GameStop สยบข่าวลือ! ไม่ได้เทขาย Bitcoin มูลค่า 324 ล้านดอลลาร์ แต่ใช้แผน "Covered Call" เพิ่มกำไรแทน
GameStop (บริษัทค้าปลีกวิดีโอเกมชื่อดังของสหรัฐฯ) เปิดเผยในรายงานประจำปี 10-K ที่ยื่นต่อ SEC (สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ) เมื่อสัปดาห์นี้ว่า ไม่ได้ขาย Bitcoin มูลค่ากว่า 324 ล้านดอลลาร์ออกไปในเดือนมกราคมอย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัย แต่กลับนำ BTC จำนวน 4,709 เหรียญไปวางเป็นหลักประกันกับ Coinbase Credit เพื่อดำเนินกลยุทธ์ Covered Call สร้างรายได้จากเงินเพิ่มเติม
เกิดอะไรขึ้นจริงๆ กับ Bitcoin ของ GameStop?
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ On-chain หลายรายตั้งข้อสังเกตว่า GameStop อาจเทขาย Bitcoin ทิ้งทั้งหมด หลังพบว่าบริษัทโอนบิตคอยน์เกือบทั้งหมดเข้า Coinbase Prime (แพลตฟอร์มบริการสถาบัน) ในเดือนมกราคม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวราคา Bitcoin ปรับตัวลงถึง 45% จากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนตุลาคม
แต่รายงาน 10-K ฉบับล่าสุดได้ขจัดความสงสัยทั้งหมด โดยระบุชัดเจนว่า GameStop นำ BTC ทั้ง 4,709 เหรียญ คิดเป็น 99.98% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่บริษัทถือครอง ไปวางเป็นหลักประกันกับ Coinbase Credit เพื่อดำเนินกลยุทธ์ขาย Covered Call แบบ OTC (Over-the-Counter หรือการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์) โดยมีราคา Strike Price (ราคาใช้สิทธิ์) อยู่ระหว่าง 105,000–110,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
Covered Call คืออะไร และทำไม GameStop ถึงทำ?
Covered Call คือกลยุทธ์ทางการเงินที่ผู้ถือสินทรัพย์ขายสิทธิ์ (Option) ให้ผู้อื่นซื้อสินทรัพย์นั้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อรับเงิน "พรีเมียม" (ค่าธรรมเนียม Option) มาเป็นรายได้เพิ่มเติมทันที แลกกับการจำกัดกำไรสูงสุดหากราคาพุ่งเกิน Strike Price
GameStop เขียน Call Options อายุสั้น ด้วย Strike Price ระหว่าง 105,000–110,000 ดอลลาร์ เพื่อสร้างรายได้จากพรีเมียม โดยยังคงรักษาความเสี่ยงต่อราคา Bitcoin เอาไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้า Bitcoin ไม่วิ่งทะลุ Strike Price ก่อนหมดอายุสัญญา GameStop ก็กระเป๋าหนักขึ้นจากพรีเมียมที่รับมาโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ณ วันที่ 31 มกราคม สัญญา Call Option ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สิน 0.7 ล้านดอลลาร์ และกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงอีกประมาณ 2.3 ล้านดอลลาร์
ควบคุม Bitcoin ได้อีกไหม?
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ GameStop จะยังถือ Bitcoin อยู่ในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ในแง่บัญชีนั้นต่างออกไป เพราะCoinbase Credit มีสิทธิ์นำ Bitcoin ที่วางเป็นหลักประกันไป Rehypothecate (นำสินทรัพย์ค้ำประกันไปใช้ต่อ), รวมกับสินทรัพย์อื่น (Commingle), หรือขายทิ้งได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ทำให้ GameStop ต้องตัดทรัพย์สินดังกล่าวออกจากบัญชี และบันทึกเป็น "ลูกหนี้สินทรัพย์ดิจิทัล" มูลค่า 368.3 ล้านดอลลาร์แทน
ข้อตกลงนี้ยังทำให้ GameStop ต้องรายงานผลขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัลและลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องรวม 131.6 ล้านดอลลาร์ตลอดปีงบประมาณ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบทางบัญชีของการตัดรายการสินทรัพย์ และการลดลงของราคา Bitcoin หลังการวางหลักประกัน
📎 อ่านเพิ่มเติม: 👉 GameStop Turned Its $368 Million Bitcoin Stash Into an Options Income Play
🔗 อ้างอิงต้นฉบับ: CoinDesk / The Block ภาพ marketwatch.com
💬 ความเห็นบรรณาธิการ Bitcoinaddict การที่ GameStop เลือกใช้กลยุทธ์ Covered Call แทนการถือ Bitcoin แบบ Buy-and-Hold ตรงๆ ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ ว่าบริษัทในตลาดหุ้นกำลังมองหาวิธีใช้สินทรัพย์คริปโตสร้างรายได้อย่างแอ็กทีฟมากขึ้น ไม่ใช่แค่นำมาฝากไว้เฉยๆ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้าน Rehypothecation และการสูญเสียการควบคุม Bitcoin โดยตรงเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นแนวทางที่บริษัทอื่นๆ หยิบไปใช้ต่อในอนาคตอันใกล้
Tags / คีย์เวิร์ด SEO: GameStop Bitcoin, Covered Call BTC, GameStop SEC Filing, Coinbase Credit, Bitcoin คลัง Treasury, กลยุทธ์คริปโต, Rehypothecation Bitcoin
— รายงานโดยทีมข่าว Bitcoinaddict.com