ชายอ้างถูก FBI ลบฮาร์ดไดรฟ์ที่เก็บ 3,443 BTC ศาลยืนยัน “ไม่มีสิทธิ์ฟ้อง”
ชายชาวอเมริกันชื่อ Michael Prime ซึ่งเคยถูกตัดสินจำคุกในคดี ขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ โดยอ้างว่าหน่วยงาน FBI ลบฮาร์ดไดรฟ์ของเขาโดยมิชอบ
ซึ่งในนั้นมีคีย์สำหรับเข้าถึง Bitcoin จำนวนกว่า 3,443 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าราว 345 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาคที่ 11 (Eleventh Circuit Court of Appeals) มีมติเอกฉันท์ว่า FBI ไม่สามารถถูกฟ้องในกรณีนี้ได้
เนื่องจาก Prime เคยปฏิเสธการถือครอง Bitcoin เหล่านี้ด้วยตัวเองในระหว่างถูกสอบสวนและก่อนพ้นโทษ
ศาลระบุ “จำเลยปฏิเสธเอง จึงไม่มีสิทธิ์ฟ้อง”
คำตัดสินของคณะผู้พิพากษา 3 คนระบุว่า
“เป็นเวลาหลายปีที่ Prime ปฏิเสธว่าเขามี Bitcoin จำนวนมาก และไม่ได้ใส่ไว้ในบัญชีสินทรัพย์เมื่อยื่นขอคืนทรัพย์สินหลังออกจากเรือนจำ”
ศาลเห็นว่าการที่เขา เปลี่ยนคำพูดภายหลัง ว่าตัวเองเป็น “Bitcoin Tycoon” หลังถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว ถือเป็น “การอ้างสิทธิ์ที่ล่าช้าเกินสมควร” และไม่มีน้ำหนักเพียงพอทางกฎหมาย
จากหลักพันสู่หลักพันล้าน
ตามรายงานของศาล Prime เคยอ้างในปี 2019 ว่าตัวเองมี Bitcoin ราว 3,500 BTC แต่หลังจากยอมรับผิดในข้อหาฉ้อโกงและอาชญากรรมทางไซเบอร์
เขาเปลี่ยนคำให้การ โดยระบุในเอกสารปี 2020 ว่า มีเพียง $200–$1,500 BTC เท่านั้น
“เรารับไม่ได้กับคำอธิบายที่ว่า $200–$1,500 หมายถึงราคาต่อ 1 BTC เพราะมัน ‘เหลวไหล’ — ในเดือนนั้น BTC มีมูลค่ากว่า $10,000 แล้ว” — คณะผู้พิพากษา กล่าวในคำวินิจฉัย
FBI ระบุว่าฮาร์ดไดรฟ์ที่ยึดจาก Prime ถูก “ล้างข้อมูลตามขั้นตอนมาตรฐาน” หลังปิดคดี ซึ่งหมายความว่า คีย์เข้าถึง BTC เหล่านั้นสูญหายอย่างถาวร
Bitcoin ที่หายไป... ไม่ใช่แค่รายนี้
ข้อมูลจาก Glassnode ชี้ว่า ปัจจุบันมี Bitcoin ราว 1.46 ล้าน BTC หรือประมาณ 7% ของอุปทานทั้งหมด 21 ล้านเหรียญ ที่ “สูญหายถาวร” เนื่องจากเจ้าของทำคีย์หายหรือลืมรหัส
ขณะที่รายงานเก่าจาก Chainalysis (2018) ระบุว่าจำนวนที่สูญหายอาจสูงถึง 3.7 ล้าน BTC หรือมากกว่า 17% ของทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการ “เก็บ Bitcoin เองโดยไม่สำรองคีย์” มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง
อ้างอิง : cointelegraph.com