
Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 39: ความเร็วหลุดพ้นในวันที่แรงโน้มถ่วงหนักขึ้น
ยีลด์พันธบัตรโลกจ่อ 4% ครั้งแรกนับจากปี 2007 ประมูล 5 ปีสหรัฐทะลุ 5% เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก Bitcoin ยืนเหนือต้นทุนถือครองทุกระดับ โดยปริ้น Merkle Capital
ความเร็วหลุดพ้นในวันที่แรงโน้มถ่วงหนักขึ้น ในวิชาฟิสิกส์ ความเร็วหลุดพ้นไม่ได้ถูกกำหนดโดยจรวด แต่ถูกกำหนดโดยแรงโน้มถ่วงของดาวที่จรวดพยายามหนีออกมา สัปดาห์ที่สี่ของเดือนกันยายน 2026 ตลาดการเงินโลกให้ภาพนั้นชัดเจนที่สุดในรอบปี ฝั่ง On-chain รายงานว่า Bitcoin ขึ้นยืนเหนือต้นทุนถือครองทุกระดับที่กดราคาไว้ตลอดปี 2026 ขณะที่ฝั่งมหภาค ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นจนค่าเฉลี่ยจ่อทะลุ 4% ครั้งแรกนับจากปี 2007 และเฟดเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับจากเดือนกรกฎาคม 2023 คำถามของสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่ว่า Bitcoin แข็งแรงขึ้นหรือไม่ เพราะข้อมูล On-chain ตอบว่าใช่ชัดเจน แต่คือความแข็งแรงนั้นมากพอจะหนีอัตราคิดลดที่สูงขึ้นทั่วโลกได้หรือเปล่า
บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ตั้งต้นจาก ภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ (ปริ้น) Senior Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ร่วมกับ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว CEO บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด ในคอลัมน์ Bitcoin + Macro Weekly สัปดาห์ที่ 39/2026 โดยใช้ข้อมูลมหภาคจาก Bloomberg และข้อมูล On-chain จาก Glassnode "The Week On-chain" สัปดาห์ที่ 38/2026 ฉบับ "Escape Velocity" กองบรรณาธิการ Bitcoin Addict ตรวจสอบตัวเลขกับแหล่งต้นทาง ได้แก่ FRED, Treasury.gov และ TreasuryDirect แล้วขยายความด้วยข้อมูลสภาพคล่องโลกและ On-chain จากคลังของทีม ตัวเลขทุกตัวกำกับวันที่ของข้อมูลไว้ในวงเล็บ
พันธบัตรโลกจ่อ 4% ครั้งแรกนับจากปี 2007
ยีลด์เฉลี่ยของดัชนี Bloomberg Global Aggregate Treasuries ขึ้น 8 เบสิสพอยต์แตะ 3.99% ใกล้ระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2007 (Bloomberg 23 กันยายน 2026) ตัวเลขนี้คือค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่ การที่ค่าเฉลี่ยทั้งโลกขยับขึ้นพร้อมกันสะท้อนว่าต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการปรับฐานของราคาเงินทั้งระบบ
ตัวเร่งรอบนี้มาจากฝั่งสหรัฐฯ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี วงเงิน 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ปิดที่ผลตอบแทนสูงสุด (High Yield) 5.033% ทะลุ 5% เป็นครั้งแรกนับจากปี 2007 (TreasuryDirect ผลประมูล 23 กันยายน 2026) รายละเอียดการประมูลบอกอะไรมากกว่าระดับยีลด์ อัตราส่วนยอดเสนอซื้อต่อวงเงินที่ขาย (Bid-to-Cover) อยู่ที่ 2.21 เท่า ต่ำกว่าช่วงปกติของพันธบัตรอายุนี้ที่มักอยู่ราว 2.3 ถึง 2.5 เท่า และกลุ่มผู้ประมูลทางอ้อม (Indirect Bidder) ซึ่งส่วนใหญ่คือนักลงทุนต่างชาติและสถาบันที่ประมูลผ่านตัวกลาง รับไปราว 54% ภาพรวมคือความต้องการพันธบัตรยังมี แต่ผู้ซื้อเรียกผลตอบแทนสูงขึ้นก่อนจะยอมถือ
