Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

JPMorgan ชี้ชะตา Bitcoin ระยะสั้น อยู่ที่ “Strategy” มากกว่านักขุดคริปโต
05 December 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

JPMorgan ชี้ชะตา Bitcoin ระยะสั้น อยู่ที่ “Strategy” มากกว่านักขุดคริปโต

JPMorgan ประเมินว่า ต้นทุนการผลิต Bitcoin เฉลี่ยล่าสุดอยู่ที่ราว 90,000 ดอลลาร์ ลดลงจาก 94,000 ดอลลาร์ในเดือนก่อน โดยคำนวณจากสมมติฐานต้นทุนไฟฟ้า 0.05 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าราคาค่าไฟเพิ่มขึ้นทุก 0.01 ดอลลาร์/ kWh ต้นทุนการผลิต Bitcoin ของผู้ขุดต้นทุนสูงจะ กระโดดเพิ่มอีกราว 18,000 ดอลลาร์ ทันที

 

แม้ปกติแล้วการที่แฮชเรตและความยากในการขุดลดลงจะช่วยให้รายได้ของนักขุดดีขึ้น แต่ในรอบนี้ ราคาตลาด Bitcoin กลับ “ลอยตัวต่ำกว่าต้นทุนผลิต” ทำให้นักขุดบางส่วนจำเป็นต้องขายเหรียญเพื่อลดความเสี่ยงและพยุงกระแสเงินสด

 

อย่างไรก็ตาม JPMorgan มองว่า

 

แรงขายจากนักขุด “ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่สุด” ในรอบนี้

 

Strategy: ตัวแปรสำคัญกว่าแรงขายจากนักขุด

 

จุดโฟกัสหลักของรายงานคือบริษัท Strategy ผู้ถือ Bitcoin มากกว่า 650,000 BTC ในงบดุล ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ตัวแทน Bitcoin บนตลาดหุ้น” และมีอิทธิพลต่อ Sentiment ของนักลงทุนสถาบันอย่างมาก

 

JPMorgan ชี้ให้ดูตัวเลขสำคัญคือ อัตราส่วน Enterprise Value ต่อมูลค่า Bitcoin ที่ถืออยู่ (EV/BTC Holdings) ของ Strategy ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.13 หลังจากร่วงลงแรงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

 

การที่ตัวเลขนี้ยัง “สูงกว่า 1” อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณว่า

 

  • ตลาดยังให้มูลค่า Strategy มากกว่ามูลค่าของ Bitcoin ที่ถืออยู่

  • บริษัทไม่น่าถูกกดดันให้ “จำใจขาย Bitcoin” เพื่อเอาเงินไปจ่ายหนี้หรือปันผลในระยะสั้น

 

JPMorgan ระบุชัดว่า ถ้าอัตราส่วนนี้ยังยืนเหนือ 1.0 ได้ และ Strategy สามารถเลี่ยงการขาย BTC ได้จริง

 

ตลาดจะมองว่า “จุดเลวร้ายสุดของราคา Bitcoin น่าจะผ่านไปแล้ว”

 

กันชนเงินสด 1.44 พันล้านดอลลาร์ ช่วยกดความเสี่ยงขาย BTC

 

อีกจุดที่ช่วยเสริมความมั่นใจต่อตลาดคือ Strategy ได้ตั้ง เงินสำรองสภาพคลัง (Cash Reserve) เป็นดอลลาร์สหรัฐ 1.44 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับ

 

  • ภาระจ่ายดอกเบี้ยหนี้

  • ภาระจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น

 

JPMorgan ประเมินว่า เงินก้อนนี้เพียงพอให้บริษัทเดินต่อได้อย่างน้อย 12–24 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องเทขาย Bitcoin ออกมา

 

แม้ Strategy จะชะลอการซื้อ BTC เพิ่มลงมาก (จากหลักแสน BTC ต่อเดือนเหลือหลักหมื่น และบางช่วงแทบไม่ซื้อเพิ่ม)
แต่บริษัทก็ยังเดินหน้า ถือและทยอยสะสม BTC จนสต็อกทะลุ 650,000 BTC ไปแล้ว

 

สำหรับภาพใหญ่ในตลาด ตอนนี้ Strategy ไม่ได้ถูกจับตาแค่ฐานะผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ แต่ถูกมองเป็น “ตัวชี้วัดความเชื่อมั่นองค์กรที่ใช้ BTC เป็นทุนสำรอง” ด้วย

