Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Joe Lubin คาด Ethereum ปฏิวัติสู่ระบบ ZK เต็มตัวใน 3-5 ปี ผสานสภาพคล่อง L2 ไร้รอยต่อ
11 June 2026ข่าวคริปโตโดย Rawiwarn Owattasanee

Joe Lubin คาด Ethereum ปฏิวัติสู่ระบบ ZK เต็มตัวใน 3-5 ปี ผสานสภาพคล่อง L2 ไร้รอยต่อ

โจเซฟ ลูบิน (Joseph Lubin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และ CEO ของ Consensys (บริษัทโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่พัฒนา MetaMask และ Linea) ให้สัมภาษณ์ The Block ระบุว่า Ethereum มีโอกาสกลายเป็นโปรโตคอลที่ใช้ ZK Proof (Zero-Knowledge Proof — การพิสูจน์ความถูกต้องโดยไม่เปิดเผยข้อมูลดิบ) อย่างสมบูรณ์ภายใน 3–5 ปี โดยยืนยันว่า Layer 2 ยังมีบทบาทสำคัญในการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ และเปิดเผยว่า Ethereum Foundation (EF) กำลังจะแตกตัวออกเป็น 3 กลุ่มทำงานอิสระ

 

🔑 จาก "ยุคแตกแขนง" สู่ "ยุคหลอมรวม" ของ Ethereum

 

ลูบินประกาศจุดยืนสนับสนุน rollup-centric roadmap (แนวทางพัฒนา Ethereum ที่เน้น Rollup เป็นแกนหลักในการขยาย Scalability) พร้อมชี้ว่าระบบนิเวศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

"ผมสนับสนุน rollup-centric roadmap มาตลอด และตอนนี้มีนวัตกรรมที่กำลังจะทำให้ทั้ง roadmap และ rollup มีพลังมากขึ้นอย่างมาก"

 

าอธิบายว่าชงแรกของแผนนี้คือ "ยุคแตกแขนง" (divergence phase) ที่ optimistic rollups ช่วยให้เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็ว ขณะที่ ZK technology ค่อยๆ สุกงอม — และขณะนี้ระบบนิเวศกำลังก้าวสู่ "ยุคหลอมรวม" (convergence phase) ที่มุ่งเน้น composability (ความสามารถในการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ระหว่างเครือข่าย)

 

ทั้งนี้ สอดคล้องกับสัญญาณจากผู้นำ Ethereum คนอื่นๆ โดยเฉพาะ วิทาลิก บิวเทริน (Vitalik Buterin) ผู้ก่อตั้ง Ethereum ที่ได้ประกาศปรับทิศทางออกจาก rollup-centric roadmap ในต้นปี 2026 โดยระบุว่าวิสัยทัศน์เดิมที่มอง L2 เป็น "branded shards" ของ Ethereum นั้น "ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป"

 

ZK Proof จาก Layer 2 สู่ Layer 1: วิวัฒนาการที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

 

ูบินชี้ว่าความก้าวหน้าของ ZK Proof บน Layer 2 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — แต่คือแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

 

"เราทราบตลอดว่า ZK Proof จะมีความสำคัญในระบบนิเวศนี้ และเราเชื่อว่ามันจะโดดเด่นที่ Layer 2 ก่อน — ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ"

 

ปัจจุบัน Layer 2 หลายเครือข่ายบรรลุ real-time ZK proving (การพิสูจน์ด้วย ZK แบบเรียลไทม์) แล้ว และแผนงานต่อไปคือนำเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาสู่ Layer 1 และเปลี่ยน Ethereum ทั้งระบบให้รองรับ ZK Proof อย่างสมบูรณ์ โดยอาศัย provers หลายตัวที่ผ่านการ formal verification (การพิสูจน์ความถูกต้องของโปรแกรมเชิงคณิตศาสตร์)

 

