Kelp DAO โบกมือลา LayerZero! ย้ายซบ Chainlink CCIP — โปรเจกต์ DeFi ใหญ่รายแรกที่ตัดสัมพันธ์
Kelp DAO โปรโตคอล Liquid Restaking (โปรโตคอลที่ให้ผู้ใช้ฝาก ETH เข้าระบบ Restaking เพื่อรับ rsETH เป็น "ใบเสร็จ") ที่เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์แฮกบริดจ์มูลค่า 292 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประกาศตัด LayerZero ออกจากโครงสร้างพื้นฐาน Cross-chain แล้วย้ายไปใช้ Chainlink CCIP แทน นับเป็น โปรโตคอลใหญ่รายแรก ที่ตัดความสัมพันธ์กับ LayerZero หลังเหตุแฮก พูดง่ายๆ คือ ความเชื่อมั่นในระบบ Verifier เดี่ยวของ LayerZero สั่นคลอนอย่างหนัก
🚨 จุดเริ่มต้น: เหตุแฮกบริดจ์ $292 ล้าน
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 (2026) แฮกเกอร์ที่คาดว่าเชื่อมโยงกับ Lazarus Group (กลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ) ได้เจาะระบบบริดจ์ของ Kelp DAO ที่ใช้โครงสร้าง LayerZero (โปรโตคอลส่งข้อความข้ามบล็อกเชน) ดูดเหรียญ rsETH ออกไปจำนวน 116,500 เหรียญ มูลค่าประมาณ 292 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,493 ล้านบาท)
ช่องโหว่สำคัญอยู่ที่ระบบ Decentralized Verifier Network (DVN) ของ LayerZero ในรูปแบบ "1-of-1" หรือใช้ผู้ตรวจสอบเพียงรายเดียว ซึ่งทำให้แฮกเกอร์เพียงต้องเจาะจุดเดียวก็สามารถสร้างข้อความปลอมเพื่อปล่อย rsETH ออกจากบริดจ์ได้
🔄 การย้ายค่าย: จาก LayerZero สู่ Chainlink CCIP
ตามข้อมูลจากตัวแทน Chainlink ที่ให้สัมภาษณ์กับ The Block ระบุว่า Kelp DAO เป็น "โปรโตคอลใหญ่รายแรกที่ย้ายออกจาก LayerZero หลังเหตุแฮก" ซึ่งสะท้อนถึงความสั่นคลอนของความเชื่อมั่นในระบบ Cross-chain แบบเดิม
Kelp DAO ระบุในแถลงการณ์ว่า:
"การย้าย KelpDAO ไปยัง Chainlink CCIP เป็นการแก้ไขช่องโหว่เชิงสถาปัตยกรรมที่เป็นต้นเหตุของการถูกแฮกโดยตรง"
นอกจากการย้ายไปใช้ Chainlink CCIP (Cross-Chain Interoperability Protocol — โปรโตคอลส่งข้อความข้ามเครือข่ายของ Chainlink) แล้ว rsETH จะนำมาตรฐาน Cross-Chain Token (CCT) มาใช้ด้วย
🔍 ทำไมต้อง Chainlink CCIP?
ความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ Kelp ย้ายไปใช้ CCIP คือเรื่องของระบบ Verifier:
| ระบบ | LayerZero (เดิม) | Chainlink CCIP (ใหม่) |
|---|---|---|
| ผู้ตรวจสอบขั้นต่ำ | 1 ราย (1-of-1) | อย่างน้อย 16 ราย |
| ลักษณะโครงสร้าง | Single Point of Failure | Decentralized Oracle Network (DON) |
| มูลค่าธุรกรรมที่รองรับ | — | กว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ |
Chainlink เปิดเผยว่าโครงสร้างพื้นฐานของตนเคยรองรับธุรกรรมข้ามบล็อกเชนรวมมูลค่ากว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ มาแล้ว
⚖️ สงครามคำพูด: ใครต้องรับผิดชอบ?
