จ้างงานสหรัฐฯ พุ่ง 172,000 ตำแหน่ง สวนทางความหวัง Fed ลดดอกเบี้ย
ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 กลับกลายเป็นข่าวร้ายของชาวคริปโต เมื่อเศรษฐกิจที่ยังร้อนแรงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แทบไม่มีเหตุผลให้ลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมยังแพง และ Bitcoin ร่วงลงเข้าใกล้ระดับ 60,000 ดอลลาร์ (ราว 1.97 ล้านบาท) ในวันศุกร์
📊 จ้างงานแข็งแกร่งเกินคาด — แถมยังถูกปรับเพิ่มย้อนหลัง
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls — ตัวเลขนับเฉพาะตำแหน่งงานที่มีเงินเดือนประจำในระบบนายจ้าง ไม่รวมงานภาคเกษตรที่มักเป็นงานตามฤดูกาลและคำนวณยาก) ถึง 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ใน Wall Street คาดไว้ที่ 80,000 ตำแหน่งถึงสองเท่า ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.3%
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics — BLS) ยังปรับตัวเลขเดือนมีนาคมและเมษายนเพิ่มขึ้นรวมกัน 93,000 ตำแหน่ง โดยเดือนเมษายนถูกปรับขึ้น 64,000 เป็น 179,000 ตำแหน่ง และเดือนมีนาคมปรับขึ้น 29,000 เป็น 214,000 ตำแหน่ง ทำให้ภาพรวมการจ้างงานช่วงฤดูใบไม้ผลิแข็งแกร่งกว่าที่เคยประเมินไว้มาก
การจ้างงานส่วนใหญ่มาจากภาคบันเทิงและการท่องเที่ยว หน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่น และภาคสาธารณสุข แม้จะกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่กลุ่ม แต่ก็สะท้อนความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจริง
🏦 ทำไม Fed จึงแทบไม่มีเหตุผลให้ลดดอกเบี้ย
ปัญหาเริ่มต้นเมื่อถามว่า ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขนาดนี้ส่งผลอย่างไรต่อต้นทุนการกู้ยืม รายงานที่ออกมาแกร่งเช่นนี้ทำให้ Fed (Federal Reserve — ธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้กำหนดนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย) แทบไม่มีเหตุผลให้ปรับลดดอกเบี้ย ทั้งที่นักเทรด ผู้ซื้อบ้าน และนักลงทุนคริปโตต่างรอคอยช่วงเวลานั้นมาหลายเดือน
ตลอดปี พ.ศ. 2569 Fed ต้องต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยรายงานระบุว่าสงครามกับอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI — Consumer Price Index ตัววัดอัตราเงินเฟ้อ) เดือนเมษายนอยู่ที่ 3.8% เมื่อเทียบรายปี สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 โดยมีหมวดพลังงานเป็นตัวฉุดหลัก
เมื่อเงินเฟ้อยังร้อนแรง ธนาคารกลางย่อมต้องการหลักฐานชัดเจนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวก่อนจะผ่อนคลายนโยบาย แต่การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่งกลับให้สัญญาณตรงกันข้าม คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) ผู้ว่าการ Fed ถึงกับระบุว่าการพูดถึงการลดดอกเบี้ยในตอนนี้เป็นเรื่อง "เพ้อเจ้อ" ขณะที่นักเทรดพันธบัตรบางส่วนเริ่มหันไปเดิมพันว่าอาจมีการ "ขึ้น" ดอกเบี้ยภายในสิ้นปีแทน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุม Fed วันที่ 16–17 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่ผู้กำหนดนโยบายมีเหตุผลให้ "รอ" เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อ
🏠 แรงกดดันที่ลามถึงกระเป๋าเงินคนทั่วไป
เมื่อ Fed คงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านก็ยังแพง การรีไฟแนนซ์ยังมีต้นทุนสูง ยอดหนี้บัตรเครดิตยังพอกพูนดอกเบี้ย และสินเชื่อรถยนต์ก็ยังกัดกร่อนกำลังซื้อ แม้ค่าจ้างจะเติบโตขึ้นบ้างในไตรมาสที่ผ่านมา แต่เงินเฟ้อเดือนเมษายนที่ร้อนแรงทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงกลับลดลง พูดง่ายๆ คือเงินเดือนซื้อของได้น้อยลงแม้นายจ้างจะยังจ้างงานเพิ่ม
₿ ทำไมแรงกดดันจึงตกหนักที่สุดที่ Bitcoin
แรงกดดันที่บีบผู้ซื้อบ้านลามมาถึงนักเทรดคริปโตอย่างรวดเร็ว เพราะตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา Bitcoin เคลื่อนไหวในฐานะสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อ "สภาพคล่อง" (Liquidity — ปริมาณเงินและสินเชื่อที่ไหลเวียนอย่างคล่องตัวในระบบการเงิน) มากที่สุดตัวหนึ่ง เมื่อนักลงทุนคาดหวังดอกเบี้ยต่ำและเงื่อนไขทางการเงินที่ผ่อนคลาย เม็ดเงินมักไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin แต่เมื่อความหวังนั้นเลื่อนออกไป กระแสเงินก็ไหลกลับทางตรงกันข้าม
