SharpLink ฟันรายได้ 33 ล้านดอลลาร์จาก Staking ETH พร้อมอัดเพิ่มอีก 170 ล้านดอลลาร์บน Linea
กระแส “คลังคริปโตของบริษัท” (Corporate Crypto Treasury) กำลังเปลี่ยนจากการถือเหรียญเฉยๆ ไปสู่การทำ ผลตอบแทนแบบรายได้ประจำ (Yield / Passive Income) มากขึ้น โดยเฉพาะฝั่ง Ethereum (ETH) ที่สามารถสร้างรายได้ผ่าน Staking บนเครือข่ายแบบ Proof-of-Stake
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดคือ SharpLink Gaming ซึ่งถูกระบุว่าเป็นบริษัทมหาชนที่ถือ ETH มากเป็นอันดับต้นๆ โดยบริษัทเปิดเผยผ่านแดชบอร์ดของตัวเองว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สามารถสร้างผลตอบแทนจากการ Ether staking ได้ถึง 10,657 ETH คิดเป็นมูลค่าประมาณ $33 ล้าน

Staking คืออะไร ทำไมบริษัทถึงหันมาทำ?
Staking คือการนำโทเคนไป “ล็อก” เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยและยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบ Proof-of-Stake และผู้ที่ Stake จะได้รับ ผลตอบแทน (Staking Yield) เป็นรางวัลตอบแทน
สำหรับบริษัทที่ถือ ETH จำนวนมาก การ Stake มีข้อดีสำคัญคือช่วยเปลี่ยน “สินทรัพย์ที่ถืออยู่” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ทำงานได้” สร้างกระแสรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งในมุมผู้ถือหุ้น ก็ถูกมองว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าในระยะยาว
SharpLink ระบุว่า “กิจกรรม Staking” ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นราว $1.4 ล้านในสัปดาห์ล่าสุด และย้ำแนวคิดชัดเจนว่า
“100% ETH และ 100% Staked” (ถือ ETH ทั้งหมด และนำไป Stake ทั้งหมด)
อัดเพิ่ม $170 ล้านไป Linea เพื่อ Restaking Rewards
นอกจากการ Stake แบบปกติบน Ethereum แล้ว SharpLink ยังขยับไปเล่นเกม “ยิลด์หลายชั้น” มากขึ้น โดยประกาศว่าได้ นำ ETH เพิ่มอีก $170 ล้าน ไปใช้งานบน Linea ซึ่งเป็นโซลูชัน Ethereum Layer-2 เพื่อรับ ผลตอบแทนจาก Restaking รวมถึงแรงจูงใจ (Incentives) จากโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทอธิบายว่าโครงสร้างนี้เป็นการผสม:
ผลตอบแทนจาก Ethereum staking (native staking returns)
ผลตอบแทน Restaking + Incentives จาก Linea และโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง
ใช้ผู้ดูแลสินทรัพย์ระดับสถาบัน: Anchorage Digital
SharpLink ยังระบุว่าโครงการนี้เป็นแผนระยะยาวหลายปี (multi-year initiative) ซึ่งมีการดูแลสินทรัพย์ด้วยมาตรฐานระดับสถาบัน ผ่าน Anchorage Digital Bank ในฐานะ Qualified Custodian เพื่อให้การถือครองและการดำเนินงานมีความปลอดภัยมากขึ้นสำหรับบริษัทมหาชน
สถาบันและบริษัทใหญ่เริ่ม “ใช้ยิลด์” จาก ETH มากขึ้น
ภาพรวมตลาดชี้ว่า การ Staking เริ่มถูก “ทำให้เป็นเรื่องปกติ” ในโลกสถาบัน โดยมีอีกตัวอย่างคือ BitMine Immersion Technologies ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ถือ ETH ในองค์กรรายใหญ่ที่สุด และเพิ่มสัดส่วนการ Stake จนมี Staked ETH มากกว่า 936,512 ETH คิดเป็นมูลค่าราว $2.87 พันล้าน (ตามข้อมูลที่รายงาน)
ขณะที่ SharpLink มีการ Stake รวม 864,840 ETH ซึ่งสะท้อนว่าแทบเป็นการ Stake “ทั้งหมดที่ถืออยู่” และบริษัทระบุว่ามีต้นทุนเฉลี่ยราว $3,609 ต่อ ETH
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Morgan Stanley ก็มีความเคลื่อนไหวด้านผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ต้องการ “เก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการ Staking” ผ่านแนวคิดกองทุนในกลุ่ม Spot Ether ETF ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าการ Staking กำลังเปลี่ยนจากกิจกรรมเฉพาะกลุ่มใน DeFi ไปเป็น กลยุทธ์สร้างยิลด์ขององค์กร มากขึ้นเรื่อยๆ
สรุป: Ether Staking กำลังกลายเป็น “รายได้ประจำ” ของคลังคริปโตบริษัท
เมื่อบริษัทถือ ETH จำนวนมาก การ Staking ทำให้พวกเขา “สร้างกระแสรายได้” ควบคู่กับการถือสินทรัพย์ และการต่อยอดไปสู่ Restaking / Layer-2 incentives ยิ่งทำให้กลยุทธ์นี้น่าสนใจในยุคที่หลายองค์กรเริ่มมองคริปโตแบบ “บริหารสินทรัพย์” มากกว่า “ถือเพื่อเก็งกำไร” เพียงอย่างเดียว
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ ainvest.com