
การ์ด Pokémon โตแตะหมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่บล็อกเชนปั้น "Tokenized Cards" แก้จุดอ่อนระบบซื้อขายเดิม
ตลาดการ์ดสะสม Pokémon กำลังเติบโตเป็นตลาดระดับหมื่นล้านดอลลาร์ โดยประมาณการมูลค่าตลาดแตกต่างกันไปตามวิธีคำนวณ ตั้งแต่ 10,800 ล้านดอลลาร์ (TCGCharts เฉพาะการ์ดที่ผ่านการให้เกรด) ไปจนถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ (Kovoy VC ปี 2567) และ 15,000 ล้านดอลลาร์ (Mordor Intelligence ปี 2569) ท่ามกลางการเติบโตนี้ แพลตฟอร์มคริปโตหลายรายกำลังพยายามนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาแก้ปัญหาการซื้อขายที่ยังล้าหลัง ตามรายงานของ CoinDesk
📈 ตัวเลขที่สะท้อนความร้อนแรงของตลาด
ปี 2568 eBay มียอดขายการ์ดสะสมรวม 2,620 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Target รายงานยอดขายเพิ่มขึ้นราว 70% เทียบปีต่อปี และ Walmart มียอดขายการ์ดสะสมผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 200% เหตุการณ์ที่สะท้อนกระแสนี้ได้ชัดคือการเปิดตัวชุด "Prismatic Evolutions" เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่มีคนต่อแถวตั้งแต่ตี 3 ครึ่งหน้าร้าน Costco ในบริติชโคลัมเบีย แคนาดา
ผลตอบแทนของการ์ด Pokémon ตั้งแต่ต้นปีก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยขึ้นมาแล้วราว 28% เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ขึ้น 13% และ Bitcoin ที่ติดลบ 29% ในช่วงเดียวกัน ตัวอย่างธุรกรรมที่เป็นข่าวใหญ่คือการที่ Logan Paul ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขายการ์ด Pikachu Illustrator ให้กับ AJ Scaramucci ผู้ก่อตั้ง Solari Capital ในราคา 16.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีรายงานว่า Paul ทำกำไรจากดีลนี้ไปราว 8 ล้านดอลลาร์
🔗 บล็อกเชนเข้ามาแก้ปัญหาอะไร
รายงานวิจัยของ ATH Labs บริษัทเบื้องหลังแพลตฟอร์ม Deadstock ระบุว่า "ตลาดนี้ไม่เคยมีระบบทะเบียนกลางหรือสำนักหักบัญชีกลางมาก่อน" Deadstock จึงนำการ์ดเกรดสูงที่ผ่านการตรวจสอบจาก Professional Sports Authenticator (PSA) มาเก็บไว้ในห้องนิรภัยที่ปลอดภัย แล้วออกโทเคนดิจิทัลแบบ 1 ต่อ 1 บนบล็อกเชน Arbitrum แทนความเป็นเจ้าของ การโอนกรรมสิทธิ์จึงทำผ่านบล็อกเชนได้ทันที โดยไม่ต้องขนย้ายการ์ดจริงไปมา เปิดทางให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง Deadstock ยังจับมือกับ Japan Trading Card Center (JTCC) ซึ่งมีกำไรราว 2,400 ล้านเยน (ธ.ค. 2567-พ.ย. 2568) และสินทรัพย์รวม 6,900 ล้านเยน
นอกจาก Deadstock แล้วยังมีผู้เล่นรายอื่นในสนามเดียวกัน ได้แก่ Courtyard ที่เปิดขาย "ดิจิทัลแพ็ก" หนุนหลังด้วยของสะสมจริงในห้องนิรภัย มีปริมาณซื้อขายรอบ 30 วันอยู่ที่ 139 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นค่าธรรมเนียมเทียบเท่ารายปีราว 48 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Collector-Crypto ที่มีค่าธรรมเนียมเทียบเท่ารายปีสูงถึง 148.2 ล้านดอลลาร์ (ปริมาณซื้อขาย 30 วันอยู่ที่ 77.8 ล้านดอลลาร์) และ Phygitals ที่มีค่าธรรมเนียมเทียบเท่ารายปี 15.2 ล้านดอลลาร์ ส่วน MemeStrategy เพิ่งเปิดตัวกองทุนการ์ด Pokémon แบบ Tokenized ไปเมื่อไม่นานนี้
⚠️ ความท้าทายที่ยังต้องจับตา
แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่ความท้าทายหลักไม่ใช่เรื่องเทคนิค ทว่าเป็นคำถามว่านักสะสมจะเลือกซื้อขายผ่านบล็อกเชนแทน eBay งานประชุมนักสะสม หรือการเก็บการ์ดไว้เองหรือไม่ eBay มีเครือข่ายผู้ใช้ขนาดใหญ่ที่ได้เปรียบมาก ทำให้แพลตฟอร์ม Tokenized ต้องเผชิญปัญหา "ไก่กับไข่" คือขาดสภาพคล่องเพราะยังมีผู้ใช้น้อย นอกจากนี้งานวิจัยของ House of Chimera ยังพบว่าปริมาณการซื้อขายบนบล็อกเชนจำนวนมากมาจากการเปิดแพ็กแบบเกม (Gamified Pack Opening) และการซื้อคืนทันที มากกว่าการซื้อขายของนักสะสมจริง ขณะที่การ์ดหายากบางใบซื้อขายไม่บ่อย ทำให้การระบุมูลค่าที่เป็นธรรมทำได้ยาก และราคาการ์ดโดยรวมยังขับเคลื่อนด้วยความคิดถึงและความหายาก มากกว่ากระแสเงินสดหรือปัจจัยพื้นฐานทางการเงิน
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com:
👉 ตลาด RWA พุ่งแตะ $6.5 หมื่นล้าน! Ethereum นำทัพเบอร์หนึ่ง ส่องศึกชิงเค้กบล็อกเชนสถาบันการเงิน
👉 อินท์ เอกซ์ จับมือ สตอเรจ เอเชีย ปิดดีล IST9 สำเร็จ — ก้าวสำคัญของ RWA Tokenization ไทย🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk / coindesk.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict:
นี่คือตัวอย่างของ RWA Tokenization (การแปลงสินทรัพย์โลกจริงเป็นโทเคน) ที่จับต้องได้ง่ายกว่าเคสอสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรที่เราเคยรายงานไปก่อนหน้านี้ เพราะเข้าถึงกลุ่มนักสะสมที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจคริปโตมาก่อนเลย แต่ตัวเลขปริมาณซื้อขายที่ House of Chimera ตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่มาจากการเปิดแพ็กเกมและซื้อคืนทันที ก็เป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไทยควรระวัง เพราะปริมาณซื้อขายสูงไม่ได้แปลว่ามีนักสะสมจริงซื้อขายกันคึกคักเสมอไป ก่อนตัดสินใจเข้าไปเทรดการ์ดแบบ Tokenized ควรแยกให้ออกระหว่างมูลค่าที่มาจากความหายากจริง กับมูลค่าที่มาจากกลไกกระตุ้นการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: Pokemon, การ์ดสะสม, Tokenization, RWA, Arbitrum, NFT, Deadstock
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com