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Bitcoin ปรับตัวลงราว 17% และต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 ที่ระดับราว 126,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.15 ล้านบาท) ไปแล้วกว่า 50% หลังเผชิญการไหลออกของเงินจากกองทุน Spot Bitcoin ETF (กองทุนที่ถือครอง Bitcoin จริงและซื้อขายในตลาดหุ้น) ในระดับสถิติ ประกอบกับการที่นักลงทุนรายใหญ่หมุนเงินไปเข้าหุ้นกลุ่ม AI ทำให้แรงซื้อที่เคยพยุงตลาดหายไป จุดนี้สะท้อนว่าราคา Bitcoin ในปัจจุบันเคลื่อนไหวตามอุปทานพันธบัตร อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง และสภาพคล่องของ Fed มากกว่าปัจจัยภายในของคริปโตเอง
🔍 มุมมองนักวิเคราะห์: จับตา "การปรับราคา" มากกว่าตัวเลขพาดหัว
ฟาเบียน โดริ (Fabian Dori) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Sygnum Bank (ธนาคารด้านสินทรัพย์ดิจิทัลจากสวิตเซอร์แลนด์) ระบุว่า รายงานเดือนพฤษภาคมเป็นผลลัพธ์ที่ "อึดอัดที่สุด" สำหรับใครก็ตามที่หวังให้ดอกเบี้ยผ่อนคลาย เพราะเมื่อ CPI เดือนเมษายนแตะ 3.8% อยู่แล้ว ตัวเลขจ้างงานที่ยังเหนียวแน่นยิ่งทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนหมดไป และตอกย้ำว่า Fed น่าจะคงนโยบายไว้ตลอดฤดูร้อน
โดริแนะนำให้นักลงทุน "จับตาการปรับราคา (repricing) ของตลาด มากกว่าตัวเลขพาดหัว" เพราะสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล นี่หมายถึงการเลื่อนช่วงเวลาที่สภาพคล่องจะกลับมาหนุนราคาออกไป เขายังชี้ว่ายังมีปัจจัยบวกด้านสภาพคล่องบางอย่างที่อาจช่วยได้บ้างในระดับชายขอบ เช่น การปฏิรูปกฎ eSLR (กฎเกณฑ์เงินกองทุนสำรองของธนาคารสหรัฐฯ) และระดับเงินสดที่กระทรวงการคลังฝากไว้กับ Fed อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ลึกกว่านั้นคือภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจที่เงินเฟ้อสูงพร้อมกับการเติบโตที่ชะลอตัว) ซึ่งจะทำให้เงินยังตึงตัวต่อไป แม้การเทขายรอบนี้จะกดราคา Bitcoin ลงมาต่ำพอจนมีโอกาสเด้งกลับแรงก็ตาม
โดยสรุป ตลาดกลับมาอยู่ในจุดเดิมที่เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ นั่นคือการรอคอยธนาคารกลางที่ดูจะมีเหตุผลให้ "รอ" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่อยู่เบื้องหลังรายงานจ้างงานทุกครั้งคือ เศรษฐกิจชะลอพอจะ "ได้รับการผ่อนคลาย" แล้วหรือยัง หรือยังแข็งแกร่งพอที่จะทำให้ดอกเบี้ยอยู่สูงต่อไป และคำตอบของเดือนพฤษภาคมนี้ยังไม่ใช่คำตอบที่ฝั่งผู้รอคอยอยากได้ยิน
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 Bitcoin Open Interest ดิ่งต่ำสุดรอบปี! สถาบันทิ้ง BTC หรือแค่พักฐานรอตัวเลขเศรษฐกิจ?
👉 Bitcoin ทำสถิติสูงสุดใหม่ ก่อนร่วงแรงในไม่กี่ชั่วโมง – นักวิเคราะห์ชี้ปัจจัยทั้งเศรษฐกิจและตลาดคริปโตมีส่วน
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CryptoSlate
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับนโยบายการเงินสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และรอบนี้สะท้อนว่าตลาดคริปโตยังถูกขับเคลื่อนด้วย "ต้นทุนของเงิน" ในระบบมากกว่าปัจจัยภายในของคริปโตเอง การที่ Bitcoin อ่อนไหวต่อสภาพคล่องเช่นนี้ ด้านหนึ่งคือความผันผวนที่ต้องระมัดระวัง แต่อีกด้านก็แสดงว่าสินทรัพย์นี้ถูกผนวกเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้นทุกที น่าจับตาไม่น้อยว่าเมื่อใดที่วัฏจักรดอกเบี้ยกลับทิศ แรงหนุนจากสภาพคล่องจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ ทั้งนี้บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Bitcoin, ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ, Fed, อัตราดอกเบี้ย, Nonfarm Payrolls, ราคา Bitcoin, สภาพคล่อง (Liquidity), Bitcoin ETF
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com