มุมของ LayerZero
LayerZero โต้ว่า Kelp DAO เลือกใช้ระบบ "1-of-1 DVN" ทั้งที่บริษัทได้แนะนำให้ใช้ Multi-DVN มาตลอด
มุมของ Kelp DAO
แต่ทีม Kelp DAO และนักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า โครงสร้าง 1-of-1 เป็น "ค่าเริ่มต้น" (default) ที่ LayerZero แนะนำให้กับโปรเจกต์ใหม่เอง โดยจากการวิเคราะห์ที่ Kelp อ้างอิง พบว่า 47% ของแอปพลิเคชันบน LayerZero ทั้งหมดประมาณ 2,665 แอป ใช้ระบบ Verifier เดี่ยวเหมือนกัน ณ ขณะที่เกิดเหตุ
หลังเกิดเหตุ LayerZero ประกาศจะ หยุดเซ็นรับรองข้อความให้กับแอปพลิเคชันที่ใช้ Single-Verifier ทั้งหมด ซึ่งจะบังคับให้ทั้งระบบนิเวศต้องอัปเกรดโครงสร้าง
💰 DeFi United: ความพยายามฟื้นฟู rsETH
หลังเหตุแฮก ได้มีการก่อตั้งโครงการ DeFi United ขึ้นเพื่อระดมทุนชดเชยและคืนความเสถียรให้กับ rsETH โดยปัจจุบันสามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10,000 ล้านบาท) ในรูปแบบคริปโต
ที่น่าสนใจคือ LayerZero เองก็ร่วมสมทบทุน จำนวนประมาณ 10,000 ETH ประกอบด้วย:
- 5,000 ETH ในรูปแบบเงินบริจาค
- 5,000 ETH ในรูปแบบเงินกู้ให้ Aave
🏛️ ปมกฎหมาย: เหยื่อชาวเกาหลีเหนือฟ้องชิง 30,766 ETH
สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหยื่อจากเหตุแฮกของเกาหลีเหนือก่อนหน้านี้ได้ยื่นฟ้อง Arbitrum DAO เพื่อขอยึด 30,766 ETH ที่ Arbitrum Security Council ได้สั่งอายัดไว้หลังเหตุการณ์ Kelp DAO
ก่อนหน้านั้น Arbitrum DAO กำลังจะลงคะแนนเพื่อปล่อยเงินจำนวนนี้ให้กับโครงการ DeFi United
ทาง Aave จึงยื่นคำร้องฉุกเฉิน (Emergency Motion) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ศาลยกเลิกคดีและถอน Temporary Restraining Order ที่อายัดเงินทุนดังกล่าวไว้
⚠️ หมายเหตุด้านกฎหมาย: คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ทุกฝ่ายยังคงมีสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
📎 ข่าวที่เกี่ยวข้องจาก Bitcoinaddict.com: เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากที่เราเคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้
👉 สรุปดราม่า: การแฮก Kelp DAO ลุกลามสู่ Aave ทำเงินไหลออก 6.2 พันล้านดอลลาร์
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การที่ Kelp DAO เลือกย้ายไปใช้ Chainlink CCIP ทันทีหลังเหตุการณ์แฮก สะท้อนให้เห็นถึง "บทเรียนเชิงโครงสร้าง" ที่อุตสาหกรรม DeFi เริ่มยอมรับมากขึ้น — ระบบ Cross-chain ที่พึ่งพา Verifier เดี่ยวคือจุดอ่อนเชิงสถาปัตยกรรมที่ไม่ควรมีอยู่ในยุคที่มูลค่าการล็อกใน DeFi สูงระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่กดดันให้โปรเจกต์ DeFi ทั้งหลายต้องทบทวนการกระจายอำนาจในระดับ Infrastructure อย่างจริงจัง น่าจับตามองไม่น้อยว่าจะมีโปรโตคอลรายอื่นเดินตามรอย Kelp อีกหรือไม่ในเดือนข้างหน้า
🏷️ Tags / คีย์เวิร์ด SEO Kelp DAO Chainlink CCIP LayerZero rsETH DeFi Hack 2026 Cross-chain Bridge Lazarus Group Liquid Restaking DeFi United
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com