Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Paul Atkins ชี้ SEC มีอำนาจพอคุมคริปโต ไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ เตรียมออกเกณฑ์ผ่อนปรนโปรเจกต์นวัตกรรม
2025-12-02T22:56:00.000Zข่าว

Paul Atkins ชี้ SEC มีอำนาจพอคุมคริปโต ไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ เตรียมออกเกณฑ์ผ่อนปรนโปรเจกต์นวัตกรรม

วงการคริปโตสหรัฐฯ กำลังเดินเข้าสู่ “เฟสใหม่” ของการกำกับดูแล เมื่อ Paul Atkins ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ออกมาระบุชัดว่า หน่วยงานมี “อำนาจเพียงพอ” ที่จะเดินหน้าวางกรอบกฎเกณฑ์คริปโต โดยไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายใหม่จากสภาคองเกรสก่อนทั้งหมด

 

พร้อมกันนั้น เขายังเผยว่า SEC เตรียมออก “Innovation Exemption” หรือข้อยกเว้นด้านนวัตกรรมสำหรับโปรเจกต์คริปโต ภายในเวลาไม่นานนี้ ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรม โดยไม่ต้องเจอไม้แข็งด้านการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่วันแรก

 

SEC เชื่อว่ามี “เครื่องมือในมือ” อยู่แล้ว ไม่ต้องรอแต่สภาคองเกรส

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC จาก floor ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) Atkins ระบุว่า

 

  • SEC กำลังให้ “ความช่วยเหลือทางเทคนิค” กับสภาคองเกรสต่อร่างกฎหมายกำกับสินทรัพย์ดิจิทัล

  • แม้หน่วยงานจะเคยได้รับผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่การร่างกฎที่ “โฟกัสช่วยภาคคริปโต” ยังเดินหน้าต่อเนื่อง

 

เขาย้ำว่า

 

SEC มีอำนาจเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อไป

 

ท่าทีนี้สะท้อนว่า แม้สภาคองเกรสยังถกเถียงกันเรื่อง Bill ด้านโครงสร้างตลาดคริปโต (digital asset market structure) แต่ฝั่ง ก.ล.ต. สหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว และพร้อมใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วในการสร้างความชัดเจนขั้นต้นให้ตลาด

 

Innovation Exemption คืออะไร และสำคัญยังไงกับโปรเจกต์คริปโต?

 

หนึ่งในประเด็นที่วงการให้ความสนใจมาก คือสิ่งที่ Atkins เรียกว่า “Innovation Exemption” ซึ่งเขาบอกว่า SEC คุยกันมาสักพัก และหวังว่าจะ “ปล่อยออกมาได้ในอีกประมาณหนึ่งเดือน”

 

แม้รายละเอียดเชิงเทคนิคยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ภาพรวมสามารถตีความได้ว่าอาจเป็นกลไกที่:

 

  • เปิดให้โปรเจกต์คริปโตหรือโทเคนบางประเภท

    • ทดลองบริการ / โปรดักต์ใหม่

    • ภายใต้กรอบกำกับที่เบากว่าปกติ

  • เน้น “การคุ้มครองผู้ลงทุนแบบสมดุล” มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายเชิงลงโทษทันที

  • คล้าย “Sandbox + Safe Harbor แบบกึ่งถาวร” ที่ช่วยให้โปรเจกต์นวัตกรรมเดินได้ โดยไม่รู้สึกว่าต้องเสี่ยงโดนฟ้องทุกเมื่อ

 

ที่ผ่านมา SEC ภายใต้ Atkins พยายาม ลดจำนวนคดีฟ้องร้องด้านคริปโต ในบางส่วน และหันมาใช้เครื่องมืออย่าง No-Action Letter กับโครงการในกลุ่ม decentralized physical infrastructure networks (DePIN) มากขึ้น สะท้อนแนวคิดใหม่ที่เน้น “กำกับให้ไปต่อได้” มากกว่า “ปราบให้เงียบ”

 

ทิศทาง SEC ยุค Trump: ผ่อน enforcement แต่เพิ่มความชัดเจน

 

