ครั้งแรกในประวัติศาสตร์! IRS ไฟเขียวกองทุนคริปโต Stake เหรียญได้ พร้อมสิทธิ์แชร์รางวัลให้นักลงทุน
หน่วยงาน Internal Revenue Service (IRS) ของสหรัฐฯ ประกาศออก แนวทางภาษีใหม่ (Revenue Procedure 2025-31) เพื่อสร้าง “Safe Harbor” หรือกรอบคุ้มครองทางกฎหมาย ให้ Exchange-Traded Products (ETP) และกองทุนคริปโตสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Staking บนบล็อกเชนแบบ Proof-of-Stake (PoS) ได้อย่างถูกต้องและมีความชัดเจนด้านภาษี
ข่าวนี้ถูกเปิดเผยโดย Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ผ่านโพสต์บน X (Twitter) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่า
“แนวทางใหม่นี้เปิดทางให้ ETP สามารถ Stake เหรียญและแบ่งรางวัลกับนักลงทุนรายย่อยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประโยชน์ให้ผู้ลงทุน สนับสนุนนวัตกรรม และรักษาความเป็นผู้นำของอเมริกาในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชน”
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกฎภาษีของคริปโต
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ยังไม่มีแนวทางชัดเจนว่า การ Stake เหรียญผ่านกองทุนรวม (Trust หรือ ETF) เข้าข่ายผิดกฎหมายภาษีหรือไม่
แต่จากแนวทางใหม่นี้ IRS ยืนยันว่ากองทุนสามารถทำได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้
ต้อง Stake บนเครือข่าย Proof-of-Stake (PoS) ที่เปิด (Permissionless Network)
สามารถถือได้เพียงสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทเดียว พร้อมเงินสดสำรอง
ต้องใช้ Qualified Custodian หรือผู้ดูแลสินทรัพย์ที่ได้รับอนุญาต
ต้องมีการรายงานผลตอบแทนจากการ Stake ตามเกณฑ์ของ IRS
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคริปโตและ ETF
Bill Hughes ที่ปรึกษาอาวุโสจาก Consensys กล่าวผ่าน X ว่า แนวทางใหม่นี้คือ “ก้าวสำคัญ” ของอุตสาหกรรม
“Safe Harbor นี้จะเปลี่ยนการ Stake จากกิจกรรมที่มีความเสี่ยงด้านกฎหมาย ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามภาษีและรองรับโดยสถาบันการเงิน”
เขาเสริมว่า แนวทางใหม่นี้จะช่วยเร่งการยอมรับของตลาดสถาบัน (Institutional Adoption) โดยเฉพาะในกองทุน Crypto ETF และ Trust ที่ต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากรางวัลการ Stake
ยืนยันแนวทางจาก SEC ว่า “Staking ไม่ใช่การขายหลักทรัพย์”
แนวทางนี้ของ IRS ยังสอดคล้องกับท่าทีของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า
กิจกรรม Proof-of-Stake “ไม่ถือเป็นธุรกรรมหลักทรัพย์” ซึ่งหมายความว่าการ Stake ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการออกหลักทรัพย์
ด้วยความชัดเจนทั้งจาก SEC และ IRS ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่วางโครงสร้างการกำกับดูแล Staking สำหรับภาคการเงินแบบดั้งเดิมอย่างเป็นระบบ
สรุป: สหรัฐฯ ปูทาง “ยุคใหม่ของ Staking สถาบัน”
ด้วยกรอบ Safe Harbor ใหม่นี้ สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “สถาบันการเงินสามารถเข้ามามีบทบาทในโลกคริปโตได้เต็มรูปแบบ” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่าง Traditional Finance (TradFi) และ Decentralized Finance (DeFi)
หรืออย่างที่ Hughes สรุปไว้ว่า
“Revenue Procedure 2025-31 คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Staking กลายเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายภาษี และจะเร่งให้สถาบันเข้ามาในโลกคริปโตเร็วขึ้นกว่าเดิม”
อ้างอิง : theblock.co
ภาพ cfodive.com