ค่าธรรมเนียม Ethereum ร่วง 62% แต่ Layer-2 โตแรง: สัญญาณดีหรือความเสี่ยงต่อราคา ETH?
ตลอดเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เครือข่าย Ethereum กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ เมื่อ ค่าธรรมเนียม (gas fee) บนเลเยอร์หลักร่วงลงถึง 62% ขณะที่ตัวเลขกิจกรรมบน Layer-2 อย่าง Base และ Polygon กลับพุ่งขึ้นสวนทาง หลายคนเลยตั้งคำถามว่า
“แบบนี้ถือเป็นสัญญาณดีด้านการใช้งานจริง หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าความต้องการใช้ Ethereum กำลังหายไปกันแน่?”
แม้ในเชิงราคา ETH เพิ่งดีดตัวขึ้นไปทดสอบโซน $3,400 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดรอบ 3 สัปดาห์ หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนกว่าคาด ทำให้ตลาดคาดหวังว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น แต่ความกังวลเรื่อง “ดีมานด์บนเชนหลักที่ชะลอลง” ก็ยังคาใจเทรดเดอร์จำนวนไม่น้อย
บทความนี้จะพาไปดูทั้งฝั่ง ค่าธรรมเนียม, TVL, DeFi, Layer-2 และอนุพันธ์ ETH ว่าจริง ๆ แล้วโครงสร้างตลาดตอนนี้สะท้อนอะไรบ้าง

ค่าธรรมเนียม Ethereum ร่วง 62% – สะท้อนดีมานด์ L1 ที่ซาลง
ข้อมูลจาก Nansen ระบุว่า ค่าธรรมเนียมรวมบนเครือข่าย Ethereum ช่วง 30 วันที่ผ่านมา ลดลงถึง 62% ซึ่งถือว่ารุนแรงกว่าบล็อกเชนคู่แข่งอย่าง Tron, Solana และ HyperEVM ที่ค่าธรรมเนียมรวมลดลงราว 22% ในช่วงเวลาเดียวกัน
การที่ค่าธรรมเนียมลดลงมาก แปลได้หลายแบบ เช่น
ดีมานด์ในการใช้ L1 ลดลงจริง ทำให้เกิดการแข่งขัน bid gas น้อยลง
ส่วนหนึ่งของทราฟฟิกถูก “ย้าย” ไปอยู่บน Layer-2 ที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า
ผลพ่วงจาก Fusaka Upgrade เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ rollup และช่วยลดต้นทุนบนเครือข่าย
ดังนั้น การเห็นค่าธรรมเนียมลดลง ไม่ได้แปลว่าระบบกำลัง “ตาย” เสมอไป แต่อาจสะท้อนว่า Ethereum กำลังไปสู่โมเดลที่ L1 เป็นชั้นฐานด้านความปลอดภัย ส่วน L2 รับงานทราฟฟิกส่วนใหญ่ ตามวิสัยทัศน์ที่ทีมพัฒนาตั้งใจไว้แต่แรก
Layer-2 ยังแรง: Base โต 108% – Polygon เพิ่มขึ้น 81%
แม้ดีมานด์บนเลเยอร์หลักจะชะลอตัว แต่ข้อมูลธุรกรรมบางส่วนกลับสวนทาง โดยเฉพาะบน Layer-2
ปริมาณธุรกรรมบน Base เพิ่มขึ้นถึง 108%
ด้าน Polygon ก็โตขึ้นอีกราว 81% ในช่วง 30 วัน
ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากิจกรรมจำนวนมากกำลังถูกย้ายออกจาก L1 ไปยัง Rollup และ Sidechain ที่ผูกกับ Ethereum ซึ่งช่วยลดต้นทุนฟีให้ผู้ใช้ ในขณะที่ยังอ้างอิงความปลอดภัยจาก Ethereum อยู่
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฝั่ง “สายบวก” มองว่า
“แม้ค่าธรรมเนียม L1 จะลดลง แต่ Ethereum Ecosystem ยังไม่ชะลอเท่าที่ตัวเลขบน L1 สะท้อน เพราะดีมานด์บางส่วนไปโตบน L2 แทน”
ราคา ETH ดีด 11.2% รายสัปดาห์ แม้เทรดเดอร์ยังไม่กล้า “บูลเลเวอเรจ” หนัก
ในด้านราคา ETH ทำกำไรได้ราว 11.2% ภายในสัปดาห์เดียว ขยับขึ้นไปแตะบริเวณ $3,400 หลังตลาดตีความตัวเลขการเลย์ออฟในสหรัฐฯ (1.85 ล้านตำแหน่งในเดือนตุลาคม สูงสุดนับจากปี 2023) ว่าเป็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอ และเพิ่มโอกาสที่ เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25%