ต้องแยกให้ชัดว่ายีลด์ประมูลกับยีลด์ตลาดรองเป็นคนละตัวเลข เส้นยีลด์อ้างอิงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Par Yield Curve) สำหรับอายุ 5 ปีปิดที่ 4.99% ในวันเดียวกัน (Treasury.gov 23 กันยายน 2026) ผู้อ่านที่เปิดตรวจกับเว็บไซต์กระทรวงการคลังจะเห็นตัวเลขต่ำกว่า 5% เล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่วัดคนละจุด
4.79%
พุ่ง 15 bp ในวันเดียว
5.11%
ทั้งเส้นโค้งขยับพร้อมกันในวันเดียว
สิ่งที่ทำให้วันที่ 23 กันยายนต่างจากวันที่ยีลด์ขึ้นตามปกติคือขนาดและความกว้างของการเคลื่อนไหว ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งจาก 4.96% เป็น 5.11% หรือ 15 เบสิสพอยต์ในวันเดียว (Treasury.gov 22 และ 23 กันยายน 2026 ส่วน Bloomberg รายงานระดับทรงตัวที่ 5.12%) Bloomberg ระบุว่าเป็นการขึ้นในวันเดียวที่แรงที่สุดนับจากช็อกภาษีนำเข้าเดือนเมษายน 2025 และเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปีที่ยีลด์ 10 ปีแตะ 5.1% (CNN Business 23 กันยายน 2026) ฝั่งระยะสั้น ยีลด์อายุ 2 ปีขึ้นจาก 4.71% เป็น 4.85% และฝั่งระยะยาว ยีลด์อายุ 30 ปีขึ้นไปปิดที่ 5.40% สูงกว่าจุดสูงสุดเดิมของปีที่ 5.34% เมื่อ 18 สิงหาคม 2026 (Treasury.gov)
เมื่อยีลด์ทุกช่วงอายุขึ้นพร้อมกันในขนาดใกล้เคียงกัน ตลาดกำลังบอกว่าไม่ได้กังวลเพียงเรื่องเดียว ยีลด์ระยะสั้นที่ขึ้นสะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น ส่วนยีลด์ระยะยาวที่ขึ้นสะท้อนค่าชดเชยความเสี่ยงของการถือหนี้ยาวที่ตลาดเรียกเพิ่ม ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นในวันเดียวกัน
"นี่คือตลาดกำลังบอกเราว่าเราเข้าสู่วัฏจักรคุมเข้มรอบใหม่อย่างแท้จริง"
Tony Miano นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนระดับโลก Wells Fargo Investment Institute ให้สัมภาษณ์ CNN Business 23 กันยายน 2026 ต้นฉบับ "This is the market telling us we've entered a genuine re-tightening cycle"
เฟดเข้าสู่วัฏจักรคุมเข้มจริง
ฉากหลังของการเทขายพันธบัตรคือการตัดสินใจของเฟดในสัปดาห์ก่อนหน้า คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดขึ้นกรอบดอกเบี้ยนโยบายเป็น 3.75% ถึง 4.00% มีผลวันที่ 17 กันยายน 2026 (FRED ซีรีส์ DFEDTARL และ DFEDTARU) นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับจากเดือนกรกฎาคม 2023 อัตราดอกเบี้ยที่เฟดจ่ายให้เงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (IORB) ปรับตามเป็น 3.90% (FRED 24 กันยายน 2026)
หลังการประชุม ตลาดสวอปคิดราคาการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งเต็มจำนวนในปีข้างหน้า และยังป้องกันความเสี่ยงไว้สำหรับครั้งที่สี่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะพาดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 4.75% ถึง 5.00% (Bloomberg 23 กันยายน 2026) การคิดราคาแบบนี้เองที่ดันยีลด์ระยะสั้นขึ้นมา เพราะนักลงทุนไม่ยอมถือพันธบัตร 2 ปีที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ตลาดคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงอายุของพันธบัตร
ตลาดเงินระยะสั้นยังไม่ตึง