Linea ซึ่งพัฒนาโดย Consensys และ Gnosis คือตัวอย่างของ Layer 2 ที่ใช้ ZK Proof ในการ compose transaction ข้ามเครือข่ายแบบ synchronous ได้แล้ว ลูบินเสริมว่าในอนาคต เทคโนโลยีนี้จะนำไปสู่ "single atomic execution context"สถานะที่ผู้ใช้สามารถโอน asset ข้ามเครือข่าย Ethereum ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา bridge (สะพานเชื่อมระบบนิเวศที่มักมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย)

 

"คุณสามารถรวม fragmented liquidity ที่กระจายอยู่ทั่วระบบนิเวศได้ด้วยวิธีนี้"

 

🏦 ขยายสู่เครือข่ายองค์กร: Citi, BNY Mellon และ DTC

 

ลูบินยังเปิดเผยว่าเทคโนโลยี real-time ZK proving กำลังถูกขยายไปยัง Besu ซึ่งเป็น private permissioned blockchain ที่ Consensys พัฒนาและใช้งานโดยสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง Citi, BNY Mellon และ DTC (Depository Trust Company — บริษัทชำระราคาหลักทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ)

 

เป้าหมายคือนำเครือข่าย enterprise เหล่านี้เชื่อมกับระบบนิเวศ Ethereum หลักได้อย่างไร้รอยต่อ — ขยายวิสัยทัศน์ "World Computer" ให้ครอบคลุมทั้งภาคสาธารณะและองค์กรเอกชน

 

🏛️ Ethereum Foundation: ไม่มี "มูลนิธิที่สอง" แต่จะแตก 3 กลุ่มทำงาน

 

ท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องการลาออกของบุคลากรสำคัญจาก Ethereum Foundation ลูบินออกมาตัดข่าวลือเรื่อง "second foundation" อย่างชัดเจน

 

"จะไม่มีมูลนิธิที่สอง"

 

แต่เขาเผยว่าอย่างน้อย 3 กลุ่มทำงาน จะแตกตัวออกจาก EF เพื่อมุ่งเน้นงานเฉพาะด้าน ได้แก่ งาน core protocol, usability & scalability และ institutional outreach โดย EF หลักจะโฟกัสที่ "CROP components" (Cryptography, Research, Open-source, and Protocol)

 

📎 ข่าวที่เกี่ยวข้อง ไม่พบบทความที่ครอบคลุมหัวข้อนี้ตรงๆ ใน Bitcoinaddict.com จากการค้นหา จึงขอนำเสนอแหล่งอ้างอิงภายนอกที่เกี่ยวข้อง:
📎 อ่านเพิ่มเติม: 👉 Vitalik Buterin's stark warning on layer-2 roadmap — CoinDesk 👉 Ethereum Foundation Outlines 2026 Roadmap — Bitmarkets
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: The Block

 

💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict มุมมองของโจ ลูบินสะท้อนให้เห็นว่า Ethereum กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตาที่สุดในประวัติศาสตร์ของตัวเอง การที่ ZK Proof เคลื่อนจาก Layer 2 ขึ้นสู่ Layer 1 จะไม่ใช่แค่การอัปเกรดเทคนิค แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของโปรโตคอลทั้งหมด หาก Ethereum สามารถบรรลุ "single atomic execution context" ได้จริง ปัญหา liquidity fragmentation ที่กดดันระบบนิเวศ L2 มาหลายปีอาจได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาดูว่าการแตกตัวของ EF ออกเป็น 3 กลุ่มจะนำไปสู่ความคล่องตัวในการพัฒนา หรือสร้างความซับซ้อนในการประสานงานมากขึ้น

 

Tags: Ethereum, ZK Proof, Zero-Knowledge, Layer 2, Rollup, Consensys, Joseph Lubin, Ethereum Foundation, Blockchain Scalability, Linea, DeFi, ETH, Crypto Technology, Web3

— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com