ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน “คดี MEV Brothers” เป็นโมฆะ หลังคณะลูกขุนชี้คดีซับซ้อนเกินกฎหมายรับได้
คดีสะเทือนวงการ Ethereum และ DeFi ระหว่างสองพี่น้องนักศึกษาจาก MIT — Anton (25) และ James (29) Peraire-Bueno — ที่ถูกกล่าวหาว่าทำกำไร $25 ล้านภายใน 12 วินาที จากการโจมตีช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ MEV-Boost ถูกประกาศให้เป็น “มิสไทรอัล” (Mistrial) แล้ว หลังคณะลูกขุนไม่สามารถลงความเห็นร่วมกันได้
คดีที่ไม่มีใครอยากตัดสิน
พี่น้องทั้งสองถูกอัยการจาก Southern District of New York (SDNY) ตั้งข้อหาฉ้อโกง (wire fraud) และฟอกเงินจากการ “เอาเปรียบ” ระบบ Ethereum ผ่านการ “แซนด์วิชเทรด (sandwich attack)” ที่ดักธุรกรรมของนักเทรดรายอื่น
แต่ฝั่งจำเลยยืนยันว่า สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การแฮก — เพราะโลกของ MEV (Maximal Extractable Value) คือ “สนามแข่งขันอัลกอริทึมแบบไร้คนกลาง” ที่ใครก็ตามสามารถหาช่องทำกำไรได้ หากไม่ละเมิดกฎของโปรโตคอล
“Validators ไม่ได้มีเกียรติอะไรหรอก สิ่งเดียวที่เขาต้องทำคือ maximize profit โดยไม่ใส่ธุรกรรมที่ผิดกฎหมายลงใน block” — Peter Van Valkenburgh, Coin Center
ผู้เชี่ยวชาญชี้ DOJ “ล้ำเส้น”
Peter Van Valkenburgh ผู้อำนวยการของ Coin Center ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านนโยบายคริปโตชื่อดัง กล่าวว่า คดีนี้คือ “ตัวอย่างชัดเจนของการตีความกฎหมายเกินขอบเขต”
เขาอธิบายว่า หากรัฐบาลสามารถนำข้อหา wire fraud มาใช้กับการกระทำในบล็อกเชนได้โดยไม่มีกรอบที่ชัดเจน “จะทำให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้งานคริปโตถูกคุกคามโดยตรง”
“ถ้าเราถือว่าทุกการ optimize block เป็นอาชญากรรม งั้นคนที่รันโหนดในระบบเปิดทั้งหมดก็คือผู้ต้องหา” — Van Valkenburgh กล่าวในศาล
คณะลูกขุน “งงหนัก” กับคำถาม: แล้วอะไรคือผิด?
รายงานจาก Business Insider เผยว่า คณะลูกขุนหลายคนถึงกับ “งงหนัก” เพราะไม่แน่ใจว่ากฎหมายในโลกจริงควรนำมาใช้ตัดสินพฤติกรรมในบล็อกเชนแบบไร้ศูนย์กลางอย่างไรดี
สุดท้ายผู้พิพากษา Jessica G. Clarke จึงตัดสินให้คดีนี้เป็น มิสไทรอัล หลังเห็นว่า “ลูกขุนไม่สามารถหาข้อสรุปได้แม้ให้เวลาเพิ่ม”
คดีนี้ยังไม่จบ
แม้การพิจารณาครั้งนี้จะถูกยกเป็นโมฆะ แต่สองพี่น้องยังคงถูกตั้งข้อหาเดิมทั้งหมด อัยการ SDNY สามารถเลือกได้ว่าจะ “ยกเลิกคดี” หรือ “เริ่มพิจารณาใหม่” อีกครั้ง
Van Valkenburgh เตือนว่า หากมีการพิจารณาคดีรอบสอง จะเป็น “สัญญาณอันตราย” ว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ตั้งใจใช้คดีนี้เป็น บรรทัดฐานควบคุมบล็อกเชนแบบ Permissionless
อ้างอิง : theblock.co