จุดที่ควรแยกให้ออกคือ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกับตลาดเงินที่ตึงตัวเป็นคนละเรื่อง อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนโดยมีพันธบัตรค้ำประกัน (SOFR) อยู่ที่ 3.87% (FRED 22 กันยายน 2026) ต่ำกว่า IORB ที่ 3.90% อยู่ 3 เบสิสพอยต์ ส่วนต่างที่ติดลบแบบนี้แปลว่าเงินสดในระบบยังมีมากพอ ธนาคารไม่ต้องแย่งกันกู้ในตลาด Repo ในอัตราที่สูงกว่าที่ฝากไว้กับเฟด ต่างจากช่วงที่ตลาดเงินตึงจริงซึ่ง SOFR จะพุ่งขึ้นเหนือ IORB หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย ส่วนต่างรายวันอยู่ระหว่างลบ 5 ถึงลบ 3 เบสิสพอยต์ (FRED 17 ถึง 23 กันยายน 2026) ทั้งนี้วันสิ้นไตรมาส 30 กันยายนเป็นจุดที่ตลาด Repo มักตึงตัวชั่วคราวตามรอบปิดงบของธนาคาร จึงเป็นอีกวันที่ควรเปิดดูส่วนต่างนี้
+1 bp
ล่าสุด
-3 bp
มุมสภาพคล่องโลก สภาพคล่องไม่ได้แห้ง แต่ราคาของมันแพงขึ้น
ถ้าดูเพียงยีลด์และดอกเบี้ยนโยบาย ภาพจะออกมาเป็นลบทั้งหมด แต่กรอบวิเคราะห์ของ Michael Howell แห่ง CrossBorder Capital ผู้เขียนจดหมายข่าว Capital Wars ให้ความสำคัญกับปริมาณของเงินที่หมุนอยู่ในระบบมากกว่าราคาของเงินเพียงอย่างเดียว และภาพของปริมาณในเดือนกันยายนไม่ได้ลบอย่างที่หลายคนคาด ดัชนีสภาพคล่องโลก (Global Liquidity Index) ที่ Howell รายงานฉบับล่าสุดอยู่ที่ 195.8 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตลอดกาล โดย Howell ตั้งหัวข้อฉบับนั้นว่าสภาพคล่องขยับขึ้นจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและเงื่อนไขการระดมทุนที่เอื้ออำนวย (Capital Wars "Global Liquidity Watch" 15 กันยายน 2026)
ข้อมูลจากหน้าเครื่องมือของทีมยืนยันทิศทางเดียวกัน ดัชนีสภาพคล่องที่คำนวณจากงบดุลของเฟด ECB และ BOJ แปลงเป็นดอลลาร์ มีการเปลี่ยนแปลงรอบ 3 เดือนกลับมาเป็นบวกที่ +0.18% (ข้อมูล 23 กันยายน 2026) หลังติดลบต่อเนื่องมาตลอดเดือนสิงหาคม โดยต่ำสุดที่ลบ 3.81% เมื่อ 12 สิงหาคม 2026 ฝั่งเฟดเอง สภาพคล่องสุทธิ (งบดุลหักบัญชีกระทรวงการคลังและ Reverse Repo) ขึ้นเป็น 5.87 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 5.77 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อ 2 กันยายน สาเหตุหลักมาจากบัญชีเงินฝากของกระทรวงการคลังที่เฟด (TGA) ลดลงจาก 0.97 เหลือ 0.88 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน เงินที่ออกจากบัญชีนั้นไหลกลับเข้าระบบธนาคาร ทำให้เงินสำรองของธนาคารพาณิชย์กลับขึ้นมาอยู่ที่ 3.01 ล้านล้านดอลลาร์ (FRED ข้อมูล 23 กันยายน 2026) จากระดับ 2.90 ล้านล้านดอลลาร์ต้นเดือน ซึ่งเคยใกล้จุดที่ตลาดกู้ยืมข้ามคืนเริ่มตึงเมื่อเดือนกันยายน 2025
นี่คือภาพที่ขัดกับสัญชาตญาณ เฟดขึ้นดอกเบี้ย แต่สภาพคล่องที่เฟดปล่อยเข้าระบบในเชิงปริมาณกลับเพิ่มขึ้นในเดือนเดียวกัน เพราะสองเรื่องนี้เดินด้วยกลไกคนละตัว ดอกเบี้ยนโยบายกำหนดราคาของเงิน ส่วนงบดุลและบัญชีกระทรวงการคลังกำหนดปริมาณ ในกรอบของ Howell สินทรัพย์เสี่ยงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณมากกว่าระดับดอกเบี้ย แต่เมื่อราคาของเงินขึ้นเร็วพอ มันก็กินส่วนที่ปริมาณให้มาได้ สัปดาห์นี้จึงเป็นการชักเย่อระหว่างสองแรงนั้นโดยตรง
อีกข้อที่ควรรู้จากข้อมูลย้อนหลังในหน้าเครื่องมือ คือการเปลี่ยนแปลงรอบ 6 สัปดาห์ของสภาพคล่องมีสหสัมพันธ์กับผลตอบแทนของ Bitcoin สูงที่สุดที่ 0.62 เมื่อเลื่อนสภาพคล่องนำหน้าไป 14 สัปดาห์ (137 จุดข้อมูลรายสัปดาห์ ข้อมูล 23 กันยายน 2026) ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าราคาจะเดินตามเสมอ แต่บอกว่าผลของสภาพคล่องต่อราคามักมาช้ากว่าที่ข่าวรายวันทำให้รู้สึก การที่ตัวชี้วัดรอบ 3 เดือนเพิ่งพลิกกลับเป็นบวกในเดือนกันยายนจึงเป็นข้อมูลที่ต้องติดตามต่อในไตรมาสสุดท้ายของปี มากกว่าจะเป็นสัญญาณที่ใช้ได้ทันทีในสัปดาห์นี้