Atkins ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งประธาน SEC หลังถูกเสนอชื่อโดย ประธานาธิบดี Donald Trump และทิศทางการทำงานของเขาไปในทางเดียวกับนโยบายจากทำเนียบขาว

 

  • ลดการใช้ “คดีบังคับใช้” เป็นเครื่องมือหลัก

  • เพิ่มพื้นที่ทดลองให้โปรเจกต์นวัตกรรม

  • เปิดรับโครงสร้างใหม่อย่าง Digital Asset Treasury, Stablecoin, DePIN ภายใต้กรอบที่ออกแบบเฉพาะ

 

Trump เองก็ออกคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับที่เกี่ยวกับคริปโตและบล็อกเชน ทำให้ภาพรวมของสหรัฐฯ ในยุคนี้ดูมีแนวโน้มไปทาง “โปรคริปโตเชิงโครงสร้าง” มากกว่าแค่ปล่อยให้ตลาดวิ่งเองแบบไร้กรอบ

 

กฎหมาย Market Structure ยังเดินคู่ขนานในวุฒิสภาสหรัฐ

 

แม้ SEC จะประกาศว่าตัวเอง “มีอำนาจพอ” ที่จะเดินหน้ากฎคริปโต แต่ด้านนิติบัญญัติก็ยังเดินไปพร้อมกัน

 

ขณะนี้ วุฒิสภาสหรัฐ โดยสองคณะสำคัญคือ

 

  • คณะกรรมาธิการด้านเกษตร (Senate Agriculture Committee)

  • คณะกรรมาธิการการธนาคาร (Senate Banking Committee)

 

กำลังผลักดัน ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset market structure bill) เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับหลัก ๆ อย่าง SEC และ CFTC ว่าใครดูอะไรบ้างในโลกคริปโต

 

Tim Scott ประธานคณะกรรมาธิการการธนาคาร ระบุว่า คณะฯ วางเป้าให้ร่างกฎหมายนี้พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา (markup) ภายในเดือนธันวาคม ซึ่งหากผ่านในอนาคต จะเป็นกรอบใหญ่ที่กำหนดเกมการกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

นัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโต – ทั้งในสหรัฐและสายตานักลงทุนทั่วโลก

 

สำหรับโปรเจกต์คริปโต นักลงทุนสถาบัน และผู้พัฒนาจากทั่วโลก การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ให้สัญญาณสำคัญหลายด้าน:

 

  1. ความชัดเจนด้านกฎระเบียบจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
    SEC ส่งสัญญาณว่าไม่รอแต่สภาคองเกรส แต่จะทยอยปล่อยกฎย่อยและข้อยกเว้นเพื่อให้ตลาดเดินต่อได้ ขณะเดียวกัน กฎหมาย Market Structure ก็ยังเดินตามหลังเพื่อวางโครงสร้างใหญ่อีกชั้น

  2. โอกาสใหม่สำหรับโปรเจกต์ที่เน้นนวัตกรรมจริง ๆ
    หาก Innovation Exemption ออกมาในรูปแบบที่ยืดหยุ่นพอ โปรเจกต์ที่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน / โซลูชันจริงในโลกดิจิทัล มีโอกาสได้ “สนามทดลองที่ปลอดภัยกว่าเดิม” ในสหรัฐฯ

  3. แรงดึงดูดต่อเงินทุนสถาบัน
    นักลงทุนสถาบันมักต้องการ regulatory clarity มากกว่าผลตอบแทนระยะสั้น การที่ SEC เริ่มชี้ทิศชัดขึ้น อาจช่วยดึงเม็ดเงินระยะยาวกลับเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลได้ในช่วงใกล้ปี 2026

  4. ผลสะเทือนต่อประเทศอื่น (รวมถึงไทย)
    หลายประเทศ รวมถึงไทย มักมองกฎจากสหรัฐฯ เป็น benchmark ถ้าแนวทาง “เปิดนวัตกรรมแต่คุมความเสี่ยง” ของสหรัฐฯ ทำงานได้ดี เราอาจได้เห็นการออกแบบ sandbox, safe harbor หรือ innovation exemption คล้าย ๆ กันในภูมิภาคเอเชียในระยะถัดไป

 

อ้างอิง : cointelegraph.com