Bitcoin Addict - ข่าวสารและบทความคริปโต

Ethereum ปี 2026 จ่อเร่งสเกล L1: อัปเกรด Glamsterdam + ePBS ดัน gas limit สู่ 200 ล้าน
26 December 2025ข่าวโดย Rawiwarn Owattasanee

Ethereum ปี 2026 จ่อเร่งสเกล L1: อัปเกรด Glamsterdam + ePBS ดัน gas limit สู่ 200 ล้าน

ปี 2026 ถูกมองว่าเป็น “ปีชี้ชะตา” ด้านการ Scaling ของ Ethereum โดยเฉพาะการเร่งประสิทธิภาพ Layer 1 (L1) ควบคู่กับการขยายศักยภาพของ Layer 2 (L2) ผ่านการเพิ่ม data blobs และการเดินหน้าสู่โลก Zero-Knowledge (ZK) อย่างจริงจัง

 

แกนหลักของปีคือการอัปเกรดใหญ่ 2 ช่วง ได้แก่ Glamsterdam fork (กลางปี 2026) และ Heze–Bogota fork (ปลายปี 2026) ซึ่งจะพา Ethereum ไปสู่ยุค “ประมวลผลขนาน” เพิ่ม throughput ของเครือข่าย และยกระดับความทนทานต่อการเซ็นเซอร์

 

1) Glamsterdam fork: จุดเริ่ม “Perfect Parallel Processing”

 

ไฮไลต์ที่คนวงการจับตาคือ Glamsterdam จะทำให้ Ethereum ขยับจากการรันธุรกรรมแบบ “เลนเดียว” ไปสู่ “หลายเลน” หรือ ประมวลผลแบบขนาน (parallel) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายใหญ่คือช่วยให้ L1 รองรับธุรกรรมได้มากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการเพิ่มข้อจำกัดแบบเดิมมากนัก

 

Block Access Lists (EIP-7928) คืออะไร

 

แนวคิดของ Block Access Lists คือ ในแต่ละบล็อกจะมี “แผนที่” ที่บอกว่า ธุรกรรมไหนกระทบ state ส่วนใดบ้าง (บัญชี/สตอเรจ/สลอต) และผลลัพธ์หลังรันแล้วคืออะไร 

 

ข้อดีคือ client สามารถ “แยกงาน” แล้วรันบนหลายคอร์ CPU พร้อมกันได้ ลดคอขวดจากการอ่านข้อมูลแบบทีละขั้น และช่วยให้ throughput สูงขึ้นแบบมีนัยสำคัญ

 

สรุปง่าย ๆ: รู้ล่วงหน้าว่าธุรกรรมแตะอะไร → จัดคิวให้รันพร้อมกันได้ → ประมวลผลเร็วขึ้น

 

019b42e1-acd1-77c0-851f-1b8ac91043c1.jpg
การอัปเกรดที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 จะทำให้ Ethereum L1 สามารถรองรับการประมวลผลได้ถึง 10,000 TPS ที่มา: Growthepie

 

ePBS (Enshrined Proposer Builder Separation) สำคัญยังไง

 

อีกหัวใจคือ ePBS ที่นำแนวคิดแยกบทบาท “ผู้สร้างบล็อก (builder)” กับ “ผู้เสนอ/โพรโพส (proposer)” เข้าไปอยู่ในโปรโตคอลโดยตรง (จากเดิมที่มีโซลูชันนอกโปรโตคอลอย่าง MEV-Boost)

 

ผลที่คาดหวังมี 2 ชั้น:

 

  • ชั้นความปลอดภัย/กระจายศูนย์: ลดแรงกดดันจาก MEV ที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์

  • ชั้นสเกล: ePBS ช่วย “เพิ่มเวลา” ให้เครือข่ายรับ–กระจาย–ตรวจ ZK Proof ได้มากขึ้น ทำให้แนวคิด “ตรวจ proof แทนรันทุกอย่างซ้ำ” มีแรงจูงใจที่เข้ากันกับระบบมากขึ้น

 

2) วาลิเดเตอร์เริ่มหันไป “ตรวจ ZK Proof” — ปูทางสู่ L1 ที่แรงขึ้น

 

อีกประเด็นใหญ่ของปี 2026 คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของ validator บางส่วน จากเดิมที่ต้อง “รันธุรกรรมซ้ำ (re-execute)” เพื่อเช็กความถูกต้อง มาเป็น “ตรวจ Zero-Knowledge Proof” แทน

 

ภาพใหญ่ที่ถูกพูดถึงคือ อาจมีวาลิเดเตอร์ราว 10% เปลี่ยนไปใช้แนวทางตรวจ ZK ซึ่งจะช่วยให้ Ethereum เพิ่มประสิทธิภาพได้ต่อเนื่อง และเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายระดับ 10,000 TPS บน L1 (แม้จะยังไม่แตะเป้านั้นในปี 2026 ก็ตาม)

 

3) Gas Limit และ Blobs จะโต: L1 เร็วขึ้น + L2 บินไกลขึ้น

 

ปัจจุบัน gas limit ของ Ethereum อยู่ราว 60 ล้าน และปี 2026 ถูกคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยมีกรอบคาดการณ์ตั้งแต่ 100 ล้าน ไปจนถึง 200 ล้าน (และบางมุมมองมองไกลกว่านั้น)

 

ขณะเดียวกันฝั่ง L2 จะได้แรงส่งจากการเพิ่ม data blobs ซึ่งอาจขยับไปถึง 72+ blobs ต่อบล็อก ทำให้ L2 สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ระดับ หลายแสน TPS (เมื่อรวมหลาย L2) และทำให้การใช้งาน “ถูกและเร็ว” ต่อผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น

 

ตัวอย่างแนวทาง UX ที่ถูกพูดถึงคือการอัปเกรดบางค่ายที่ทำให้ผู้ใช้ “เงินยังอยู่บน mainnet” แต่ไปเทรด/ใช้งานใน execution environment ที่เร็วของ L2 ได้สะดวกขึ้น

 

4) Heze–Bogota fork: โฟกัส “ต้านเซ็นเซอร์” มากขึ้น

 

ปลายปี 2026 ยังมี Heze–Bogota fork ซึ่งโทนจะต่างจาก Glamsterdam เพราะเน้น “อุดมการณ์ไซเฟอร์พังก์” เรื่อง censorship resistance มากขึ้น โดยหนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงคือ FOCIL (Fork-Choice Inclusion Lists)

 

สรุปง่าย ๆ: หากมีส่วนหนึ่งของเครือข่ายยังซื่อสัตย์/ไม่ถูกควบคุม ระบบควรมีวิธีทำให้ “ธุรกรรมที่ถูกกีดกัน” ได้รับการบรรจุลงบล็อกในท้ายที่สุด

 

อ้างอิง : cointelegraph.com

ภาพ theblock.co