งบดุลธนาคารกลางยังเล็กกว่ายุคโควิดเกือบหนึ่งในสาม
ภาพระยะยาวยังเป็นเรื่องเดิม งบดุลรวมของเฟด ECB และ BOJ เมื่อแปลงเป็นดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดที่ 24.97 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2022 และอยู่ที่ 17.63 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน 2026 (คำนวณจากข้อมูล FRED) ลดลงราว 29% ในเวลาสี่ปีครึ่ง ส่วนที่หดเร็วที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาคือ BOJ ที่งบดุลในรูปดอลลาร์ลดจาก 4.74 เหลือ 4.03 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกันยายน 2025 ถึงกันยายน 2026 หรือราว 15% จากทั้งการลดการถือพันธบัตรและเงินเยนที่อ่อนค่า ขณะที่ดัชนีสภาพคล่องโลกของ Howell ยังทำจุดสูงสุดใหม่ ส่วนต่างระหว่างสองภาพนี้คือสภาพคล่องที่มาจากภาคเอกชน ได้แก่ สินเชื่อ ตลาดหลักประกัน และระบบธนาคารเงา ซึ่งอ่อนไหวต่อต้นทุนกู้ยืมโดยตรง ยีลด์ที่ขึ้นแรงในสัปดาห์นี้จึงกระทบช่องทางที่กำลังพยุงสภาพคล่องอยู่พอดี
สัญญาณที่เคยเตือนไว้เริ่มขยับ ดัชนี MOVE
บทวิเคราะห์ของ Bitcoin Addict เมื่อ 3 กันยายน 2026 สรุปไว้ว่า สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่ยีลด์ที่สูง แต่คือวันที่ดัชนี MOVE ซึ่งวัดความผันผวนที่คาดของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กระโดดขึ้นพร้อมยีลด์ บทนั้นวางเงื่อนไขยืนยันภาพกดดันไว้สามข้อพร้อมกัน คือ ยีลด์ 10 ปียืนเหนือ 4.8% หลังประชุมเฟด ดัชนี MOVE ขึ้นเหนือ 90 และเงิน ETF ไหลออกต่อเนื่องเกิน 3 วันทำการ ซึ่งถ้าครบจะทำให้ระดับ 70,000 ดอลลาร์ถูกทดสอบ ผลจริงในสัปดาห์นี้คือเกิดขึ้นสองข้อ ยีลด์ 10 ปีอยู่ที่ 5.11% และดัชนี MOVE ขึ้นไปอยู่ที่ 95.5 (ICE BofA 23 กันยายน 2026) แต่ข้อที่สามไม่เกิดในช่วงหลังประชุมเฟด เพราะหลังจากไหลออกสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เงิน ETF กลับไหลเข้าราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ใน 5 วัน (Glassnode สัปดาห์ที่ 38/2026) และราคาไม่ได้ลงไปทดสอบ 70,000 ดอลลาร์ โดยราคาปิดรายวันต่ำสุดของเดือนอยู่ที่ 75,644 ดอลลาร์ (Binance 15 กันยายน 2026) ภาพกดดันจึงเกิดขึ้นในฝั่งพันธบัตร แต่ยังไม่ส่งผ่านมาถึงกระแสเงินของ Bitcoin
ในเชิงตัวเลข ดัชนี MOVE รายสัปดาห์ปิดที่ 73.1 ในสัปดาห์ที่สิ้นสุด 4 กันยายน และ 82.2 ในสัปดาห์ที่สิ้นสุด 11 กันยายน ก่อนกระโดดมาที่ 95.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากปลายเดือนมีนาคม 2026 ที่เคยขึ้นไปถึง 111.9 (ICE BofA ผ่าน Yahoo Finance แท่งรายสัปดาห์)
ความสำคัญของ MOVE ในกรอบของ Howell อยู่ที่หลักประกัน ระบบการเงินสมัยใหม่กู้ยืมกันโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน เมื่อความผันผวนของพันธบัตรสูงขึ้น ผู้ให้กู้จะหักส่วนลดของหลักประกัน (Haircut) มากขึ้น พันธบัตรมูลค่าเท่าเดิมจึงกู้เงินได้น้อยลง สภาพคล่องภาคเอกชนหดตัวได้แม้ธนาคารกลางไม่ได้ทำอะไรเลย นี่คือช่องทางที่ยีลด์กระทบราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วที่สุด
