนบนต่อเนื่อง
| วันที่ปิด | บอนด์ยีลด์ 10 ปี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เม.ย. 2550 | 5.03% | จุดสูงสุดเดิมก่อนหน้านี้ |
| 19 ต.ค. 2566 | 4.988% | จุดสูงสุดรอบล่าสุดก่อนปีนี้ |
| 16 ก.ย. 2569 | 5.006% | ปิดเหนือ 5% ครั้งแรกตั้งแต่ 2550 |
4.50%
จุดสูงสุดเดิม (2550)
5.03%
ปิดสูงสุดตั้งแต่ปี 2550
5.01%
เพื่อลดแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้แนวทางคล้าย Operation Twist ในอดีต คือขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อไปซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวที่ตลาดไม่ค่อยต้องการ กระทรวงการคลังประกาศซื้อคืนพันธบัตรมูลค่าอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ ต่อเนื่องตั้งแต่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน 2569 ตลาดตีความว่านี่คือสัญญาณว่าเงินดอลลาร์กำลังเผชิญแรงกดดัน จึงเกิดกระแส "dollar debasement" ที่คนหนีออกจากดอลลาร์ไปหาสินทรัพย์เก็บมูลค่าอื่นอย่างทองคำและ Bitcoin แทน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ Bitcoin หลุดออกจากกรอบ 4-year cycle เดิมและวิ่งขึ้นจาก 60,000-70,000 ดอลลาร์มาแตะเกือบ 80,000 ดอลลาร์ในรอบแรก
$71.30k
จุดต่ำสุด 30 มิ.ย.
$58.60k
จบขาขึ้นรอบมาโคร
$80.30k
หลัง Clarity Act/SEC-CFTC
$85.50k
Clarity Act แพ้โหวตในวุฒิสภา แต่ SEC-CFTC เดินหน้าออกกฎเอง
ร่างกฎหมาย Clarity Act ที่จะกำหนดว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทไหนนับเป็นหลักทรัพย์หรือไม่ แพ้โหวต cloture ในวุฒิสภาสหรัฐฯ ด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ต้องรอเสนอใหม่ปีหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ภายใต้ประธาน Paul Atkins และ ก.ล.ต. สินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ภายใต้ Caroline Pham ประกาศเดินหน้าออกกฎระเบียบกำกับดูแลคริปโตเองโดยไม่รอกฎหมายผ่านสภา แม้กฎระเบียบที่ออกมาจะไม่ครอบคลุมและไม่แน่นอนเท่ากฎหมายฉบับเต็ม แต่ก็เร็วกว่า และช่วยให้ผู้ประกอบการมีกรอบชัดเจนขึ้นในการทำธุรกิจ

ภาพ: หัวข่าว The Block วันที่ 16 กันยายน 2569 (เครดิต: The Block) อ่านต่อที่ The Block
อีกประเด็นที่พูดถึงคือร่างกฎหมายที่จะให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ถือ Bitcoin เป็นทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเริ่มจาก Executive Order ของทรัมป์ที่ตั้ง Strategic Bitcoin Reserve จาก Bitcoin ราว 200,000 กว่าเหรียญที่รัฐบาลยึดได้ ต่อยอดมาเป็นร่างกฎหมาย BITCOIN Act ของวุฒิสมาชิก Cynthia Lummis ที่ตั้งเป้าซื้อเพิ่มถึง 1 ล้าน BTC ภายใน 5 ปี ล่าสุดมีร่างกฎหมายใหม่ชื่อ ARMA หรือ American Reserve Modernization Act เสนอโดย ส.ส. Nick Begich และ Jared Golden แบบข้ามพรรคเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569