 

ความเสี่ยง MSCI: แรงกดดันที่ตลาดอาจ “รับข่าวไปเยอะแล้ว”

 

อีกประเด็นใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันมองคือ ความเสี่ยงที่ MSCI จะถอดหุ้น Strategy และบริษัทสาย Digital Asset Treasury (DAT) อื่น ๆ ออกจากดัชนีหุ้นสำคัญ

 

JPMorgan ประเมินว่า ถ้าโดนถอดจริง ผลกระทบก็อาจมีจำกัดในรอบต่อไป เพราะ

 

  • ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม (วันที่ MSCI เริ่มเปิดปรึกษาเรื่องเกณฑ์ใหม่)
    ราคาหุ้น Strategy ร่วงไปแล้วกว่า 40%

  • ช่วงเดียวกัน Strategy “แย่กว่า Bitcoin” ประมาณ 20% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดหายไปอีกราว 18,000 ล้านดอลลาร์

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า

 

ตลาดอาจ “Priced In” ความเสี่ยงถูกถอดออกจาก MSCI และดัชนีสำคัญอื่นไปแล้วพอสมควร

 

JPMorgan เคยคาดการณ์ว่า หากถูกถอดออกจาก MSCI จริง อาจมีเงินไหลออกจากหุ้น Strategy อีกราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ และถ้าดัชนีอื่นทำตาม อาจหนุนให้เกิด Outflow รวมราว 8.8 พันล้านดอลลาร์

 

ด้าน Michael Saylor โคฟาวเดอร์ของ Strategy ยังยืนยันมุมมองเดิมว่า

 

“Index classification doesn’t define us. กลยุทธ์เราคือถือ Bitcoin ระยะยาว และความเชื่อมั่นของเราต่อ Bitcoin ไม่เปลี่ยน”

 

ถ้า MSCI ไม่ถอด Strategy ออกจากดัชนี จะเกิดอะไรขึ้น?

 

JPMorgan ระบุว่า การตัดสินใจของ MSCI ในวันที่ 15 มกราคม จะเป็นหมุดสำคัญของทั้ง:

 

  • ราคาหุ้น Strategy (MSTR)

  • และภาพรวม Sentiment ของราคา Bitcoin ระยะสั้น

 

หาก MSCI “ไม่ถอด” Strategy ออกจากดัชนี นักวิเคราะห์มองว่า:

 

  • หุ้น Strategy มีโอกาสรีบาวด์แรง

  • Bitcoin เองก็อาจวิ่งกลับไปใกล้ระดับก่อนวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนเกิด “Liquidation Event” ครั้งใหญ่

 

ในทางกลับกัน ถ้าถูกถอดจริง JPMorgan มองว่า Downside เพิ่มเติมอาจจำกัด เพราะตลาดรับรู้ข่าวไประดับมากแล้ว

 

ต้นทุนขุด = “Soft Floor” และเป้าหมายระยะยาวยังอยู่แถว 170,000 ดอลลาร์

 

JPMorgan ย้ำว่า ต้นทุนผลิต Bitcoin มักทำหน้าที่เป็น “Soft Floor” หรือแนวรับเชิงโครงสร้างของราคาในแต่ละรอบ โดยเปรียบเทียบกับรอบปี 2018 ที่ราคาเคยหลุดต้นทุนลงไปนาน ทำให้นักขุดจำนวนมากต้องถอนตัว และต้นทุนเฉลี่ยทั้งระบบจึงถูกปรับลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ในภาพระยะ 6–12 เดือน นักวิเคราะห์ของ JPMorgan ยังประเมินเชิงบวกว่า

 

เมื่อเทียบกับทองคำด้วยกรอบความเสี่ยงและความผันผวน ราคาทฤษฎีของ Bitcoin อาจอยู่แถว 170,000 ดอลลาร์ หากภาวะตลาดกลับเข้าสู่ความนิ่งมากขึ้น

 

หมายความว่า หากแรงกดดันชั่วคราวทั้งจากนักขุดและดราม่าเรื่องดัชนีหุ้นเริ่มคลี่คลาย BTC ยังมี Upside เหลือให้วิ่งต่อในสายตาสถาบัน

 

อ้างอิง : theblock.co