แต่ภาพความเครียดยังจำกัดอยู่ในตลาดพันธบัตร ยังไม่ลามไปตลาดอื่น ดัชนีความผันผวนของหุ้นสหรัฐฯ (VIX) อยู่ที่ 14.21 และส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกู้ความเสี่ยงสูงเทียบพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 2.68% (FRED ข้อมูล 22 กันยายน 2026) ทั้งสองตัวยังอยู่ใกล้ระดับต่ำของปี ตลาดหุ้นและตลาดสินเชื่อจึงยังไม่ได้ตีความการเทขายพันธบัตรเป็นวิกฤต ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ถ่วงน้ำหนักการค้า (FRED DTWEXBGS) ขยับขึ้นเป็น 119.51 (18 กันยายน 2026) จาก 117.88 ในข้อมูลสัปดาห์ 9 กันยายน ซึ่งกลับทิศจากภาวะดอลลาร์อ่อนที่ Howell ใช้อธิบายการขึ้นของสภาพคล่องในฉบับกลางเดือน ถ้า MOVE ยืนสูงต่อพร้อมดอลลาร์ที่แข็งค่า สองแรงนี้จะเริ่มกัดกร่อนตัวเลขสภาพคล่องในฉบับถัดไป
ภาพ On-chain Bitcoin พ้นแนวต้านของตัวเอง
ในโลกที่แรงกดหนักขนาดนั้น รายงาน "Escape Velocity" ของ Glassnode กลับให้ภาพตรงข้าม Bitcoin ขึ้นยืนเหนือ True Market Mean ที่ราว 77,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่จริงในตลาดโดยตัดเหรียญที่หายหรือไม่ขยับออก และยืนเหนือต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น (Glassnode The Week On-chain สัปดาห์ที่ 38/2026) ข้อมูลจาก Bitcoin Research Kit ซึ่งทีมใช้เป็นแหล่งหลักยืนยันระดับเดียวกัน True Market Mean อยู่ที่ 77,000 ดอลลาร์ และต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น (เหรียญที่ถือน้อยกว่า 155 วัน) อยู่ที่ 72,606 ดอลลาร์ (bitview.space ข้อมูล 23 และ 24 กันยายน 2026)
ขาดทุนรอบนี้กว้างแต่ตื้น
จุดที่น่าสนใจที่สุดของรายงานคือ ตลอดรอบขาลงนี้ราคา Bitcoin ไม่เคยปิดต่ำกว่า Realized Price แม้แต่วันเดียว ต่างจากปี 2018 และ 2022 ที่ราคาจมอยู่ใต้เส้นนั้นหลายเดือน Realized Price คือต้นทุนเฉลี่ยของทุกเหรียญในระบบ คำนวณจากราคาครั้งสุดท้ายที่แต่ละเหรียญถูกโอน ปัจจุบันอยู่ที่ 53,471 ดอลลาร์ (bitview.space 24 กันยายน 2026) นอกจากนี้ตัวชี้วัดกำไรขาดทุนสุทธิที่ยังไม่รับรู้ (NUPL) ก็ไม่เคยติดลบในรอบนี้ แม้สัดส่วนเหรียญที่อยู่ในสถานะกำไรจะเคยลงไปต่ำสุดที่ 45.9% ในเดือนมิถุนายน 2026 ใกล้เคียงจุดต่ำสุดของปี 2022 ที่ 44.9% (Glassnode สัปดาห์ที่ 38/2026)
อธิบายให้เห็นภาพ ในปี 2022 คนส่วนใหญ่ในตลาดขาดทุน และขาดทุนลึกจนผลรวมทั้งระบบติดลบ แต่ในปี 2026 คนจำนวนใกล้เคียงกันเคยขาดทุน แต่ขาดทุนไม่ลึก เพราะคนที่ถือมานานมีต้นทุนต่ำมากจนถ่วงผลรวมให้ยังเป็นบวก ขาดทุนแบบกว้างแต่ตื้นแบบนี้สร้างแรงกดดันให้ขายน้อยกว่าทุกรอบก่อน เพราะคนที่ขาดทุนเพียงเล็กน้อยมักรอให้ราคากลับมาที่ทุนมากกว่ายอมตัดขาดทุน
ข้อมูลจาก Bitcoin Research Kit ช่วยให้เห็นว่าภาพนี้ดีขึ้นเร็วแค่ไหนในสามเดือน NUPL ขึ้นจาก 0.09 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เป็น 0.36 (ข้อมูล 24 กันยายน 2026) MVRV ของทั้งตลาด ซึ่งเทียบมูลค่าตลาดกับต้นทุนรวม ขึ้นจาก 1.10 เป็น 1.56 ในช่วงเดียวกัน และ STH-MVRV หรือกำไรเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น พลิกจาก 0.84 หรือขาดทุนเฉลี่ย 16% ณ สิ้นมิถุนายน มาเป็น 1.15 หรือกำไรเฉลี่ยราว 15% (bitview.space 24 กันยายน 2026) ระดับนี้ยังห่างไกลโซนร้อนแรงในอดีตที่ MVRV เกิน 3 แต่ก็หมายความว่าผู้ถือระยะสั้นมีกำไรพอจะขายได้แล้ว ต่างจากต้นฤดูร้อนที่แทบไม่มีใครมีกำไรให้ขาย
ผู้ถือระยะยาวทยอยขาย แต่ยังเป็นเศษเสี้ยวของรอบก่อน