ในรายการ นนท์ระบุว่า ARMA มีเป้าหมาย "aggressive น้อยลง" กว่า BITCOIN Act เดิม ซึ่งจุดนี้ทีมบรรณาธิการตรวจสอบแล้วพบว่าคลาดเคลื่อน ทั้งสองร่างกฎหมายตั้งเป้าซื้อเพิ่มราว 1 ล้าน BTC ภายใน 5 ปีเท่ากัน ความต่างที่แท้จริงอยู่ที่วิธีหาเงินมาซื้อ ไม่ใช่ขนาดเป้าหมาย โดย ARMA ใช้วิธี budget-neutral ผ่านการตีราคาทองคำสำรองของประเทศใหม่ให้ตรงกับราคาตลาดปัจจุบัน แทนที่จะกู้เงินใหม่มาซื้อ และกำหนดให้ถือครองขั้นต่ำ 20 ปี ส่วนสถานะการพิจารณาว่าผ่านขั้น "markup" ในสภาแล้วหรือยัง ยังไม่มีแหล่งข้อมูลยืนยันได้ชัดเจน ณ เวลาที่เขียนบทความนี้
ทั้งสองคนมองว่าธีมกฎหมายเหล่านี้เข้ากับรูปแบบการยอมรับคริปโตที่เคยพูดถึงเป็นรอบ 4 ปี คือปี 2564 เป็นช่วงนักลงทุนรายย่อย ปี 2567 เป็นช่วงสถาบันผ่าน ETF และโทเคนไนซ์สินทรัพย์ ส่วนปี 2570-2571 อาจเป็นช่วงระดับประเทศที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน อย่างไรก็ตาม Han และนนท์ยังเตือนว่าเรื่องนี้เป็นดาบสองคม เพราะ Executive Order เปลี่ยนแปลงได้หากผลเลือกตั้งกลางเทอมพลิกขั้ว ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลโพลล่าสุดในรายการ
Global Liquidity: ผลกระทบรอบนี้ใกล้หมดแรงแล้วหรือยัง
Han อธิบายกรอบทฤษฎี Global Liquidity ว่าสภาพคล่องของธนาคารกลางทั่วโลกมักนำราคา Bitcoin ล่วงหน้าประมาณ 14 สัปดาห์ หรือราว 3 เดือน จุดพีคของสภาพคล่องรอบนี้อยู่ราวเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งหมายความว่าตลาดตอนนี้กำลังรับผลจากจุดพีคนั้นอยู่ Michael Howell นักวิเคราะห์สภาพคล่องจาก Capital Wars เขียนไว้ในบทวิเคราะห์รายสัปดาห์เมื่อ 15 กันยายน 2569 ว่าตลาดอยู่ใน "late-stage of the liquidity cycle" หรือช่วงปลายของวัฏจักรสภาพคล่อง โดยดัชนีสภาพคล่องโลก (GLI) อยู่ที่ 195.8 ล้านล้านดอลลาร์
ดัชนีวัดความผันผวนของตลาดพันธบัตร (MOVE Index) ก็เด้งขึ้นจากราว 65 มาอยู่ที่ 81 ซึ่ง Han มองว่ายังอยู่ในโซนที่ไม่น่ากังวลมากนัก หากยึดตามกรอบ Global Liquidity เพียงอย่างเดียว มุมมองในรายการคือ Bitcoin ยังมีโอกาสขึ้นต่อได้อีกระยะหนึ่ง แต่การจะทะลุผ่านแนวต้านจิตวิทยาสำคัญขึ้นไปมากคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัญญาณสภาพคล่องเริ่มอ่อนแรงลง
Bitcoin เบรคขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์
เอ็มอธิบายฝั่ง On-chain ว่าระยะเวลาจากจุดสูงสุดไปจุดต่ำสุดของแต่ละรอบ (cycle) ปกติจะอยู่ราว 315 วัน แต่รอบนี้มีสัญญาณ front-run มาก่อนราว 60-70 วัน ทำให้การตีความช่วงที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนนัก จนกระทั่งราคาเบรคขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์ (weekly SMA50) อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณที่เอ็มมองว่าแม่นยำที่สุดในการยืนยันว่าเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่แล้ว