อย่างไรก็ตาม ฝั่งอนุพันธ์ยังไม่ได้สะท้อน “ฟีลบูลสุดโต่ง” ขนาดนั้น
Funding Rate ของ ETH Perpetual Futures อยู่ราว 9% ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วง “กลาง ๆ” ของกรอบปกติ 6–12%
แปลว่าแรงเลเวอเรจฝั่ง Long กับ Short ค่อนข้างสมดุล ยังไม่เห็นภาวะ Long ล้นที่มักตามด้วยการเทขายล้างเลเวอเรจ
สรุปคือ ราคา ETH ดีดขึ้นตามสภาพแวดล้อมมหภาค (คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย) ไม่ได้เกิดจากการ Over-Leverage บน Derivatives Market แบบสุดโต่ง
DeFi บน Ethereum แผ่ว: TVL จาก 100B เหลือ 76B – DEX Volume และรายได้ DApp ต่ำสุดในรอบหลายเดือน
หากมองจากมุม DeFi จะเห็นว่า ดีมานด์บน L1 ชะลอลงจริง

ปริมาณเทรดรวมของ Decentralized Exchange (DEX) บน Ethereum ช่วง 7 วันล่าสุด ลดเหลือราว $13.4 พันล้านดอลลาร์ จาก $23.6 พันล้านดอลลาร์ เมื่อ 4 สัปดาห์ก่อน
รายได้รวมของ DApp บน Ethereum ลดลงสู่ระดับ $12.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือน

ด้าน Total Value Locked (TVL) บน Ethereum L1 ก็ปรับฐานลงชัดเจนเช่นกัน
TVL รวมจากราว $100 พันล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ $76 พันล้านดอลลาร์ ภายในสองเดือน
โปรโตคอลชั้นนำจำนวนมาก เช่น Pendle, Athena, Morpho, Spark ต่างมี TVL ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงจะปรับลง Ethereum ก็ยังคง ครองส่วนแบ่งตลาด DeFi ราว 68% ขณะที่อันดับ 2 อย่าง Solana มีส่วนแบ่งไม่ถึง 10% ซึ่งสะท้อนว่าทั้งระบบ DeFi กำลังปรับฐาน ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาเฉพาะ Ethereum เพียงเครือข่ายเดียว
โมเดล Ethereum + Layer-2 อาจยั่งยืนกว่าบล็อกเชนที่เน้น L1 แรง ๆ
ฝั่งผู้เชียร์ Ethereum มองว่าภาพตอนนี้คือ “ธรรมชาติของการสเกลแบบ Rollup-Centric”
L1 จะค่อย ๆ กลายเป็น Security & Settlement Layer ที่เน้นความปลอดภัย ความกระจายศูนย์ และสภาพคล่องหลัก
งานประมวลผลจำนวนมากจะย้ายขึ้นไปอยู่บน Layer-2 Rollup, Validium, Sidechain ที่มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมถูกกว่ามาก
โมเดลนี้ถูกมองว่า ยั่งยืนกว่า บล็อกเชนคู่แข่งที่ต้องแบกรับโหลดทุกอย่างบน L1 เพราะ:
ไม่ต้องดันสเกล L1 จนแลกความกระจายศูนย์กับความเร็ว
เปิดพื้นที่ให้ทีมพัฒนา L2 ทดลองโมเดลธุรกิจ, UX, ค่าใช้จ่าย และฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้หลากหลาย โดยยัง anchor ความปลอดภัยไว้กับ Ethereum
เมื่อมองในภาพยาว ฝั่งบูลจึงเชื่อว่า Ethereum ยังมีโอกาส แคปเจอร์ growth ของ DeFi และการโทเคไนซ์สินทรัพย์จริง (RWA / Tokenization) ได้มาก โดยเฉพาะในบริบทที่หน่วยงานกำกับเริ่มพูดถึงการใช้บล็อกเชนอย่างจริงจัง
มุมมองจากฝั่งกำกับ: Tokenization ของตลาดสหรัฐฯ อาจมาใน “ไม่กี่ปี”
ในฝั่งนโยบาย Paul Atkins อดีตคณะกรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ FOX Business ว่า
การโทเคไนซ์ตลาดการเงินสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นได้ใน “อีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
เขามองว่าบล็อกเชนให้ประโยชน์ด้าน ความโปร่งใส, ความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง และความคาดการณ์ได้ และเสนอว่าควร “ดึงเทคโนโลยีนี้เข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ ภายใต้กติกาที่ชัดเจนของอเมริกา”
หาก Narrative เรื่อง Tokenization เดินต่อจริง Ethereum ก็มีโอกาสอยู่ในจุดศูนย์กลางของเกมนี้ เพราะเป็นระบบนิเวศที่โปรเจกต์ DeFi, Stablecoin, RWA และ Layer-2 รวมตัวกันหนาแน่นที่สุดในตอนนี้
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ bitcoinist.com