อุปทานในมือผู้ถือระยะยาวลดลงจาก 16.80 ล้าน BTC ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 เหลือ 16.58 ล้าน BTC (bitview.space 24 กันยายน 2026) หรือราว 220,000 BTC ในเวลาไม่ถึงสองเดือน สะท้อนว่ามีการขายทำกำไรออกมาจากกลุ่มที่ถือมานานจริงเมื่อราคาฟื้น แต่ Glassnode ระบุว่าปริมาณการขายทำกำไรโดยรวมยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวของช่วงยอดปี 2024 และ 2025 ตลาดจึงยังดูดซับได้ ตัวเลขนี้เป็นจุดที่ควรติดตามต่อ เพราะหนึ่งในสัญญาณเตือนที่รายงานระบุคือการขายทำกำไรที่เร่งขึ้นจนเข้าใกล้ระดับยอดปี 2024 ถึง 2025
เงินจริงไหลเข้า ไม่ใช่เลเวอเรจ
ตัวเลขประกอบชี้ไปทางเดียวกัน ETF Bitcoin สปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ในห้าวันทำการ หลังจากไหลออกติดต่อกันสองสัปดาห์ ปริมาณซื้อขายในตลาดสปอตเพิ่มขึ้น 121% จากจุดต่ำสุดของเดือนสิงหาคม และครั้งนี้ปริมาณพุ่งขึ้นพร้อมกับราคาที่ขึ้น ต่างจากหลายรอบก่อนหน้าในปีนี้ที่ปริมาณพุ่งตอนราคาลงซึ่งเป็นอาการของการยอมแพ้ ด้านตลาดอัลต์คอยน์ 72.5% ของเหรียญที่ติดตามทำผลตอบแทนดีกว่า Bitcoin ในรอบสัปดาห์ เทียบกับ 39% ในเดือนสิงหาคม โดยสถานะคงค้างในตลาดฟิวเจอร์สแทบไม่เพิ่ม ชี้ว่าแรงซื้อมาจากเงินสด ไม่ใช่การกู้มาเก็งกำไร (Glassnode สัปดาห์ที่ 38/2026)
ฝั่งเหรียญดอลลาร์ ซึ่งเป็นกระสุนที่พร้อมเข้าตลาดคริปโต มูลค่ารวมอยู่ที่ 310.99 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเพียง 0.8% ในรอบ 30 วัน (DefiLlama 24 กันยายน 2026) ภาพนี้สอดคล้องกับข้อสรุปของ Glassnode ว่าแรงซื้อรอบนี้มาจากเงินใหม่ผ่าน ETF และการหมุนเงินสดที่มีอยู่แล้ว มากกว่าเงินทุนก้อนใหม่ขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าผ่านเหรียญดอลลาร์
ออปชันกำลังกำหนดจังหวะระยะสั้น
บทเรียนที่สองของสัปดาห์คือในระยะสั้น โครงสร้างตลาดออปชันกำลังมีน้ำหนักต่อราคามากกว่าปัจจัยพื้นฐาน Glassnode ชี้ว่าแกมมาของดีลเลอร์ติดลบในช่วงราคาปัจจุบันขึ้นไปถึงราว 92,000 ดอลลาร์ และกลับเป็นบวกแถว 95,000 ดอลลาร์ (Glassnode สัปดาห์ที่ 38/2026) ในทางปฏิบัติ ช่วงที่แกมมาติดลบ ดีลเลอร์ที่ต้องป้องกันความเสี่ยงของตัวเองจะซื้อตามตอนราคาขึ้นและขายตามตอนราคาลง จึงเร่งการเคลื่อนไหวทั้งสองทาง ส่วนช่วงที่แกมมาเป็นบวกจะเกิดผลตรงข้าม คือดีลเลอร์ขายตอนขึ้นและซื้อตอนลง ทำให้ราคาถูกหน่วงไว้
ซ้อนทับกับวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2026 ซึ่งเป็นวันหมดอายุของออปชันรายไตรมาสบน Deribit มูลค่ารวมราว 15.6 ถึง 16 พันล้านดอลลาร์ (CoinDesk รายงานก่อนวันหมดอายุ 25 กันยายน 2026) โดยสัญญา Call กระจุกตัวอยู่ในช่วงราคาใช้สิทธิ 85,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์ สัญญาหมดอายุเวลา 08:00 UTC หรือ 15:00 น. ตามเวลาไทย ผู้ร่วมตลาดหลายรายเตือนว่าแรงป้องกันความเสี่ยงของผู้ขายออปชันอาจกดการขึ้นของราคาไว้จนกว่าจะพ้นวันหมดอายุ และหลังจากนั้นโครงสร้างแกมมาจะถูกรีเซ็ตใหม่ตามสถานะคงค้างของไตรมาสถัดไป
ราคาล่าสุดและระดับราคาที่รายงาน Glassnode ระบุ