ตัวเลขจริง ณ วันที่บันทึกเทปคือเส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 78,800 ดอลลาร์ (ในรายการเอ็มพูดกลม ๆ ว่า "แถว ๆ 75,000") และราคาปิดสัปดาห์อยู่เหนือเส้นนี้ต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์แล้ว นับถึงสัปดาห์ของวันที่ 21 กันยายน 2569
$80.60k
ปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์ (≈78.8k) 2 สัปดาห์ติด
$86.60k
สำหรับข้อมูลผู้ถือระยะยาว (Long-Term Holder) เอ็มระบุว่ากลุ่มนี้ทำยอดถือครองสูงสุดใหม่เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว หลังจากนั้นมีการคายของออกมาบ้างเล็กน้อย แต่ล่าสุดกลับมาสะสมใหม่อีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของทีม Bitcoin Addict ที่พบว่าในช่วง 7 วันล่าสุด (นับถึง 22 กันยายน) กลุ่มผู้ถือระยะยาวสะสมกลับเพิ่มขึ้นราว 43,895 BTC
ในรายการเอ็มอ้างสถิติย้อนหลังว่า "ทุกครั้งที่กลุ่มผู้ถือระยะยาวทำยอดสูงสุดใหม่ จาก 13 ครั้งที่ผ่านมา ถูก 11 ครั้ง ราคาจะเป็นขาขึ้นต่ออย่างน้อย 3 เดือน" ซึ่งเป็นตัวเลขจากการทดสอบส่วนตัวของเอ็มเอง ไม่ตรงกับชุดข้อมูลที่ทีม Bitcoin Addict มีอยู่ สถิติที่ทีมวัดจากข้อมูลจริงย้อนหลัง (Bitcoin Research Kit ปี 2554-2569) พบว่าใน 9 ครั้งที่ยอดถือครองของผู้ถือระยะยาวทำจุดสูงสุดใหม่ ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นใน 6 เดือนถัดมา 7 ใน 9 ครั้ง
ด้านตัวชี้วัดมูลค่า MVRV (เปรียบเทียบราคาตลาดกับต้นทุนเฉลี่ยที่แท้จริงของผู้ถือครองทั้งหมด) อยู่ที่ 1.61 ซึ่งในอดีตโซนต่ำกว่า 2 มักเป็นช่วงที่ตลาดยังอยู่ในภาวะสะสม ขณะที่ตัวชี้วัด STH-MVRV เฉพาะกลุ่มผู้ถือระยะสั้นอยู่ที่ 1.22 หรือเทียบเท่ากำไรเฉลี่ย 22% ซึ่งในอดีตโซนที่กำไรของกลุ่มนี้เกิน 20% มักเป็นช่วงตลาดร้อนแรงใกล้จุดสูงสุดระยะสั้น ครั้งล่าสุดที่เคยเกิดระดับนี้คือช่วงปี 2564 ผู้อ่านที่สนใจดูค่าล่าสุดแบบเรียลไทม์และคำอธิบายวิธีอ่านค่า ดูได้ที่เครื่องมือ Smart DCA ของ Bitcoin Addict

ภาพ: การ์ด MVRV บนหน้า bitcoinaddict.com/tools/smart-dca ตัวเลขบนหน้าเว็บอัปเดตตามราคาปิดของวันก่อนหน้า อาจต่างจากค่าสดที่กล่าวถึงในบทความเล็กน้อย
Altcoin ฤดูกาลใหม่: เหรียญที่ขึ้นจริงมีรายได้จริงหนุนหลัง
เอ็มมองว่าสิ่งที่ต่างจากรอบก่อนคือโปรโตคอลที่มีรายได้จริงและนำรายได้ส่วนใหญ่ไปซื้อคืนโทเคนของตัวเองแล้วเผาทิ้ง (buyback and burn) อย่างเช่น Hyperliquid ที่นำรายได้ราว 70-80% มาใช้ในลักษณะนี้ ทำให้ผู้ถือโทเคนมีเหตุผลที่จับต้องได้ในการถือครองมากขึ้น ต่างจากรอบก่อนที่โทเคนจำนวนมากไม่มีกลไกส่งต่อมูลค่ากลับไปยังผู้ถือ
