แอนโทนี สการามุชชี (Anthony Scaramucci) ผู้ก่อตั้ง SkyBridge Capital ได้ออกมาแสดงทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับร่างกฎหมาย CLARITY Act โดยเขาระบุว่า ข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้มีการจ่ายผลตอบแทน (Yield) จากสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) กำลังทำให้ดอลลาร์สหรัฐตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เมื่อต้องแข่งขันกับ หยวนดิจิทัล (Digital Yuan) ของจีนที่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ใช้งาน

ระบบที่พังทลาย: การปกป้องธนาคารแต่ทำลายค่าเงิน
สการามุชชีวิจารณ์ว่าระบบปัจจุบันกำลัง "พังทลาย" โดยเขามองว่ากลุ่มธนาคารดั้งเดิมพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์จ่ายผลตอบแทนได้ เพราะกลัวการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์จ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหยวนดิจิทัลได้แล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเลือกระบบชำระเงินข้ามพรมแดน พวกเขาจะเลือกฝั่งที่ให้ผลตอบแทนหรือฝั่งที่ไม่มีอะไรให้เลย? ซึ่งทาง ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) ซีอีโอของ Coinbase ก็ได้ออกมาสมทบว่า การห้ามผลตอบแทนนี้จะบ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของดอลลาร์ในตลาดเงินตราต่างประเทศอย่างรุนแรง
ความกังวลของภาคธนาคาร: เงินฝาก 6 ล้านล้านดอลลาร์อาจไหลออก
อีกด้านหนึ่งของความขัดแย้ง ไบรอัน มอยนิฮาน (Brian Moynihan) ซีอีโอของ Bank of America ได้ออกมาเตือนผ่านการแถลงผลประกอบการว่า สเตเบิลคอยน์อาจส่งผลให้เกิดการไหลออกของเงินฝากธนาคารมหาศาลถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ การสูญเสียเงินฝากจำนวนมากขนาดนี้อาจลดขีดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
เดิมทีข้อกำหนดนี้ถูกบรรจุไว้ในกฎหมาย GENIUS Act ก่อนจะถูกขยายความครอบคลุมมากขึ้นในร่างกฎหมาย CLARITY Act ทำให้นักบริหารและผู้เชี่ยวชาญในวงการคริปโตมองว่า นี่คือความพยายาม "บีบการแข่งขัน" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มธนาคารเดิม โดยมองข้ามผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับสถานะของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินหลักของโลก
บทสรุปในขณะนี้คือ สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการปกป้องเสถียรภาพของระบบธนาคารในประเทศ กับการรักษาอิทธิพลของดอลลาร์ในเวทีการเงินดิจิทัลระดับโลกที่จีนกำลังรุกหนักด้วยหยวนดิจิทัล
อ้างอิง : cointelegraph.com
ไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหว ส่งตรงข่าวไวถึงมือคุณกับ Bitcoin Addict
Tag : CLARITY Act