ราคาปิดรายวันของ Bitcoin ยืนเหนือ 84,000 ดอลลาร์ตลอดวันที่ 21 ถึง 23 กันยายน และขึ้นไปแตะราว 87,300 ดอลลาร์ช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายนตามเวลา UTC แต่ระหว่างวันเดียวกัน ราคาหลุดลงไปแตะราว 83,500 ดอลลาร์ในช่วง 14:00 ถึง 16:00 UTC ซึ่งตรงกับช่วงที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เปิดทำการและยีลด์กำลังพุ่ง ก่อนกลับขึ้นมาปิดวันที่ 84,398 ดอลลาร์ (Binance ราคารายชั่วโมงและราคาปิดรายวัน 23 กันยายน 2026) จากนั้นราคาหลุดต่ำกว่า 84,000 ดอลลาร์อีกครั้งในวันที่ 24 กันยายน และอยู่ที่ 83,102 ดอลลาร์ ลดลง 3.1% ในรอบ 24 ชั่วโมง (CoinGecko 24 กันยายน 2026 เวลา 16:49 น.) ระดับนี้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 124,740 ดอลลาร์ (6 ตุลาคม 2025) ราว 33% ภาพที่ Glassnode เรียกว่าความเร็วหลุดพ้นจึงหมายถึงการหลุดจากต้นทุนถือครองที่กดราคาไว้ตลอดปี ไม่ใช่การกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่
$77,439
ปิดสูงสุดของเดือน
$86,620
ปิดใกล้แนว 84,000
$84,398
รายงานวางเส้นแบ่งไว้ชัด แนว 84,000 ดอลลาร์คือกลุ่มอุปทานของผู้ถือระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดในช่วงราคานี้ ตราบใดที่ราคายืนเหนือแนวนี้ได้ เส้นทางไปทดสอบช่วง 95,000 ถึง 97,000 ดอลลาร์ยังเปิดอยู่ โดย 96,700 ดอลลาร์คือ Mean MVRV Price หรือจุดที่กำไรเฉลี่ยของผู้ถือกลับสู่ค่าปกติในอดีต แต่ถ้าหลุดแนว 84,000 ดอลลาร์อย่างเด็ดขาด ระดับถัดไปที่ Glassnode ระบุคือ True Market Mean ที่ 77,000 ดอลลาร์ และถ้าหลุด 77,000 ดอลลาร์ด้วย Glassnode ระบุตรงว่าการฟื้นตัวรอบนี้จะถูกตั้งคำถามทั้งหมด ระหว่างสองระดับนั้นยังมีต้นทุนผู้ถือระยะสั้นที่ 72,606 ดอลลาร์เป็นแนวรองรับชั้นถัดไป
มุมผู้ถือในประเทศไทย
สำหรับนักลงทุนไทยที่คิดมูลค่าเป็นเงินบาท การแข็งค่าของดอลลาร์ช่วยพยุงภาพไว้ส่วนหนึ่ง ค่าเงินบาทอ่อนลงจาก 32.88 บาทต่อดอลลาร์เมื่อ 8 กันยายน เป็น 33.36 บาทต่อดอลลาร์เมื่อ 18 กันยายน 2026 (FRED ซีรีส์ DEXTHUS) หรือราว 1.5% ในสิบวัน ที่ราคา 83,102 ดอลลาร์ Bitcoin หนึ่งเหรียญจึงมีมูลค่าราว 2.77 ล้านบาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 18 กันยายนและราคา 24 กันยายน 2026) ผลของค่าเงินนี้ทำงานได้สองทาง ช่วงที่ดอลลาร์แข็ง ราคาในรูปบาทจะลดลงช้ากว่าราคาในรูปดอลลาร์ แต่ถ้าวันหนึ่งดอลลาร์กลับอ่อนค่าพร้อมกับที่ราคา Bitcoin ฟื้น ผลตอบแทนในรูปบาทก็จะต่ำกว่าที่เห็นในรูปดอลลาร์เช่นกัน การอ่านผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่างประเทศจึงต้องแยกส่วนของราคากับส่วนของค่าเงินออกจากกันเสมอ
33.24
ล่าสุด
33.36
สรุปมุมมอง ความแข็งแรงภายในกับราคาของเงิน
บทเรียนแรกของสัปดาห์นี้คือความแข็งแรงภายในกับความสามารถในการขึ้นต่อเป็นคนละเรื่อง ข้อมูล On-chain วัดได้ว่าใครถือเหรียญอยู่ที่ต้นทุนเท่าไรและใครพร้อมจะขาย และคำตอบคือฐานผู้ถือแข็งแรงกว่าทุกรอบขาลงนับจากปี 2017 แต่สิ่งที่ On-chain วัดไม่ได้คือราคาของเงินที่จะไหลเข้ามา และสัปดาห์นี้ราคานั้นแพงขึ้นอีก การที่ Bitcoin ยืนแถว 84,000 ดอลลาร์ได้ในวันที่พันธบัตรโลกจ่อ 4% เป็นข้อมูลเชิงบวก แต่ยังไม่ใช่คำตอบ
เมื่อวางข้อมูลสภาพคล่องซ้อนเข้าไป ภาพจะละเอียดขึ้นอีกชั้น ปริมาณสภาพคล่องไม่ได้แห้ง ทั้งดัชนีของ Howell ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ และเงินสำรองธนาคารที่กลับขึ้นเหนือ 3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ความผันผวนของพันธบัตรที่พุ่งขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่าคือสองแรงที่กัดกร่อนสภาพคล่องภาคเอกชนได้โดยไม่ต้องรอธนาคารกลาง ราคาของเงินจึงกลายเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักมากกว่าปริมาณในจังหวะนี้
