Ethereum ส่อเค้าซึม? ราคาปรับฐานหลังหลุดไฮรอบ 2 เดือน แม้บริษัทแห่ซื้อสะสม
หลังจากที่ราคา Ethereum (ETH) ทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนที่ 3,400 ดอลลาร์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่าเป็นสัญญาณการกลับมาของตลาดกระทิง ทว่าในความเป็นจริง ราคาได้เกิดการปรับฐานลดลงกว่า 4% ภายในเวลาเพียงสองวัน ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ตฝั่ง Long (Liquidations) ไปกว่า 65 ล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมุมมองของนักเทรดระดับมืออาชีพที่ยังคงรักษาท่าที "เป็นกลางถึงขาลง" (Neutral-to-Bearish) อย่างเหนียวแน่น

สัญญาณลบจากตลาดอนุพันธ์และการใช้งานเน็ตเวิร์ก
ข้อมูลจากตลาดฟิวเจอร์สชี้ให้เห็นว่า ค่า Premium ของสัญญา ETH รายเดือนซื้อขายอยู่ที่เพียง 4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับ 5% ที่ตลาดมองว่าเป็นสัญญาณขาลง ความไม่มั่นใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่สินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างทองคำและดัชนี S&P 500 พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2026 แต่ตลาดคริปโตกลับมีความต้องการใช้งานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจัยพื้นฐานที่กดดันราคาอย่างหนักคือการใช้งานแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (DApps) ที่ลดน้อยลง แม้ว่าจำนวนธุรกรรมบนเลเยอร์หลักของ Ethereum จะเติบโตขึ้น 28% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา แต่ค่าธรรมเนียมเครือข่ายกลับลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Solana และ BNB Chain ที่ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 20% นอกจากนี้เครือข่ายเลเยอร์ 2 อย่าง Base ยังมียอดธุรกรรมลดลงถึง 26% ในช่วงเวลาเดียวกัน

แรงซื้อสถาบันที่ยังไม่เพียงพอต่อการกู้ศรัทธา
แม้จะมีการไหลเข้าของเงินทุนผ่านกองทุน Ethereum Spot ETF ในสหรัฐฯ มูลค่าสุทธิ 123 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่ยังคงถือครองและซื้อสะสม ETH อย่างต่อเนื่อง แต่ราคาตลาด (Market Cap) ของบริษัทเหล่านั้นกลับซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่า ETH ที่ถือครองอยู่ (Underlying reserves) เช่นบริษัท Bitmine Immersion ที่มีมูลค่าบริษัทต่ำกว่ามูลค่า ETH ในคลังสำรองถึง 13% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวสินทรัพย์
นอกจากนี้ การที่กิจกรรมบนเครือข่ายลดลงยังส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนจากการ Staking เนื่องจากกลไกการเผาเหรียญ (Burn) ทำงานน้อยลง ทำให้นักลงทุนขาดแรงจูงใจในการถือครองตำแหน่งในระยะยาว ปัจจุบันมีอุปทาน ETH เพียง 30% เท่านั้นที่ยังคงล็อกอยู่ในระบบ Staking

ในมุมมองของนักเทรด Option ค่า Put/Call skew ที่ระดับ 6% ยืนยันว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังกังวลกับความเสี่ยงขาลงมากกว่าความหวังที่จะเห็นราคาพุ่งทะลุ 4,100 ดอลลาร์ในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้บทสรุปในขณะนี้คือ ราคา ETH กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากกว่าการพัฒนาภายในระบบนิเวศของตัวเอง
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ icobench.com