อย่างไรก็ตาม เอ็มยอมรับตรง ๆ ว่าเหรียญที่ปรับตัวขึ้นจริงในรอบที่ Bitcoin ไปจาก 60,000 มาแตะ 80,000-90,000 ดอลลาร์ มีเพียงราว 20-30 เหรียญเท่านั้น จากเหรียญที่มีอยู่กว่า 1,000-2,000 เหรียญ ส่วนเรื่อง Tokenization หรือการนำสินทรัพย์โลกจริงมาแปลงเป็นโทเคน แม้จะเป็นกระแสที่พูดถึงกันมากและมีเม็ดเงินก้อนใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทั้งเอ็มและนนท์เห็นตรงกันว่ายังเป็นเรื่องที่คืบหน้าช้าและยังไม่เห็นสภาพคล่องไหลเข้ามาในระดับที่คาดหวังไว้
| ตัวชี้วัด | ค่า ณ 22 ก.ย. 2569 |
|---|---|
| บอนด์ยีลด์ 10 ปี (16 ก.ย.) | 5.006% |
| Bitcoin จุดต่ำสุด 30 มิ.ย. | 58,600 ดอลลาร์ |
| Bitcoin ปิด 22 ก.ย. | 85,500 ดอลลาร์ |
| เส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์ | ≈ 78,800 ดอลลาร์ |
| MVRV | 1.61 |
| STH-MVRV | 1.22 (กำไรเฉลี่ย 22%) |
ตัวเลข MVRV และ STH-MVRV เป็นค่า ณ วันที่บันทึกเทปรายการ ตัวเลขบนหน้าเว็บเครื่องมือ Bitcoin Addict จะอัปเดตตามราคาปิดของแต่ละวัน
สรุปมุมมอง Q4 จากทีม Behind The Crypto
ทั้งสามคนสรุปตรงกันว่าปัจจัยบวกด้านมาโครและกฎหมายที่ผลักดันราคาขึ้นมาตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมนั้น "จ่ายผลตอบแทนไปมากแล้ว" ในระยะสั้น ทำให้ไตรมาส 4 อาจเข้าสู่ช่วงที่ต้องรอดูปัจจัยใหม่เพิ่มเติม เช่น ผลการเลือกตั้งกลางเทอมและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทีมงานเน้นย้ำว่าหากมีการย่อตัวของราคาในช่วงนี้ ควรมองในบริบทของตลาดที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นใหญ่ (bull regime) ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางทั้งหมด
ผู้ร่วมรายการทั้งสามแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับกรอบราคาที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาส 4 โดยอ้างอิงจากตัวชี้วัด MVRV ที่ 1.61 ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมองว่าความผันผวนของราคาในระยะสั้นมีความสำคัญน้อยกว่าเมื่อพิจารณาในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น นี่คือมุมมองส่วนตัวของผู้ร่วมรายการ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict
สิ่งที่น่าสนใจในรอบนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขราคาที่ขยับขึ้น แต่คือการที่ปัจจัยขับเคลื่อนเปลี่ยนจากแรงเก็งกำไรล้วน ๆ มาเป็นปัจจัยมาโครและกฎหมายที่จับต้องได้มากขึ้น ทั้งเรื่องบอนด์ยีลด์ การซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง และท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ ที่เลือกเดินหน้าออกกฎเองแทนที่จะรอสภา สะท้อนว่าตลาดคริปโตเริ่มถูกจับตาในฐานะส่วนหนึ่งของระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนฝั่ง Altcoin ที่เริ่มเห็นโมเดลรายได้จริงแทนที่การเก็งกำไรล้วน ๆ ก็เป็นสัญญาณบวกต่อคุณภาพของตลาดในระยะยาว แม้จำนวนเหรียญที่ได้ประโยชน์จริงจะยังมีไม่มากนักก็ตาม
รับชมรายการเต็ม Behind The Crypto Special ได้ที่ช่องยูทูบ Bitcoin Addict