ความยากการขุด Bitcoin ปรับขึ้นส่งท้ายปี 2025แตะ 148.26T—คาดจะขึ้นอีก 8 ม.ค. 2026
เครือข่าย Bitcoin มีการปรับ Mining Difficulty (ความยากในการขุด) ส่งท้ายปี 2025 โดยข้อมูลติดตามแบบเรียลไทม์จาก CoinWarz ระบุว่าความยากอยู่ที่ราว 148.26 trillion (148.26T) และการปรับครั้งถัดไปถูกประเมินว่าจะเกิดในวันที่ 8 มกราคม 2026 ที่บล็อกไฮต์ 931,392 โดยคาดว่าความยากจะเพิ่มขึ้นไปแถว 149.50T (เพิ่มราว 0.84%)
ภาพรวมนี้สะท้อนว่า “การแข่งขันของนักขุด” ยังตึงตัว เพราะเมื่อกำลังประมวลผลรวม (hashrate) ในเครือข่ายเพิ่มขึ้น เครือข่ายก็จะเพิ่มความยากเพื่อรักษาจังหวะการออกบล็อกให้ใกล้เป้าหมายเดิม
ทำไม Difficulty มีแนวโน้มเพิ่ม? เพราะบล็อกไทม์เร็วกว่า 10 นาที
CoinWarz แสดงค่าเฉลี่ยเวลาการเกิดบล็อก (Average Block Time) ประมาณ 9.92 นาที ซึ่ง “เร็วกว่า” เป้าหมายที่ Bitcoin ตั้งไว้ที่ 10 นาที เล็กน้อย

เมื่อบล็อกเกิดเร็วเกินไป ระบบจึงมีแนวโน้ม ปรับ Difficulty ขึ้น เพื่อดึงค่าเฉลี่ยกลับมาใกล้ 10 นาทีให้มากที่สุด
Difficulty คืออะไร และปรับบ่อยแค่ไหน?
Mining Difficulty คือระดับ “ความยากเชิงคณิตศาสตร์” ที่นักขุดต้องเจอในการหาค่าแฮชที่ถูกต้องเพื่อเพิ่มบล็อกใหม่ลงบล็อกเชน โดยเครือข่าย Bitcoin จะปรับความยาก ทุก 2,016 บล็อก (โดยเฉลี่ยราว ~2 สัปดาห์) ตามความเร็วเฉลี่ยของการขุดในช่วงนั้น
สรุปสั้น ๆ
ขุดเร็วเกิน → Difficulty เพิ่ม
ขุดช้าเกิน → Difficulty ลด
เป้าหมายคือคุมบล็อกไทม์ให้ใกล้ 10 นาที และรักษาการออกเหรียญให้สม่ำเสมอ
Difficulty ที่สูงขึ้น “ดีต่อเครือข่าย” แต่ “หนักขึ้นสำหรับนักขุด”
การที่ Difficulty ปรับสูงขึ้นมี 2 มุมหลัก
มุมเครือข่าย (ข้อดี)
ช่วยให้เครือข่ายทำงาน “เป็นจังหวะ” ไม่เร่งหรือชะลอเกินไป
ลดโอกาสที่ผู้เล่นรายใหญ่จะเร่งกำลังขุดช่วงสั้น ๆ เพื่อเอาเปรียบเครือข่าย ทำให้ระบบยังคง กระจายศูนย์ (decentralized)
มุมนักขุด (ความท้าทาย)
ต้องใช้เครื่อง/พลังงานมากขึ้นเพื่อแข่งขัน เพราะ “โอกาสขุดได้บล็อก” ต่อกำลังขุด 1 หน่วยลดลงเมื่อ Difficulty สูง
ต้นทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูงอยู่แล้ว (ค่าไฟ ค่าเครื่อง ค่าศูนย์ข้อมูล) จะยิ่งกดดันมาร์จิ้น
เกี่ยวอะไรกับความเสี่ยง 51% attack?
ในเชิงทฤษฎี หากมีผู้เล่นรายเดียวหรือกลุ่มเดียว “คุมกำลังขุดส่วนใหญ่” ของเครือข่ายได้ อาจก่อให้เกิด 51% attack ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านการรวมศูนย์และความเชื่อมั่นของระบบ

ดังนั้น กลไกการปรับ Difficulty ตามกำลังขุดรวมจึงเป็น “เกราะ” ชั้นหนึ่งที่ช่วยให้เครือข่ายรักษาสมดุลและความน่าเชื่อถือในระยะยาว
อ้างอิง : cointelegraph.com
ภาพ bloomberg.com