สามชุดเงื่อนไขที่จะพิสูจน์ว่าภาพนี้ถูกหรือผิด
- เงื่อนไขที่ยืนยันภาพกดดัน ดัชนี MOVE ยืนเหนือ 90 ต่อเนื่อง พร้อมยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่ไม่ย่อกลับต่ำกว่า 5% และส่วนต่าง SOFR กับ IORB ที่พลิกเป็นบวกในช่วงสิ้นไตรมาส ในกรณีนี้ราคามีแนวโน้มทดสอบ True Market Mean ที่ 77,000 ดอลลาร์ตามกรอบของ Glassnode
- เงื่อนไขที่ทำให้ภาพกดดันผิด ราคายืนกลับเหนือ 84,000 ดอลลาร์ได้หลังพ้นวันหมดอายุออปชัน 25 กันยายน ขณะที่ MOVE ย่อกลับต่ำกว่า 85 และดัชนีสภาพคล่องรอบ 3 เดือนยังเป็นบวกต่อ ในกรณีนี้ช่วง 95,000 ถึง 97,000 ดอลลาร์จะเป็นระดับที่ถูกทดสอบตามกรอบของ Glassnode
- สัญญาณเตือนจาก On-chain การขายทำกำไรของผู้ถือระยะยาวที่เร่งขึ้นจนเข้าใกล้ระดับยอดปี 2024 ถึง 2025 พร้อมสถานะคงค้างในตลาดอัลต์คอยน์ที่กระโดดขึ้น ซึ่งจะบอกว่าแรงซื้อด้วยเงินสดเริ่มถูกแทนที่ด้วยเลเวอเรจ
ปฏิทินข้อมูลช่วงถัดไป
- 25 กันยายน 2026 วันหมดอายุออปชัน Bitcoin รายไตรมาสบน Deribit เวลา 08:00 UTC (15:00 น. เวลาไทย)
- 30 กันยายน 2026 วันสิ้นไตรมาส จุดที่ตลาด Repo มักตึงตัวชั่วคราว ดูส่วนต่าง SOFR กับ IORB ประกอบ
- รายสัปดาห์ ดัชนีสภาพคล่องโลกฉบับถัดไปของ Howell ซึ่งจะเป็นฉบับแรกที่สะท้อนผลของยีลด์ที่พุ่งและดอลลาร์ที่แข็งค่าในสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้ไม่ใช่สัปดาห์ที่ Bitcoin อ่อนแอ แต่เป็นสัปดาห์ที่แรงโน้มถ่วงของโลกหนักขึ้นในวันเดียวกับที่จรวดเพิ่งพ้นชั้นบรรยากาศ ความเร็วที่พอจะหลุดพ้นเมื่อเดือนก่อนอาจไม่พอในเดือนนี้ และตัวแปรที่จะตัดสินไม่ได้อยู่ในบล็อกเชนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในตลาดพันธบัตรที่วอชิงตันด้วย
ที่มาของข้อมูล
- บทวิเคราะห์ตั้งต้น: ภาณุวิชญ์ ไทยานนท์ (Merkle Capital) และ พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว (Cryptomind Advisory) คอลัมน์ Bitcoin + Macro Weekly 24 กันยายน 2026
- ดัชนีพันธบัตรโลกและการคิดราคาดอกเบี้ยในตลาดสวอปจาก Bloomberg 23 กันยายน 2026 ความเห็น Tony Miano จาก CNN Business 23 กันยายน 2026
- ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ จาก U.S. Department of the Treasury ข้อมูลรายวันถึง 23 กันยายน 2026 ผลประมูลพันธบัตร 5 ปีจาก TreasuryDirect 23 กันยายน 2026
- กรอบดอกเบี้ยนโยบาย IORB SOFR และค่าเงินบาทจาก FRED ข้อมูลถึง 24 กันยายน 2026
- ข้อมูล On-chain จาก Glassnode The Week On-chain สัปดาห์ที่ 38/2026 "Escape Velocity" และ Bitcoin Research Kit (bitview.space) ข้อมูล 23 ถึง 24 กันยายน 2026 ออปชันจาก CoinDesk ก่อนวันหมดอายุ 25 กันยายน 2026 ราคาจาก CoinGecko 24 กันยายน 2026 เหรียญดอลลาร์จาก DefiLlama 24 กันยายน 2026
- ดัชนีสภาพคล่องโลกจาก Michael Howell, Capital Wars "Global Liquidity Watch" 15 กันยายน 2026 งบดุลธนาคารกลางสามแห่ง สภาพคล่องเฟด ดัชนีดอลลาร์ VIX ส่วนต่างหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง และดัชนี MOVE จาก FRED และ ICE BofA ผ่านหน้าเครื่องมือ Global Liquidity ของ Bitcoin Addict ข้อมูล 23 กันยายน 2026
คำเตือนความเสี่ยง คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต บทความนี้เป็นการรายงานและวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน